……………
โรงเรียนเปิดเทอมแล้ว
วันนี้เป็วันแรกของการเปิดภาคเรียนของโรงเรียนชั้นอนุบาลในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง ซึ่งสุภัทราได้ไปส่งลูกสาวของเธอไปโรงเรียนเป็ครั้งแรก
ที่ห้องเรียน
คุณครูได้บอกให้ผู้ปกครองที่มาส่งบุตรหลานแต่ละท่านกลับบ้านไปได้เลย แต่ยังคงมีผู้ปกครองของเด็กนักเรียนในชั้นอนุบาลเพียงบางคนเท่านั้นกำลังแอบดูลูก ๆ ของตนเองอยู่ตามซอกหลืบ บานพับของประตู และก็ช่องว่างของกำแพงที่ทางโรงเรียนได้ทำเอาไว้เป็รูระบายอากาศ บางคนก็แอบไม่พ้นสายตาของลูกตัวเอง เลยทำให้บรรดาเด็กนักเรียนอนุบาลฝึกหัดเ่าั้เห็นเข้า จึงเกิดเหตุการณ์ร้องไห้หมู่กันในห้องเรียนขึ้น!!
ซึ่งในตอนแรกที่เด็ก ๆ ได้เข้ามาในชั้นเรียนของพวกเขาทั้งหลายเ่าั้ ยังไม่มีใครทราบสาเหตุอะไรนักแล้วก็ยังคงดูตื่นเต้นกันอยู่ เพราะในห้องเรียนของเด็กอนุบาลแห่งนี้มีของเล่นอยู่มากมายกับเด็กคนอื่นที่แปลกหน้าแต่อายุไล่เลี่ยกัน จึงทำให้พวกเด็ก ๆ ที่เข้ามาใหม่นั้นเกิดความงุนงงและสงสัย แต่ไอ้เ้าอาการเ่าั้มันก็เป็แค่เพียงแป๊บเดียวเท่านั้นเอง พอพวกเขาหันกลับมาแล้วไม่เจอกับพ่อหรือแม่ของตนเองก็เริ่มกระวนกระวายใจหันรีหันขวาง และบางคนก็ถึงกับร้องไห้เสียงดังลั่นห้องกันไปหมด เมื่อมีคนหนึ่งคนร้องไห้ คนต่อ ๆ ไปก็ร้องตามกันเป็เพื่อนอีก หนึ่งคน สองคน สามคน…จนเกิดการร้องไห้หมู่เกิดขึ้น!? คราวนี้ก็ต้องเดือดร้อนคุณครูผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ต้องมาคอยปลอบใจกัน
ก่อนจะกลับบ้านไปสุภัทราได้บอกกับลูกสาวของเธอว่า
“แม่กลับบ้านก่อนนะทับทิม เดี๋ยวพอเลิกเรียนวันนี้แม่จะมารับนะลูก”
“วันนี้แม่ไม่ได้ทำงานหรอกหรือจ๊ะ?”
“แม่ลางานมาครึ่งวันจ้า เห็นคุณครูเขาบอกให้พวกเด็ก ๆ เรียนในวันแรกนี้แค่ครึ่งวันนะ”
“ค่ะแม่”
“แล้วในวันอื่น ๆ หนูต้องขึ้นรถของทางโรงเรียนนะลูก คุณครูเขาจะมาส่งลูกถึงที่บ้าน แล้วย่าจะคอยรับอยู่ที่หน้าบ้านนะจ๊ะ”
“ค่ะ”
ไม่ใช่ว่าสุภัทราจะไม่ห่วงลูกสาวของตนเองแต่อย่างใด หล่อนเองก็เป็เหมือนกับบรรดาพวกแม่ ๆ ที่ด้านนอกเช่นเดียวกัน ยังคงแอบมองตามช่องน้อยข้างประตูเพื่อดูว่า ทับทิมได้ร้องไห้หรือเปล่า? แต่ภาพที่เธอเห็นนั้นมันคือลูกสาวของเธอกำลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้นักเรียน และจ้องมองเพื่อนทางข้างซ้ายกับเพื่อนที่อยู่ทางข้างขวา ทับทิมหันหน้าไปมาก็ได้พูดอะไรบางอย่างกับเพื่อนนักเรียนของเธอ
“เธอ…เธอร้องไห้ทำไมเหรอ?” ทับทิมถามเด็กผู้ชายที่กำลังส่งเสียงร้องไห้จ้าอยู่
“ก็…ฮึ…ฮือ…ร้องไห้…หาแม่…อยู่…”
“อ๋อ…ไม่ต้องร้องหรอกนะ เดี๋ยวพอเรียนเสร็จแล้วแม่ก็จะมารับเองแหละ”
“เธอรู้ได้ยังไง? ฮึ…ฮือ…” เด็กชายยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
“ก็แม่ของทับทิมบอกแบบนั้นนี่!!”
“แม่!? ของทับทิมคือ…ใครน่ะ?” เด็กชายกลั้นน้ำตาคุยกับเด็กหญิงด้วยความสงสัย
“ก็…คือแม่ของฉันไง”
“แม่ของเธอ...อย่างนั้นหรือ? ทำไมแม่ของฉันไม่เห็นบอกอะไรเลย?” เด็กชายเริ่มสูดน้ำมูกของตัวเอง
“หยุดร้องไห้แล้วนี่นา” ทับทิมพูดกับเพื่อนแล้วยิ้มให้
……………
เที่ยงวันนั้น สุภัทราก็มารับหนูน้อยทับทิมตามที่เธอได้บอกกับลูกสาวของเธอไป
“เห็นไหม? แม่มารับตามที่บอกกับลูกแล้วนะ”
หนูน้อยทับทิมพยักหน้าตอบรับคุณแม่ของเธอ
“แต่ว่าพรุ่งนี้แม่คงมารับไม่ได้นะจ๊ะ ลูกรู้ใช่ไหม?”
“ค่ะ หนูรู้ว่าแม่ไปทำงานค่ะ”
“ใช่แล้วจ้า แม่ไปทำงานหาเงินจะได้มีตังมาซื้อขนมอร่อย ๆ ให้หนูกินยังไงล่ะ” สุภัทรายิ้มอย่างใจดีให้กับลูกสาวของเธอ
“เอ้อ…จริงสิ!? วันนี้แม่เห็นเพื่อน ๆ ของลูกร้องไห้กันเต็มเลย แล้วทับทิมของแม่ได้ร้องไห้รึเปล่าจ๊ะ?”
“หนูไม่ได้ร้องเลยค่ะ และหนูก็ยังสงสัยเลย…ว่าพวกเขาร้องไห้กันทำไม?”
“เก่งมากลูกแม่ ใช่แล้วนะ ร้องกันทำไมก็ไม่รู้เนอะ?” สุภัทราหัวเราะคิกคักกับลูกสาวของเธอ
“ค่ะ หนูก็ยังบอกเพื่อนเลยว่าไม่ต้องร้องไห้เดี๋ยวแม่ทับทิมก็มารับ เห็นไหม? นี่ไงแม่!! ก็มารับแล้ว”
ทั้งสองแม่ลูกต่างก็หัวเราะกันอย่างสนุกสนาน และพากันกลับมาที่บ้าน ทับทิมเห็นอาเล็กอยู่ที่บ้านก่อนแล้วก็เลยถามไถ่พูดคุยกันเื่ที่โรงเรียน
“อาเล็กได้ไปโรงเรียนรึเปล่า?”
“ไป”
“ทับทิมก็ไป”
“ทำไม? ไม่เห็นเลย? อา…ไม่เห็นทับทิมเลย หาไม่เจอ!? อาเลยร้องไห้”
“อาเล็กร้องไห้ด้วยเหรอ? โอ๋ ๆ ทีหลังไม่ต้องร้องไห้นะ” ทับทิมเอามือไปกอดปลอบอาเล็ก
“ใช่!! ไม่ต้องร้อง แม่ก็บอกไปแล้วว่าเดี๋ยวมารับ เดี๋ยวมารับ ดูสิ!! ทับทิมยังบอกเลย แล้วทับทิมล่ะวันนี้ได้ร้องไห้ที่โรงเรียนรึเปล่าลูก?” ย่าสร้อยถามหลานสาวคนเก่งของเธอ
“หนูไม่ได้ร้องเลยค่า…แต่เพื่อน ๆ ที่ห้องของหนู พวกเขาร้องไห้กันทุกคนเลย” หนูน้อยพยายามโอ้อวดคุณย่าของเธอ
“เก่งจังเลย”
………………
เย็นวันนั้น พัชราได้พาแฟนคนใหม่มาทำความรู้จักกับที่บ้าน แฟนใหม่คนนี้เขามีอายุมากกว่าเธอเป็สิบปีและทำงานราชการ สร้อยมองแฟนใหม่ของพัชราอย่างสงสัย พวกเขาได้รับประทานอาหารเย็นร่วมกันก่อนที่จะขอตัวกลับบ้าน หลังจากแฟนคนใหม่ของพัชรากลับไปแล้ว
“แฟนของลูกชื่อว่าอะไรนะ?” สร้อยถามคำถามกับลูกสาวของเธอในทันที
“ชาติชาย…เขาชื่อชาติชายจ้า แม่”
“เขาดูแก่กว่าลูกเยอะเลย จะไม่เป็ไรหรือ?”
“พี่ชาติน่ะหรือจ๊ะ? แต่หนูว่าเขาก็ดีนะแม่จะได้ดูแลหนูได้อย่างไรล่ะ”
“แต่แม่ว่ามันแก่มากเกินไปไหม? อายุขนาดนี้แม่ว่า…เขาเองก็น่าจะมีลูกมีเมียแล้วแน่เลย”
“จ้า…เขามีลูกแล้ว แต่เขาเลิกกับเมียของเขาไปตั้งนานแล้วล่ะ”
“หา!! งั้นก็เป็พ่อม่ายลูกติดสิ”
“เขาเป็คนดีนะแม่ ส่วนลูกของเขาก็ไม่ได้มาอยู่กับเขา แต่อยู่กับแม่ของเขาที่ต่างจังหวัดนู้น”
“เวรกรรม!! ลูกฉัน…คนหนุ่ม ๆ มีไม่ไปชอบดันมาเอาคนแก่แถมเป็พ่อม่ายลูกติดอีก” สร้อยบ่นเพราะรู้สึกเสียดายลูกสาว ที่ลูกสาวของตนอายุยังน้อยและสามารถหาแฟนได้ดีกว่านี้ได้อีกเป็แน่แท้
“แม่…เขาอายุมากกว่าหนูแค่สิบปีเอง ยังไม่แก่สักหน่อย” พัชรายังคงโต้แย้งกับแม่ของเธอ
“แกเพิ่งจะอายุยี่สิบห้านะ ยังสาวอยู่เลย…แม่เสียดาย…ทำไมไม่หาแฟนอายุไล่เลี่ยกันหน่อยล่ะ?”
“ก็หนูชอบของหนูแบบนี้นี่ และอีกอย่างเขาก็ทำงานราชการมั่นคงจะตายไป ไม่ดีเหรอแม่?”
“เออ!! ดีก็ดี!! ตามใจแกเลย” สร้อยเดินกุมขมับเข้าห้องไป
…………..
หลังจากที่ก้อยได้กลับไปทำงานที่โรงงานอีกครั้ง จึงทำให้สร้อยต้องมีหน้าที่รับเลี้ยงหลานชายโอมของเธอต่อ อนันต์รักและเห่อลูกชายของเขามาก พอเลิกจากงานที่ขับรถแล้วเขาจะมาช่วยเลี้ยงลูกชายของเขาอยู่เสมอ เขาทั้งชงนม ซักผ้าอ้อม และอุ้มลูกน้อยมาคุยเล่นอย่างมีความสุข แต่สำหรับก้อยแล้วเธอไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่นัก เธอยังคงไปทำงานและกลับมานอนที่บ้านแบบเดิม นอนในที่นี้คือนอน!! แบบนอนหลับโดยไม่สนใจว่าลูกจะร้องหิวนมในตอนกลางคืนหรือไม่ ผลสุดท้ายอนันต์ต้องตื่นมาชงนมให้ลูกกินด้วยตัวเอง และก้อยก็ยังคงกินยาคุมมั่งไม่กินมั่งเหมือนเดิม
ในที่สุด ยังไม่ทันข้ามปีก้อยก็ตั้งท้องอีกครั้งจนได้ อะไรกันนี่!? เลี้ยงก็ไม่ค่อยเลี้ยงแถมยังท้องใหม่อีกเหรอ? พักหลังมานี้ก้อยกับอนันต์เริ่มทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อยขึ้น บรรยากาศภายในห้องของเขาและเธอมันร้อนเหมือนกับไฟกำลังแผดเผา เสียงโหวกเหวกโวยวายกับเสียงเด็กที่ร้องลั่นบ้านจึงได้ยินกันอยู่เป็ประจำ ทำให้ผู้ที่อยู่ภายในบ้านทุกคนต่างก็รู้สึกไม่ค่อยสบายใจกันเลย
จนกระทั่งถึงวันที่ก้อยเธอคลอดลูกคนที่สอง ซึ่งเป็น้องของโอมชื่อ ออยล์ เป็เด็กหญิงตัวน้อยที่ร้องไห้เก่งมาก อาจจะเป็เพราะตอนที่ก้อยตั้งท้องอยู่นั้น มีภาวะเครียดจัดและอารมณ์ไม่ค่อยดีอยู่เสมอจึงทำให้มีผลต่อลูกน้อยนั่นเอง
ตกเย็นของทุกวันน้องออยล์จะร้องโคลิคยาวนานเป็ชั่วโมง ๆ ยิ่งทำให้ผู้ที่ต้องอยู่ดูแลเกิดอาการเครียด ซึ่งในตอนนั้นก็คือก้อยเพราะเธอเพิ่งคลอดมายังไม่ครบสามเดือนเลย ก้อยหงุดหงิดและรำคาญลูกของตัวเองมาก เธอไม่ยอมอุ้ม หรือโอ๋น้องออยล์เลยสักนิด ทำให้หนูน้อยร้องไห้จนหน้าดำหน้าแดงกันไป สร้อยได้ยินเสียงหลานสาวของตัวเองร้องไห้เสียงดังแบบนั้นก็รู้สึกทนไม่ได้จึงเข้ามาดู
“ออยล์มันปวดท้องรึเปล่า? เอามหาหิงคุ์ไปทาให้ลูกสิก้อย”
“ไม่รู้สิ!! หนูเห็นมันร้องทุกวันนะแม่ มหาหิงคุ์ก็ทาไปแล้ว!!” ก้อยลุกขึ้นเดินหนีทำทีไปเข้าห้องน้ำ สร้อยสงสารหลานเอามหาหิงคุ์ทาให้น้องออยล์อีกทีเสร็จแล้วหล่อนก็อุ้มหลานสาวแล้วเดินออกมาข้างนอก
“อยู่ในห้องมันร้อนหรือลูก…ไปเดินเล่นกับย่านะคนดี โอ๋ ๆ ไม่ร้องน้า…” สร้อยพยายามอุ้มหลานและปลอบโยนด้วยน้ำเสียงที่อบอุ่น จึงทำให้เด็กน้อยค่อย ๆ สงบลงคงเหลือเพียงแค่น้ำเสียงสะอึกสะอื้น
“โถ…โถ…ร้องไห้แบบมีน้ำตาเลยนะ ใครจะไปรู้ล่ะลูกเอ๊ย…เสียใจเื่อะไรกันลูก? หรือปวดท้องกันจ๊ะ อยู่กับย่าน้า…คนเก่ง”
อนันต์กลับมาพอดี เห็นแม่ของเขาอุ้มน้องออยล์เดินอยู่ที่หน้าบ้าน
“อ่าว…แม่ น้องออยล์เป็อะไร? ทำไมแม่ถึงอุ้มลูกผมออกมายืนอยู่นี่ แล้วก้อยไปไหนเสียล่ะ? ทำไมไม่ดูแลลูก?”
“อ๋อ…น้องออยล์มันปวดท้องล่ะมั้ง? แม่เห็นร้อง…ไม่ยอมหยุด แม่สงสารหลานก็เลยอุ้มพาเดินเผื่อจะได้อารมณ์ดี ส่วนก้อย มันเพิ่งเข้าห้องน้ำแหนะ”
อนันต์เดินเข้าบ้าน เขาเห็นภรรยาของเขานอนดูทีวีอยู่ข้าง ๆ น้องโอม ก้อยเหลือบสายตามองดูอนันต์ก่อนนิดหนึ่งแล้วก็ตวัดสายตากลับมายังทีวีอย่างเดิมอีกครั้ง
“พี่ซื้อกับข้าวมาหลายอย่างเลย หิวหรือยัง? มากินข้าวกันสิ” เขาพูดพลางลุกขึ้นเดินไปที่หม้อข้าว แต่พอเปิดฝาหม้อดูเท่านั้น
“อ่าว…นี่ก้อยยังไม่ได้หุงข้าวอีกหรือ?”
“พี่ก็ไป ดูที่ในครัวสิ เผื่อแม่จะหุงไว้”
“อะไร!? ทำไมไม่รู้จักหุงข้าวกินเอง ถึงจะอยู่บ้านเดียวกัน!! แต่เราแยกครอบครัวมาแล้วนะ ที่บ้านนี้ถ้าใครมีครอบครัวแล้วเขาจะหุงหาทำกับข้าวกันเองทั้งนั้น!! ไม่งั้นจะมีตู้กับข้าวไว้ทำไมตั้งสามตู้ล่ะ!!”
“พี่ก็จ่ายค่าข้าวให้แม่ไปสิ ฉันจะได้ไม่ต้องหุงข้าว”
ก้อยพูดแบบไม่สนใจว่าคนฟังจะรู้สึกอย่างไร ทำให้อนันต์รู้สึกผิดหวังในตัวของหล่อนมาก เขาผู้เป็สามีได้ออกไปทำงานหาเงินมาอย่างเหน็ดเหนื่อยแล้วยังไม่วายเป็ห่วงกลัวลูกเมียจะหิวก็เลยซื้อกับข้าวของกินและขนมมากมายกลับมาให้หล่อน และดูคำพูดที่หล่อนผู้ซึ่งเป็ภรรยาของเขาพูดออกมามันดูเพิกเฉยไม่สนใจไยดีอะไรเขาเลย จึงทำให้อนันต์โกรธมากแล้วทั้งคู่ก็ทะเลาะวิวาทกันเสียงดัง ทำให้น้องโอมที่อยู่ด้วยตรงนั้นใร้องไห้ไปอีกคน อาเล็กที่อยู่หน้าห้องตรงนั้นพอดีก็สงสารน้องโอมจึงเข้าไปอุ้มน้องออกมา ด้วยความที่เธอยังเป็เด็กก็เลยทุลักทุเลกว่าจะอุ้มน้องโอมออกมาได้
เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้งและถี่มากยิ่งขึ้นจนครบสามเดือนที่ก้อยลาคลอด เธอบอกว่าต้องไปทำงานเพราะครบกำหนดวันลาคลอดแล้ว แต่อันที่จริงแล้วก้อยไม่ได้ลาหยุด ลางาน หรือลาคลอดแต่อย่างใด? หล่อนลาออกจากงานมาแล้วต่างหาก!! แต่ยังไม่มีใครในครอบครัวรู้เพราะเธอปิดปากเงียบ ก้อยแต่งตัวในชุดไปทำงานทุกวันและถือถุงกระดาษใส่อะไรข้างในไปก็ไม่มีใครรู้? แต่เธอไม่เคยนำถุงใบนั้นกลับมาที่บ้านอีกเลย หล่อนทำแบบนั้นมาได้ถึงห้าวันแล้ว และพอวันนี้…ก้อยก็ทำเหมือนเช่นเดิมอีกคือแต่งตัวไปทำงานตามปรกติและถือถุงใส่ของที่ข้างในเป็อะไรไม่รู้เดินออกไปทำทีเหมือนกับว่าไปทำงาน แต่มันไม่เหมือนเดิมตรงที่ก้อยไม่ได้กลับบ้านมาตามเดิม ใช่!! หล่อนหายไปแล้ว!!
ก้อยหนีไปโดยทิ้งลูก ๆ ทั้งสองคนของเธอไว้ อนันต์ได้ตามหาภรรยาของตนแต่ก็ไม่พบ แล้วไม่รู้เลยว่าหล่อนหายไปที่ไหน? สงสารก็แต่เด็กน้อยทั้งสองคนที่ถูกทิ้งไว้ อนันต์โกรธและโมโหก้อยมากแต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เขาได้ตามหาภรรยาของเขาในทุกวันจนตัวของเขาเริ่มท้อ จากความโกรธกลายเป็ความเกลียด และในตอนนี้อนันต์ก็ได้เกลียดก้อยไปเสียแล้ว
……………..
พัชราคบกับชาติชายแบบไป ๆ มา ๆ บางทีเธอก็ไปหาเขาที่บ้านพักข้าราชการ และบางทีเขาก็มาพักที่ห้องของเธอที่บ้านนานวันเข้าพัชราก็ได้ตั้งท้องขึ้น หล่อนเลยชวนชาติชายมาอยู่ด้วยกันที่บ้านเพราะที่บ้านพักของข้าราชการที่ชาติชายพักอยู่ในตอนนี้ไม่สามารถให้คนนอกอยู่ได้ และอีกอย่างชาติชายอยากคอยดูแลพัชราใกล้ ๆ ด้วยจึงทำให้เขามาพักอยู่ด้วยกันที่บ้านของสร้อยหลังนี้ ชาติชายเขาบอกกับแม่ยายของเขาว่ามาพักแค่ชั่วคราวเท่านั้น เพราะเขากำลังทำเื่ขอบ้านพักพนักงานของข้าราชการแบบให้ครอบครัวหมายถึงลูกกับเมียสามารถอยู่ด้วยได้ อีกอย่างเขากำลังจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนยศอยู่แล้ว สร้อยเข้าใจและก็อยากให้ลูกสาวมาอยู่ด้วยกันอยู่แล้วก็เลยอนุญาต เพื่อที่เธอจะได้คอยดูแลหลานอีกด้วยถ้าพัชราคลอดลูกออกมา
ตอนนี้ทับทิมอายุได้ 5 ขวบและน้องมิ้วก็ได้เข้าโรงเรียนอนุบาลที่เดียวกับทับทิมเพราะพัชรีแม่ของน้องมิ้ว พอมีเงินจ่ายค่าเทอมอยู่จึงทำให้น้องมิ้วกับทับทิมเดินทางไปโรงเรียนพร้อมกัน ด้วยรถที่ทางโรงเรียนจัดให้มารับส่งนักเรียน และอาเล็กต้องเดินไปโรงเรียนโดยที่วัลลภเป็คนไปส่งในตอนเช้าแทนสร้อยเพราะหล่อนต้องดูแลหลานอีกสองคนที่ถูกแม่ทิ้ง
เวลาผ่านไป…จนในที่สุด พัชราได้คลอดลูกออกมาเป็ผู้หญิง เด็กหญิงตัวน้อยของเธอชื่อ น้องแคท ชาติชายไม่ได้ให้แม่ยายเลี้ยงลูกของเขา เพราะเห็นว่าสร้อยต้องเลี้ยงเด็กถึงสองคนแล้ว เขาจึงตัดสินใจจ้างพี่เลี้ยงเด็กซึ่งในตอนเช้าพวกเขาจะเอาน้องแคทไปฝากพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่จะไปทำงาน แล้วพอตอนเย็นหลังเลิกงานกลับมาแล้วก็ไปรับน้องแคทมาที่ห้อง บ้านของพี่เลี้ยงเด็กก็ไม่ได้อยู่ไกลเท่าไรนัก เดินผ่านบ้านคนไปแค่สี่ถึงห้าหลังคาก็เจอกัน บางทีทับทิมกับอาเล็กก็เคยเดินไปหาน้องแคทที่บ้านหลังนั้นเพราะทั้งคู่อยากจะไปหาน้องตัวเล็กของพวกเธอ
“อาเล็ก วันนี้เราเดินไปหาน้องแคทกันไหม?”
“เอาสิ ไปหาน้องกัน”
ทับทิมกับอาเล็กพากันเดินไปที่บ้านพี่เลี้ยงเด็ก และก่อนจะถึงหน้าบ้านหลังนั้นทับทิมกับอาเล็กก็ได้ยินเสียงเด็กน้อยร้องไห้จ้า…เสียงดังลอดออกมาจากบ้านหลังนั้น ทับทิมกับอาเล็กยืนอยู่ตรงประตูหน้าบ้านของพี่เลี้ยงในตอนนั้นอยู่พอดี เธอค่อย ๆ แง้มประตูรั้วไม้นั้นออกเพื่อมองดู
“เพี้ยะ!!” เสียงเหมือนมือกระทบเนื้อ
ทับทิมกับอาเล็กเห็นพี่เลี้ยงเด็กกำลังตีน้องแคท อย่างแรง!! และเสียงของน้องแคทก็แผดร้องดังขึ้นอีกครั้ง!!