ตอนที่104 ปัญหาจากชุดอเนกประสงค์
สักพักหนึ่งยานรบและยานตรวจการณ์นับร้อยลำบินมุ่งหน้าตรงมายังสถานที่ตั้งของฐานลับกองทัพดาวเจอรัลทว่าผู้ควบคุมยานเหล่านั้นกลับกลายเป็นกลุ่มของเผ่าพรอคที่ยึดยานของดาวเจอรัลมาได้
บรรดาทหารเผ่าพรอคต่างทยอยลงมาจากยานทั้งหลายแล้วตรงเข้าคว้าอาวุธซึ่งวางกองอยู่บนพื้น ทหารเผ่าพรอคต่างหยิบจับอาวุธแล้ววิ่งกรูอย่างมีระเบียบแบบแผนเพื่อยิงเข้าใส่ทหารจระเข้ที่ยังมีชีวิตเหลืออยู่อีกมาก โดยพวกที่เหลือกำลังออกมาจากท่อนอนเพื่อทำการต่อสู้ศัตรูเนื่องจากพื้นที่พักผ่อนในชั้นใต้ดินชั้นแรกถูกลำแสงดีวาสจากยานรบหลักทำลาย
ชั้นดังกล่าวไปมากกว่าครึ่งหนึ่งแล้ว
“ฆ่ามัน! แก้แค้นให้พี่น้องเรา!”
“ฮ่า ฮ่า ฮ่าข้าได้แก้แค้นแล้ว! ยิงมัน! ถล่มมัน!อย่าให้เหลือแม้แต่ตัวเดียว!”
เสียงตะโกนจากทหารเผ่าพรอคดังกึกก้องแข่งกับเสียงปืนจากลำแสงเอวาสในมือร่วมกับลำแสงดีวาสจากยานรบทั้งหลาย เผ่าพรอคต่างกระเหี้ยนกระหือรือในการกวาดล้างฐานลับกองทัพดาวเจอรัลให้สิ้นซากซึ่งเป็นวันเวลาที่ทุกตัวต่างเฝ้ารอคอยมาเนิ่นนาน
ชายชราหัวหน้าเผ่าพรอคขึ้นมาอยู่ร่วมกับพรอคที่เจ็คในยานรบหลักเขาทอดสายตามองไกลดั่งมองเห็นร่างของเสิ่นอี้ราง ๆ พลางพึมพำขึ้นมาด้วยความซาบซึ้งใจต่อความช่วยเหลือที่ได้รับจากชายหนุ่มต่างเผ่าพันธุ์ว่า
“ไม่นึกเลยว่ามิตรผู้มาจากแดนไกลเขาจะมาช่วยแล้วก็จากไป ข้ายังไม่มีโอกาสขอบคุณเขาสักคำ”
เสิ่นอี้ไม่มีโอกาสรับรู้แล้วว่าเขาได้กลายเป็นผู้จุดประกายแห่งความหวังและนำพาความรุ่งโรจน์กลับคืนมาสู่ดาวขยะหรือภายหลังเรียกขานใหม่อย่างเต็มภาคภูมิว่าดาวเจทีเหมือนเดิมเนื่องด้วยไม่มีทหารของกองทัพดาวเจอรัลหลงเหลืออยู่อีกแม้แต่ตัวเดียว
..........
เวลานี้เสิ่นอี้วาร์ปกลับมายังจุดเริ่มต้นกลางภูเขาหิมะทว่าเขาไม่รู้สึกหนาวเย็นสักนิดเพราะยังสวมใส่ชุดอเนกประสงค์ติดกายอยู่ พลางนอนแผ่หลาบนพื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงโดยปล่อยให้อินทรีดำโผบินไปทั่วเพื่อสำรวจสถานการณ์โดยรอบ
“เฮ้อ! นึกว่าจะไม่รอดแล้วทำเอาฉันใจหายใจคว่ำไปหลายทีเหลือเกิน”
ชายหนุ่มพึมพำเมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้าเขาพบว่ามีหลายเหตุการณ์ซึ่งอยู่ในห้วงวิกฤติแห่งความเป็นความตายพลางรู้สึกหวาดเสียวย้อนหลัง
ครั้นนอนพักหายเหนื่อยกายเหนื่อยใจแล้วเขาลุกขึ้นมานั่งเอนกายโดยเหยียดขาสองข้างออกด้านหน้าพลางจ้องมองอากาศตรงหน้าเพื่อตรวจสอบทรัพย์สินในปัจจุบัน ซึ่งได้รับมาจากระบบในหลายภารกิจทว่าแทบไม่มีเวลาตรวจสอบสถานะปัจจุบันสักที จึงถือโอกาสจัดระเบียบทรัพย์สินทั้งหลายให้เรียบร้อย
ชายหนุ่มพบว่าทรัพย์สินในปัจจุบันมีหลากหลายรายการจนแทบจำได้ไม่หมดสิ้น ไม่ว่าจะเป็น
คฤหาสน์ราคาหกล้านหยวน
รถยนต์บีเอ็มดับเบิลยูซีรีส์ห้าสีดำ ราคาสองล้านหยวน
รถยนต์เบนท์ลีย์คอนติเนนทัล จีที สีดำ ราคาห้าล้านหยวน
รถตู้อัลพาร์ดสีดำราคาหนึ่งล้านหยวน
รถกระบะเกรตวอลสี่ประตูสีขาว ราคาหนึ่งแสนสองหมื่นหยวน
นาฬิกาข้อมือยี่ห้อปาเต็กฟิลิปป์ราคาหกแสนหยวน
แหวนมังกรคู่ราคาหนึ่งล้านสองแสนหยวน
ตึกแถวสองคูหาในย่านชุมชนตะวันตกราคาสองล้านหยวน
เรือยอชอิตาเลียนรุ่นอาซิมุตเจ็ดสิบเจ็ดเอสหนึ่งลำ ราคายี่สิบสามล้านหยวน
คฤหาสน์หรูย่านจินหลงหนึ่งหลังราคาหนึ่งร้อยล้านหยวน
เครื่องบินเจ็ตส่วนตัวพร้อมนักบินมูลค่าสองร้อยล้านหยวน
อย่างไรก็ตามเสิ่นอี้พบว่าสถานะตอนนี้ตนไม่มีเงินสดติดกายอยู่สักหยวน ทว่าเขากลับตาโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นยินดีเนื่องด้วยพบตัวเลขเงินในบัญชีธนาคารมีมากถึงหนึ่งหมื่นห้าร้อยล้านหยวนโดยหนึ่งหมื่นหยวนมาจากรางวัลในภารกิจที่สิบสองนั่นเอง
“เจ๋ง! มีเงินในบัญชีเยอะแบบนี้ ค่อยหายใจคล่องหน่อย”ชายหนุ่มยิ้มละไม พลางพึมพำอย่างมีความสุข
สำหรับธุรกิจส่วนตัวชายหนุ่มพบว่าตนมีหุ้นเพิ่มอีกสิบเปอร์เซ็นต์จากบริษัทออราเคิลในภารกิจที่สิบสองดังนั้นธุรกิจส่วนตัวในปัจจุบัน จึงมี หนึ่งหุ้นของมิราเคิลกรุปจำนวนหกสิบเปอร์เซ็นต์ (เป็นผู้ถือหุ้นอันดับหนึ่ง) สองหุ้นของธนาคารกลางแห่งสวิส จำนวนสี่สิบเปอร์เซ็นต์ (เป็นผู้ถือหุ้นอันดับสอง)สามหุ้นบริษัทไมโครซอฟท์ สิบเปอร์เซ็นต์ (เป็นผู้ถือหุ้นอันดับเก้า) สี่หุ้นเฟซบุ๊กยี่สิบเปอร์เซ็นต์ (เป็นผู้ถือหุ้นอันดับห้า) ห้าโรงเรียนแห่งความสุขมูลค่าหนึ่งร้อยล้านหยวน และรายการที่หกจากหุ้นของบริษัทออราเคิล
“เอาละ! ถึงเวลาเสี่ยงโชคจากระบบแล้ว”เสิ่นอี้พึมพำขึ้นมาอย่างมีความหวัง
เขาพบว่าตนยังเหลือรางวัลจากระบบในภารกิจที่สิบสามซึ่งได้รับมาจากระบบโกลาหลอย่างกะทันหันเพื่อทำลายล้างฐานลับของกองทัพดาวเจอรัลเขานั่งขัดสมาธิเพื่อเตรียมตัวลุ้นโชคจากระบบ จากนั้นสั่งกดปุ่มผ่านความคิดไปยังหน้าจอฮอโลแกรมแล้วภาวนาวงล้อเสี่ยงโชคให้หยุดหมุนในตำแหน่งอันจะมีโชคใหญ่สำหรับตน
“หยุด! หยุด!หยุด! หยุดสิ!หยุดโว้ย!” เสิ่นอี้ตะโกนด้วยอารมณ์พลุ่งพล่าน
เขาเหลือบมองเห็นรางวัลที่น่าสนใจลอยผ่านหน้าไปหลายครั้งด้วยความเสียดายพลางนึกโมโหให้กับระบบทันใด จึงตะโกนเสียงดังในคำสุดท้ายซึ่งเป็นจังหวะวงล้อเสี่ยงโชคหยุดหมุนพอดี
พลันตาโตเป็นประกายด้วยความพอใจเล็กน้อยแต่ไม่ได้รู้สึกมีความสุขมากที่สุด เนื่องด้วยเขาได้รับทักษะพิเศษเพิ่มเติมมาอีกหนึ่งทักษะนั่นคือ ทักษะอ่านจิตใจของสิ่งมีชีวิตได้
“ก็ยังดี.....อย่างน้อยก็ไม่ได้แย่เกินไป”เสิ่นอี้ยักไหล่ พลางกล่าวปลอบใจตนเองอย่างยอมรับความจริง
เขาตรวจสอบทักษะพิเศษในปัจจุบันซึ่งมีเพิ่มขึ้นหนึ่งรายการโดยทักษะทั้งหมดที่มีตอนนี้ ได้แก่ ทักษะเรียนรู้ฉับไว
ทักษะต่อสู้ ทักษะปรุงอาหาร ทักษะวิศวกรและสถาปนิกทักษะภาษาจักรวาล ทักษะหายใจใต้น้ำ และทักษะอ่านจิตใจสิ่งมีชีวิตที่เพิ่งได้มาใหม่
สักพักหนึ่งชายหนุ่มได้ยินเสียงสื่อสารมาจากอินทรีดำซึ่งมันได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดให้ชายหนุ่มฟังพร้อมทั้งเสนอแนะให้เขารีบเดินทางกลับสถาบันเอ็มไอทีอย่างเร่งด่วนแทนว่า
“รายงานเจ้านายเต็นท์พวกนักวิทยาศาสตร์กับทหารหายไปหมดแล้ว พวกเขาคงยกเลิกภารกิจตรวจสอบที่นี่แน่แต่เจ้านายควรรีบกลับไปที่สถาบันเอ็มไอทีนะ อินทรีดำคิดว่าตอนนี้กลุ่มสำรวจของเจ้านายคงอยากพบเจ้านายเต็มทีแล้ว”
“โอเคเข้าใจแล้ว ไม่ต้องกังวลหรอกน่า แต่! เอ๊ะ! ซวยแล้วไหมละ”
เสิ่นอี้ตอบกลับอินทรีดำด้วยความผ่อนคลายพลันนึกขึ้นได้ว่าตนเคยกังวลเรื่องประสิทธิภาพของชุดอเนกประสงค์ซึ่งได้ทำการสวมใส่ให้กับทีมทุกคนจึงคาดเดาไว้ว่าจะต้องมีปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน
ชายหนุ่มรีบสั่งการอินทรีดำให้ช่วยติดต่อนักบินเพื่อนำเครื่องบินส่วนตัวมารับที่นี่โดยตรงพร้อมทั้งว่าจ้างเครื่องบินเล็กรับจ้างเพื่อรับจากสนามบินชั่วคราวไปส่งยังสนามบินของเกาะคาเฟอคลูเปินโดยหวังว่าสภาพอากาศจะไม่เลวร้ายเกินกว่าที่เครื่องบินจะทำการบินขึ้นลงได้
ต่อจากนั้นชายหนุ่มหยิบนาฬิกาหรูขึ้นมาตรวจสอบวันเวลาเขาพบว่าตนหายตัวไปเจ็ดวันพอดี พลางรู้สึกดีที่สภาพอากาศไม่เลวร้ายจนเกินไป เขารีบวิ่งกลับไปยังจุดที่จะมีเครื่องบินเล็กรับจ้างมารับตนไปส่งยังสนามบินด้วยความรวดเร็วโดยไม่ได้รับรู้ว่ากำลังมีทีมจากกองทัพมุ่งหน้ามาเพื่อค้นหาร่างของทหารสองนายและตนเองอยู่
ในเวลาไม่นานนักเสิ่นอี้วิ่งมาถึงสนามบินชั่วคราวโดยมองเห็นเครื่องบินเล็กของชาวเมืองที่นี่จอดรออยู่ ซึ่งคนขับเป็นชายชราท่าทางคล่องแคล่วคนหนึ่งเขาเข้าไปเจรจาตกลงค่าใช้จ่ายอีกครั้ง แล้วทำการบินไปพร้อมกับชายชราเพื่อให้ไปส่งยังสนามบินของเกาะคาเฟอคลูเปิน
ต่อจากนั้นเสิ่นอี้นั่งเครื่องบินส่วนตัวเดินทางกลับยังเมืองบอสตันพลางนั่งหลับตาครุ่นคิดถึงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเกี่ยวกับชุดอเนกประสงค์โดยมีอินทรีดำยืนหลับอยู่บนเก้าอี้ด้านหนึ่งอย่างสบายใจ
สักพักหนึ่งชายหนุ่มลืมตาขึ้นมาแล้วสอบถามอินทรีดำผ่านทางความคิด ซึ่งเขารู้สึกหมั่นไส้เมื่อมองเห็นมันนั่งหลับอยู่โดยรู้สึกประหลาดใจที่หุ่นยนต์จะนั่งหลับได้เหมือนมนุษย์ว่า
“อินทรีดำ แกนั่งหลับเหมือนคนได้ไงต้องตื่นตัวพร้อมทำงานตลอดเวลาสิ”
“แหมเจ้านาย! อินทรีดำก็อยากรู้บ้างว่าพวกมนุษย์ทำไมต้องนอนหลับด้วย แต่ก็รู้อยู่ว่าการนอนหลับช่วยฟื้นฟูร่างกายได้แต่อินทรีก็อยากรู้เหมือนกัน ว่าถ้าอินทรีดำนอนหลับหรือหยุดการทำงานแล้วระบบในตัวจะฟื้นฟูได้เหมือนมนุษย์ไหม”
อินทรีดำบ่นเล็กน้อยก่อนอธิบายความคิดของมันให้ชายหนุ่มรับฟังมันต้องการพิสูจน์เพื่อทำวิจัยเกี่ยวกับการนอนหลับของมนุษย์โดยต้องการนำข้อมูลการพักผ่อนเข้ามาเก็บไว้ในระบบประมวลผลของปัญญาประดิษฐ์เพื่อทำการอัปเกรดตัวเองเมื่อมีปัจจัยพร้อมสมบูรณ์
“หยุดคิดเรื่องนั้นได้แล้วมาช่วยฉันคิดแทนดีกว่า ฉันควรทำยังไงเกี่ยวกับชุดอเนกประสงค์ดี”
เสิ่นอี้ทักท้วงอินทรีดำทันทีเขาต้องการทางออกที่ดีในการแก้ไขปัญหา โดยไม่แน่ใจว่าแนวทางแก้ไขปัญหาดั้งเดิมที่วางแผนไว้จะมีความสมเหตุสมผลมากน้อยเพียงใด
“ไม่เห็นจะยากเลยเจ้านายที่รักเจ้านายควรรีบกลับไปติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษา แล้วเขียนวิทยานิพนธ์ให้เสร็จจากนั้นก็ค่อยนำเสนอผลงานเท่าที่เทคโนโลยีในปัจจุบันจะเอื้ออำนวย ส่วนเทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตชุดออกมาได้เจ้านายก็แค่บอกว่าทำสำเร็จได้แค่สิบชุด แต่เครื่องผลิตดันพังไปก่อน ถ้าเจ้านายอยากช่วยพวกเขาต่อก็แค่เข้าร่วมงานวิจัยเพื่อแลก
เปลี่ยนหรือสอนความรู้เท่าที่พวกเขาจะรับไหวแค่นั้นเองไม่เห็นจะยากเลย”
อินทรีดำตอบกลับเสิ่นอี้ตามจริงโดยมันคิดวิเคราะห์ผ่านกระบวนการหลายชั้นที่ได้เรียนรู้ผ่านทางความคิดเจ้านายทั้งทัศนคติของผู้คนรอบข้างและความก้าวหน้าของสถาบันเอ็มไอที จึงตระหนักได้ว่าเจ้านายควรนำเสนอความจริงบางส่วนเท่าที่มีความเป็นไปได้สำหรับเทคโนโลยีปัจจุบันของโลกนี้