ดีใจได้ไม่เท่าไหร่ สีหน้าของหลี่ฟานก็เปลี่ยน
“เพลงที่ส่งมาพวกนั้นไม่ใช่ว่าคุณไม่รู้ แทบจะไม่มีเพลงไหนที่ใช้ได้เลย เฉพาะเดือนนี้ยังไม่มีที่พอจะเข้าตากรรมการด้วยซ้ำ”
เซียวเชียนหันมาคุยกับหลี่ฟาน “ไม่ต้องรีบร้อนใจไป พอถึงเวลา เดี๋ยวอะไรมันก็ดีไปเองแหละ”
“ก็ใช่ ผมไปลองดูก่อน ผมไม่เชื่อว่าจะไม่มีเพลงดีๆ อะไรซักเพลงเลย” หลี่ฟานเดินเสยผมไปที่คอมฯ
......
ช่วงบ่ายงานค่อนข้างยุ่ง จนถึงหกโมงกว่าจางฮ่านเพิ่งทำการหว่านเมล็ดพันธุ์เสร็จ
เหมิงเหมิง ก็เล่นอยู่กับเจ้าดำเรื่อยๆ
“กลับบ้านกันได้แล้วเหมิงเหมิง ฟ้าจะมืดแล้ว” จางฮ่านพูดพลางล้างไม้ล้างมืออยู่ใกล้ๆ
“ป๊ะป๋า พวกเราพาเจ้าดำกลับไปด้วยได้มั้ย” เหมิงเหมิง ยังอยากเล่นกับมันต่อ
เหมิงเหมิงอยู่ที่บ้านไม่มีใครเล่นเป็นเพื่อน อยากจะเอามันกลับไปด้วย
เจ้าดำได้ยิน ก็ลุกไปหาจางฮ่านท่าทางออดอ้อน เหมือนกับว่าอยากให้เอามันไปด้วย
“หา....” จางฮ่านหัวเราะ “ไม่ได้หรอก เจ้าดำต้องอยู่เฝ้าที่นี่ หนูดูสิพ่อเพิ่งจะปลูกอะไรไปตั้งเยอะ ถ้ามีคนเข้ามาทำเละเทะก็ไม่มีอะไรให้พวกเรากินกันพอดี พรุ่งนี้พวกเราค่อยมาเล่นกับเจ้าดำอีกรอบดีหรือเปล่า?”
“ฮื่อ ก็ได้ๆ ไม่ได้ดั่งใจเลย” เหมิงเหมิงบ่น
“เป็นเด็กดีนะ” จางฮ่านอุ้มเหมิงเหมิง ขึ้นมาหอมแก้ม
“เจ้าดำ พรุ่งนี้ค่อยมาเล่นกันใหม่นะ เดี๋ยวเหมิงเหมิงเอาของเล่นมาด้วย แถมมีขนมด้วยนะ” เหมิงเหมิง โบกมือลาเจ้าดำ
“หงิงๆ หงิง....” เจ้าดำทำท่ารับรู้
จางฮ่านอุ้มเหมิงเหมิงไปที่ต้นเหลยหยาง จัดการเก็บเครื่องไม้เครื่องมือเสร็จ ก็หันไปมองรอบๆ ดูผลงานของวันนี้
ข้าวที่ปลูกไปสูงขึ้นกว่าเดิมเป็นเท่าตัว ข้าวสาลีก็เริ่มโผล่ยอดออกมาให้เห็น โตไวจนไม่น่าเชื่อ
มีดินมีน้ำศักดิ์สิทธิ์ ถ้าโตช้าก็แปลกแล้ว
“อีกสี่ห้าวันก็น่าจะใช้ได้”
ที่เซียงเจียงเก็บเกี่ยวได้ปีละสามครั้ง แต่ที่เขาจันทรานี้คงต้องพูดว่าเก็บได้อาทิตย์ละครั้ง
“วัวนม สัตว์ปีก ผัก ผลไม้...”
จางฮ่านนึกถึงเรื่องที่ยังไม่ได้ทำ
“ใช่แล้ว เลี้ยงแพะเอานมก็ได้ ไว้กินสลับกับนมวัว”
จางฮ่านจำได้ว่าตอนที่ยังเด็กเขาเคยกินนมแพะอยู่หลายที นมแพะมีกลิ่นสาบ แต่กินเข้าไปแล้วก็รู้สึกอีกอย่าง
จางฮ่านอุ้มเหมิงเหมิงลงจากเขา เจ้าดำดูหงอยๆ ไป เพราะมันต้องอยู่ที่นี่ตัวเดียวอีกแล้ว คนยังมีคนที่สำคัญกับตัวเอง แต่หมามีแต่เจ้าของ หมาเป็นสัตว์ภักดี ในโลกเซียนก็เหมือนกัน ลองมันรับใครเป็นเจ้าของมันแล้ว มันก็จะคอยติดตามไปตลอด เรื่องหมาที่อยู่เฝ้าศพเจ้าของก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ
พอจางฮ่านเห็นท่าทางมัน ก็พูดขึ้น
“เจ้าดำ เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันจะหาอะไรมาอยู่เป็นเพื่อนให้แก กลับขึ้นไปได้แล้ว”
“กลับ กลับไปได้แล้ว” เหมิงเหมิง พูดตาม “กลับเข้าบ้านไปนอน เดี๋ยวพรุ่งนี้ฉันก็กลับมาแล้ว”
“หงิงๆ หงิง.....” เจ้าดำก็กลับเข้าไปในป่า
พอขับรถมาถึง ก็พบจื่อเหยียนยืนดักอยู่ที่หน้าประตูทางเข้า
“ทำไมคุณถึงได้มอมแมมขนาดนี้ล่ะ?”
จื่อเหยียนถามด้วยความแปลกใจ
“ป๊ะป๋าก็ทำงานไง ปลูกโน่นปลูกนี่ทั้งวันเลย” เหมิงเหมิง ตอบแทน
“โอ้แม่เจ้า คุณชายทำงานกับเขาเป็นเหมือนกันเหรอ? ไม่ใช่ว่าจะลุกจะนั่งก็มีคนมาคอยประเคนรับใช้หรือไง?” โจวเฟยกัดไม่เลิก
“น้าเฟยเฟยเลว ห้ามว่าป๊ะป๋านะ” เหมิงเหมิง จ้องถมึงทึง
“เชอะ ยัยเด็กไม่มีหัวใจ” โจวเฟยไม่กล้าพูดอะไรต่อ
“ปลูกข้าว กับข้าวสาลีน่ะ” จางฮ่านตอบ
“อ้อ” จื่อเหยียนพยักหน้า
“วันนี้ผมคงไม่ขึ้นไปด้วย เหมิงเหมิง เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อมารับตกลงมั้ย? คืนนี้พ่อจะไปหาซื้อสัตว์เลี้ยง พรุ่งนี้มันจะได้คอยเล่นเป็นเพื่อนหนูยังไงละ” จางฮ่าน พูดไปลูบหัวเธอไป
“ไม่ดี ไม่ดี” เหมิงเหมิงรัดคอจางฮ่านแน่นไม่ยอมปล่อย
สำหรับเธอยังไงจางฮ่านก็สำคัญกว่าสัตว์เลี้ยงพวกนั้น
“ป๊ะป๋าอย่าไปเลย อยู่กับเหมิงเหมิงนี่แหละ นะๆ ๆ ๆ ” เหมิงเหมิง วิงวอน
ดูเหมือนว่าถ้าเขาปฏิเสธ เหมิงเหมิงเป็นต้องปล่อยโฮแน่ๆ
“ก็ได้ๆ ๆ ไม่ไปก็ได้” จื่อเหยียนมองค้อนเหมิงเหมิง แล้วก็หันไปคุยกับจางฮ่าน “คุณตามขึ้นไปด้วยกันสิ ฉันมีเรื่องต้องคุยกับคุณ”
จางฮ่านพยักหน้ารับ อุ้มเหมิงเหมิง เดินตามเข้าไปในลิฟต์
พอเข้าไปในบ้าน หวางเจวียนก็ออกมาต้อนรับ จัดการหารองเท้าแตะไว้ให้เปลี่ยนอย่างดี จางฮ่านก้มลงไปกระซิบเหมิงเหมิง “จำที่คุยกันไว้เมื่อตอนเช้าได้ใช่มั้ย?”
“เห?”
เหมิงเหมิงทำหน้างงงวย
ทั้งสามคนหันมามองเหมิงเหมิงเป็นตาเดียว
“พอเจอป้าหวางแล้วต้อง...” จางฮ่านเตือนสติ
“อ้อ นึกออกแล้ว” เหมิงเหมิงหันไปคุยกับหวางเจวียน “ป้าหวาง เหมิงเหมิงขอโทษนะ เหมิงเหมิง ผิดไปแล้ว”
“หึๆ ...” จื่อเหยียนเพิ่งจะเคยเห็นท่าทางน่ารักแบบนี้ของเหมิงเหมิงเป็นครั้งแรก “เหมิงเหมิงหนูไปทำอะไรผิดมาอย่างนั้นเหรอ?”
“หนู หนูไม่ควรเรียกป้าหวางว่ายายแม่มดแก่” เหมิงเหมิงตอบ
“ฮ่าๆ ๆ ” หวางเจวียนพอเห็นท่าทางน่ารักของเหมิงเหมิงก็ใจละลาย “ไม่เป็นไรๆ ป้าจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ เหมิงเหมิงเป็นเด็กดีจริงๆ ”
จื่อเหยียนพอนึกได้ถึงที่มาของคำนี้ ก็หันไปมองค้อนโจวเฟยที่แอบยืนขำอยู่ ด้วยสายตาตำหนิ
ส่วนประโยคต่อมาที่เหมิงเหมิงพูดออกมานั้น ทำเอาจื่อเหยียนถึงกับหน้าหงาย
“ป๊ะป๋าบอกว่า เหมิงเหมิงต้องรู้จักเคารพคนที่ทำดีกับเหมิงเหมิง ถ้าใครทำไม่ดีจะด่ายังไงก็ได้ ยัง ยังมีอีกนะ เจ้าพวกมดปลวก แกดีมาเราดีกลับ ร้ายมาก็ร้ายตอบ” เหมิงเหมิง ค่อยๆ นึกทีละคำ พูดไม่ปะติดปะต่อ
นอกจากจางฮ่านแล้ว ทั้งสามคนตะลึงกันหมด
หวางเจวียนยืนบื้อไปเลย เธอไม่เคยเจอใครสอนลูกหลานแบบนี้มาก่อน ส่วนโจวเฟยพอได้สติกลับมาก็หัวเราะเบาๆ กับวิธีการสอนลูกของจางฮ่าน
จื่อเหยียนจ้องจางฮ่านสายตาเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ “จางฮ่าน คุณมากับฉัน เรามีเรื่องที่จะต้องคุยกันให้รู้เรื่อง”
“อ้อ” จางฮ่านเดินตามเธอไปชั้นบน
“อ่าฮะ หนูไปด้วยๆ ” เหมิงเหมิง วิ่งช้าๆ ตามขึ้นไป
“เหมิงเหมิง หนูรออยู่ชั้นล่างก่อน เป็นเด็กดีนะ” จื่อเหยียนพูดน้ำเสียงเข้มงวด
“แบร่ แม่ขี้เหม็น ไม่รักแม่แล้ว” เหมิงเหมิง อารมณ์ไม่ดี
“มา เดี่ยวน้าเฟยเล่นเป็นเพื่อนหนู พวกเราไม่ต้องไปสนคนไม่ดีสองคนนั้นหรอก” โจวเฟยเข้ามาปะเหลาะ
“ฮื่อ น้านั่นแหละที่เป็นคนไม่ดี”
“นี่.. ยัยเด็กไม่มีสำนึก” โจวเฟยว่างจัด หาเรื่องทะเลาะกับเด็ก
ชั้นบน จางฮ่านตามจื่อเหยียนเข้าไปในห้องนอน
“คุณสอนลูกยังไงของคุณ? คุณเป็นพ่อคนแล้วนะจะทำตัวให้มันเหมือนคนเป็นพ่อคนไม่ได้หรือไง? คุณจะเก็บสันดานคุณชายของคุณไปก่อนไม่ได้เหรอ? เอะอะอะไรก็มดปลวกๆ ถ้าเธอไปพูดข้างนอกขึ้นมาจะทำยังไง? คนอื่นเขาจะไม่มองเหมิงเหมิงเป็นเด็กไม่ได้รับการอบรมสั่งสอนหรือไง? ห๊า?” จื่อเหยียนสวดเป็นชุด
จางฮ่านมองจื่อเหยียน แล้วก็แอบบ่นในใจ
แม่นี่นี่ยังไง คุยกับเราทีไรเป็นอย่างนี้ทุกที ไปกินอะไรมา? จะว่าไปคนธรรมดาพวกนั้นก็เป็นแค่มดปลวกจริงๆ นี่ เราพูดผิดตรงไหนหรือไง?
พอกลับมาจากโลกเซียน วิสัยทัศน์ของจางฮ่านก็สูงขึ้นไปอีก ในสายตาของพวกเซียน คนธรรมดาก็ไม่ได้ต่างอะไรจากมดปลวก พวกเขาไม่ได้ดูถูก แต่เรื่องจริงมันเป็นแบบนั้น
“ผมจะสอนเหมิงเหมิงยังไง มันก็เป็นวิธีของผม” จางฮ่านขี้เกียจต่อปากต่อคำกับจื่อเหยียน พูดตัดบทเสียงเรียบๆ
จบตอน