ตอนที่ 52 ผู้ที่ทุกคนรักใคร่
เกินความคาดหมายของนิทานเมื่อองค์ชายจันทรกานต์มิได้กระทำสิ่งใดเป็นพิเศษ เพียงพูดคุยกับแขกเหรื่อมากมาย หลังวนครบจบแล้วจึงกล่าวคำขอบคุณแขกในงานอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง
งานเลี้ยงจึงจบลงเช่นนี้ นิทานแม้สงสัยหากเขาย่อมไม่ปฏิเสธหากเขาจะได้กลับบ้านเร็วขึ้นสักเล็กน้อย
“ลาลันตา อย่าลืมเรื่องภารกิจขององค์หญิงล่ะ ทางข้ามีคนเตรียมไว้แล้วก็จริง แต่ข้อจำกัดก็มีมากเหมือนกัน” นิลเอ่ยขึ้น
“ค่ะ ฉันได้เตรียมกลุ่มคนที่ไว้ใจได้ไว้แล้วล่ะ” ผู้พันลาลันตายิ้มบาง
“ไอ้หนู ข้าคงไม่ขออะไรไร้สาระอย่างการบอกให้เจ้ารีบเป็นอริยะ แต่ข้าคาดหวังกับอนาคตของเจ้าอยู่ สงครามภายในแบบนี้น่ะ มีพรรคพวกมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี” นิลหันมาพูดกับนิทานด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณครับ” นิทานเพียงยิ้มปูเลี่ยน ๆ เขาไม่อาจรับคำได้ ตัวเขาเองยังไม่มั่นใจเลยว่าอนาคตของตนจะเป็นอย่างไร
“องค์หญิง ความคืบหน้าของโครงการขุดบ่อน้ำชนบทและปราบปรามสัตว์อสูรที่เป็นศัตรูของพืชเกษตรนั้นคืบหน้าไปได้เป็นอย่างดี ครั้งหน้ากระหม่อมจะนำผลลัพธ์และเอกสารมาให้องค์หญิงกับมือค่ะ” ผู้พันลาลันตาก้มหัวเล็กน้อย
“ไม่เป็นไรค่ะ อีกไม่กี่วันเดียวเราก็ต้องแวะไปที่หน่วยพิทักษ์เมือง เดียวเราไปรับเองได้” องค์หญิงฉีกยิ้ม
ผู้พันลาลันตายิ้มบาง นิทานที่ลอบมองอยู่พลันอดคิดขึ้นมาไม่ได้ สายตาของผู้พันลาลันตาที่มององค์หญิงนั้นอ่อนโยนกว่าปกติ
“เสียมารยาทมากแล้ว แต่กระหม่อมยังต้องจัดการแผนงานสำหรับภารกิจในวันพรุ่งนี้ของหน่วยพิทักษ์เมือง กระหม่อมขอกราบทูลลา” ผู้พันลาลันตาก้มหัวอย่างนอบน้อม สายตาลอบมองมาทางนิทาน ส่งสัญญาณให้เขาคำนับ
นิทานไม่อิดออด เพียงคุกเข่าลงอย่างว่าง่าย
“ผู้พันกลับก่อนเถอะ หน่วยพิทักษ์เมืองมีภาระหน้าที่มากมายนัก เราไม่รั้งตัวท่านแล้ว” องค์หญิงไพลินอนุญาตด้วยรอยยิ้ม
ผู้พันลาลันตากล่าวขอบคุณพลางลุกขึ้น เธอหันไปบอกลาเหล่าแขกท่านอื่นก่อนพานิทานถอนตัวออกจากงาน
“นิทาน ไม่ต้องห่วงเรื่องหลังจากนี้หรอกนะ เดียวเราจัดการเอง” องค์หญิงเอ่ยขึ้นพลางชูสองนิ้วอย่างน่ารัก
นิทานรู้สึกได้ว่าองค์หญิงหมายถึงผลกระทบจากที่เขาลอบเล่นงานเชียนเป่า เยว่
หมายความว่าไม่ต้องห่วงเรื่องจะมีใครลอบดักตีฉันสินะ นิทานคิด
“รักษาตัวด้วยนะครับองค์หญิง ในครั้งหน้าหากกระหม่อมมีวาสนาได้เข้าเฝ้าองค์หญิงอีก กระหม่อมย่อมไม่ทำให้องค์หญิงผิดหวังเฉกเช่นวันนี้” นิทานยิ้ม เขายังคงทำเหมือนว่าเขาไม่ได้ลงมืออะไรเช่นเคย และขออภัยที่ไม่อาจเป็นตัวแทนออกไปประลอง
นิทานไม่อาจทำใจเรียกองค์หญิงไพลินว่า ไพลิน เฉย ๆ ได้จริง ๆ แม้อายุจะไม่ห่างกันนักแต่อย่างไรเธอก็เป็นถึงองค์หญิงผู้มีสิทธิ์สืบทอดตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์
“ไพลินก็พอ บอกแล้วไง เรามีความรู้สึกว่าเราจะได้เจอนายอีกหลายครั้งเลยล่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้มเล็กน้อย
นิทานเพียงรับฟังหากไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายนัก ฐานะของเจ้าหน้าที่หน่วยพิทักษ์เมืองคนหนึ่งจะเอาอะไรไปพบเจอองค์หญิงบ่อย นิทานปัดคำพูดขององค์หญิงเป็นการพูดตามมารยาทไปอย่างง่ายดาย
ขณะที่ทั้งคู่เดินออกจากโถงใหญ่ นิทานลอบมองนิลและองค์หญิงที่ยังคงไม่แยกย้าย ทั้งสองยังคงคุยกับแขกต่าง ๆ ด้วยสีหน้ายิ้มแย้มสดใสเหมือนเช่นเคย
ดูเหมือนเรื่องงานฝ่ายบริหารทางนู้นจะจัดการสินะ นิทานคิด
ผู้พันลาลันตาพาเขาขึ้นรถม้าหรูหราคันเดิมที่แล่นมาจอดตรงหน้าพวกเขาราวกับรู้ล่วงหน้า คีตานั้นกระโดดขึ้นไปนั่งข้างนิทานอย่างว่องไว เมื่อประตูรถม้าปิดลง นิทานก็อดปลดกระดุมเสื้อและถอนหายใจอย่างเหนื่อยล้าไม่ได้
คนรับใช้มากมายเรียงแถวกันคำนับผู้พันลาลันตาและเขาอย่างนอบน้อมจนรถม้านั้นเคลื่อนไปสุดสายตา
——————————————————————————————————————————————————-
“ทำได้ดีมากเลยนะวันนี้” ผู้พันลาลันตาชวนคุย ราชวังใหญ่โตหลังนั้นเวลานี้เหลือเพียงเงาขนาดยักษ์ทางด้านหลัง
“อย่างน้อย ๆ ก็น่าจะบอกผมก่อนนะครับ วันเดียวผมหัวใจเหมือนจะหยุดเต้นไม่รู้กี่ครั้ง” นิทานบ่น
“ถ้าฉันบอกก่อนนายก็ไม่ยอมมาน่ะสิ” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ
“ผู้พันคิดอะไรอยู่ถึงได้ดึงผมไปกลางสนามรบแบบนั้นล่ะครับ” นิทานถามขึ้น หากถามว่าเขาไม่พอใจมั้ย คำตอบก็คือใช่ แม้เขาจะรู้ว่าเขาต้องการผู้สนับสนุนหากเขาต้องการจะพัฒนาตัวเองอีกในอนาคต แต่การมัดมือชกเช่นนี้ก็ทำให้เขาหงุดหงิดไม่น้อย
“นายคิดว่าไงล่ะ” ผู้พันลาลันตายิ้มเล็กน้อย
“ตอนแรกผมก็คิดว่าผู้พันอาจจะอยากลองเชิงอีกฝั่ง แต่ดูจากผลลัพธ์วันนี้แล้ว ผู้พันคงอยากให้คนจำผมได้มากกว่า ไม่ใช่ในฐานะของอัจฉริยะของหน่วยพิทักษ์เมือง แต่ในฐานะของชนรุ่นหลังผู้มีแวว และอยู่ฝั่งเดียวกันกับผู้พัน” นิทานคิดเล็กน้อยก่อนตอบ
“โฮ่? แล้วนายไม่กลัวเรื่องที่ฉันเล่าให้นายฟังรึไง ที่มีการลอบสังหารคนที่มีแววน่ะ” ผู้พันลาลันตาเลิกคิ้ว
“ผู้พันกะเอาผมมาเป็นตัวล่อความสนใจไปอีกสักระยะหนึ่ง เพราะงั้นก็คงไม่ปล่อยให้ผมตายง่าย ๆ หรอกมั้งครับ” นิทานยิ้มมุมปาก
“ฉันคิดว่านายจะโกรธ?”
“ไม่พอใจแหงอยู่แล้วล่ะครับ แต่ถ้าใช้ชีวิตปกติไปเรื่อย ๆ ผมเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้ไม่ทันแน่ ก็คงต้องเสี่ยงกันหน่อย”
“อีกอย่าง จากที่อริยะห้วงลึกว่า ‘ตราบใดที่องค์ราชินีรับได้’ หมายความว่าข้อจำกัดสมควรเยอะพอตัว ถ้าจะมีมือสังหารมาจริง ๆ ก็คงไม่เกินนักสลักเอกหรอกครับ”
“มั่นใจขนาดนั้นเลย? นายเป็นผู้เรียนรู้นะ ไม่กลัวพลาดขึ้นมาบ้างรึไง” ผู้พันลาลันตาหัวเราะ เธอไม่ค่อยได้เห็นเขาในภาพลักษณ์อวดดีมั่นใจแบบนี้บ่อยนัก
“ไม่มั่นใจหรอกครับ ถ้าสู้กันจริง ๆ ผมอาจจะแพ้สักคนเข้าก็ได้ ยังไงก็มีอยู่แล้วคนที่ผมแพ้ทาง” นิทานยักไหล่
“แต่การลอบสังหารมันก็คือการล่าแบบหนึ่ง และถ้าเป็นเรื่องของการล่า ผมมั่นใจพอตัวเลยล่ะครับ” นิทานยิ้ม
“นายนี่เลือดร้อนกว่าที่ฉันคิดอีกนะเนี่ย บอกไว้ก่อนนะ ฉันคิดเรื่องเอานายเป็นจุดสนใจจริง แต่การที่นายเด่นขนาดนี้ นายทำตัวเองล้วน ๆ” ผู้พันลาลันตาพูด
“ช่วยไม่ได้นี่ครับ ยังไงก็ช่วยดูแลผมดี ๆ หน่อยนะครับผู้พันถ้ามีคนที่ผมรับมือไม่ไหวมาเข้าจริง ๆ” นิทานยิ้มเย้ย
ผู้พันลาลันตาเห็นรอยยิ้มน่าหมั่นใส่ของนิทานแล้วอดไม่ได้ เธอดีดหน้าผากนิทานอย่างแรงจนเขาต้องเอามือกุมหน้าผากด้วยความเจ็บปวด
ฉันไม่ปล่อยให้นายตายหรอก พ่อแม่นายฉันปกป้องไว้ไม่ได้ แต่กับนายฉันไม่ยอมผิดพลาดซ้ำสองหรอก ผู้พันลาลันตาตอบกับตัวเอง ไม่ได้เอ่ยคำพูดใด ๆ ออกไป เพียงยิ้มบางเบาเช่นทุกครั้ง
แต่ก็นะ ถ้าประคบประหงมเกินเด็กมันจะไม่รู้จักโตเอา เพราะงั้นก็ต้องให้เจอกับบททดสอบชีวิตบ้าง
อีกอย่าง องค์หญิงยังต้องการเพื่อนที่เธอสามารถเป็นตัวของตัวเองได้อยู่ เพื่อนที่สามารถทำให้เธอหลุดออกมาจากบ่อโคลนที่เรียกว่าการเกลียดตัวเองได้ ผู้พันลาลันตาคำนึงในหัวขณะมองเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม
แน่นอนว่าเธอย่อมไม่พูดออกมา ปล่อยให้เขาเข้าใจแบบนั้นไปก็มากเกินพอแล้ว
———————————————————————————————————————————————————
“นิทาน งานเลี้ยงสามวันก่อนเป็นไงบ้าง นายไม่ยอมเล่าออกมาสักที วันนี้นี้แหละที่นายต้องยอมพูด!” นภาที่ใบหน้าแดงก่ำ มือหนึ่งถือแก้วใส่ของเหลวสีขุ่น อีกมือโอบไหล่นิทานพลางเขย่าไปมา
“ก็งานเลี้ยงราชวงศ์ทั่วไปนั่นแหละครับ” นิทานถอนหายใจ
ตั้งแต่เขากลับมาจากงานเลี้ยง เหล่าสหายร่วมหน่วยของเขาก็ตื๊อแซวเรื่องนี้กันไม่หยุด แม้แต่วันนี้ที่ทั้งหน่วยออกมากินเลี้ยงมื้อเย็นด้วยกันที่ร้านภารตาอันเป็นร้านประจำของพวกเขา
“โฮ่ โฮ่ ผมคิดว่าคุณนภาหมายถึงได้เจอลูกคุณหนูท่านไหนที่ถูกใจเข้าตาคุณนิทานบ้างรึไม่มากกว่าครับ” เฒ่าเตวันพูดขึ้น ใบหน้ายิ้มแย้มไร้ซึ่งอาการเมามาย
“ไม่มีหรอกครับ ส่วนใหญ่ก็มีแต่คนที่อายุมากกว่าผมทั้งนั้น คนที่อายุใกล้ ๆ กันมีไม่เยอะหรอกครับ” นิทานพูดขึ้น
“แล้วไม่มีคนที่นายได้คุยด้วยเยอะ ๆ บ้างเลยเหรอนิทาน นายแต่งหล่อไปตั้งขนาดนั้น” คาซาหัวเราะ เรนที่เกาะอยู่บนไหล่ตีปีกพั่บ ๆ อย่างรู้งาน
“ไม่ได้คุยกับใครเป็นพิเศษเลยครับ แค่ทักทายแนะนำตัวกันตามประสาเฉย ๆ คนที่คุยด้วยเยอะที่สุดก็มีคุณฟาง หมิงที่รู้จักกันก่อนกับองค์หญิงไพลินแค่นั้นล่ะครับ”
“นี่ไงงงงง คุณฟาง หมิงเขาก็น่ารักดีนี่นา แถมรวยอีกต่างหาก” นภาที่เมามายพูดจาแทบไม่ได้สติพลันหัวเราะขึ้น ส่วนคนรอบข้างเลิกคิ้วเล็กน้อย
“คนนั้นเขาเป็นนักธุรกิจเต็มตัวเลยครับ สานสัมพันธ์เพื่อธุรกิจล้วน ๆ ไม่มีอะไรหรอกครับ” นิทานโบกมือไปมา
“นายได้คุยกับองค์หญิงไพลินด้วยเหรอ นั่นสิ ก็องค์หญิงไพลินนี่นะ” หัวหน้าเมย์ถามขึ้น
“หัวหน้าเมย์ก็เคยคุยกับองค์หญิงเหรอครับ” นิทานถามขึ้น เขาต้องการเปลี่ยนหัวข้อสนทนาจากตัวเขาเองเป็นสิ่งอื่น
“ไม่ใช่แค่ฉันหรอก ฉันว่าประชาชนทุกคนในนครรัตนะก็แทบจะเคยคุยกับเธอทั้งนั้นล่ะ” หัวหน้าเมย์หัวเราะ
ส้อมที่กำลังจิ้มเนื้อย่างชิ้นโตของนิทานพลันหยุดลง นิทานเองพบกับองค์หญิงไพลินมาแล้ว เขาจึงเข้าใจดีถึงความเป็นกันเองของเธอ เขาจะไม่แปลกใจเลยหากหัวหน้าเมย์และหน่วย 3 เคยได้คุยกับเธอ
แต่ทั้งนครรัตนะเนี่ยนะ?
“โฮ่ โฮ่ เด็กหญิงน้อยผู้น่าเอ็นดูคนนั้นพร้อมช่วยทุกคนนั่นแหละครับ เธอชอบขลุกอยู่ในเมือง คุยกับชาวเมือง ช่วยนู่นช่วยนี่ ทำอย่างนั้นไม่มีเบื่อ” เตวันหัวเราะ
“ใช่เลยล่ะ ฉันเคยเจอองค์หญิงที่ตัวเปื้อนโคลนเละเทะเพราะว่าเด็กชาวบ้านแถวนั้นทำตุ๊กตาตกลงไปในคลองด้วยนะ” กีออนพูดขึ้น สีหน้าของเขานั้นมีแต่ความขบขัน
“ฉันเคยเจอองค์หญิงเข้าแข่งกินขนมปังอบใหม่ ๆ ที่จัดขึ้นกลางจัตุรัสด้วยนะ เห็นเธอบอกว่ายอดขายขนมปังไม่ค่อยดี เธอเลยอยากช่วยน่ะ” หัวหน้าเมย์เสริม
“ถ้าอยากเจอองค์หญิงละก็ ให้ไปที่ที่ชาวเมืองรุมล้อมกันและมีรอยยิ้มมากที่สุด คนแก่ ๆ ในเมืองเขาพูดกันอย่างนั้นล่ะ” กีออนหัวเราะ
“พวกนายพูดถึงองค์หญิงไพลินกันอยู่ใช่มั้ย! วันก่อนเธอช่วยแม่ของข้ากวาดลานหน้าบ้านด้วย แมวจรจัดแถวนั้นล้มกระถางต้นไม้โครมครามจนเละเทะไปหมดเลย โชคดีมากเลยที่องค์หญิงผ่านมาพอดี” ชายร่างใหญ่โตแต่งเสื้อผ้าซอมซ่อที่นั่งอยู่ไม่ไกลพูดขึ้น
เสียงของชายคนนั้นดังจนเรียกความสนใจของคนในร้านให้หันมา
“ข้าก็เคยเจอองค์หญิงไพลินนะ! ตอนนั้นท่านมาช่วยข้าเลือกเสื้อผ้าใส่ด้วยล่ะ ข้านั้นเก็บเงินมาหลายปีหวังซื้อชุดกระโปรงสวย ๆ ใส่ แต่ตอนนั้นข้าน้ำหนักขึ้นเลยไม่กล้าลองชุดที่ร้าน รู้มั้ยท่านทำยังไง ท่านจับข้าเปลี่ยนชุดไปมาไม่หยุด แถมยังชมจนข้ารวบรวมความกล้าใส่ชุดตัวนั้นได้ ตอนนี้ชุดนี้เป็นตัวโปรดของข้าเลยล่ะ” สตรีร่างอวบท่านหนึ่งพูดขึ้น สีหน้าสดใสพลางหมุนตัวไปมา ชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนสวยระบายไปทั่ว
“ข้าก็เคยเจอองค์หญิงไพลิน ตอนนั้นลูกชายข้าหลงทาง พอข้าไปเจอเขา ปรากฏว่าองค์หญิงไพลินนั่งคุยกับลูกชายข้าเป็นเพื่อนยันมืดเลยล่ะ!”
“ข้าก็ด้วย!”
“ข้าก็เคย!”
เสียงอันเอะอะดังก้องไปทั่วร้าน เพียงไม่นาน ร้านอาหารร้านนี้ก็กลายเป็นการคุยโม้โอ้อวดเรื่องการที่ตนเคยได้รับความช่วยเหลือขององค์หญิงไปซะอย่างนั้น
ใบหน้าของทุกคนล้วนประดับไปด้วยรอยยิ้มอันจริงใจ เมื่อมีคนกล่าวถึงองค์หญิงก็ราวกับว่าบรรยากาศรอบตัวพลันสดใสไปหมด เพียงแค่ชื่อของเธอก็สามารถหลอมละลายความทุกข์ได้
นิทานอึ้งไปเล็กน้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้น แม้แต่เพื่อนร่วมหน่วยของเขายังหันไปคุยกับคนนู้นทีคนนี้ทีราวกับนี่เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นเป็นประจำ
นิทานมองรอยยิ้มของทุกคนแล้วจึงยิ้มตาม เขานึกไปถึงองค์หญิงไพลินที่เขาเจอเมื่อวันนั้น ร่างเล็ก ๆ ร่างนั้นแข็งแกร่งถึงขนาดนี้ หัวหน้าฝ่ายของเขานั้นเป็นที่รักถึงขนาดนี้
ไม่ต้องมีคนช่วยก็ชนะใส ๆ อยู่แล้วมั้ง การเลือกตั้งนั่นน่ะ นิทานยิ้ม