บทที่39 กตัญญู
การเก็บเกี่ยวพริกช่วงหน้าฝนนั้นมีอุปสรรคบ้าง ต้องคอยดูฝนฟ้าวันไหนตื่นมาแล้วอากาศอบอ้าว ก็เรียกรวมพลเก็บพริกกันได้เพราะนั่นบ่งบอกว่าฝนกำลังก่อตัว แต่ยังไม่มา แต่ถ้าแดดเริ่มร่ม ลมเริ่มพัดแรง ก็เป็นสัญญาณบอกได้ว่าฝนจะตกแต่คนที่มารับจ้างเก็บพริกจะพกเสื้อกันฝนมากันด้วยคนโบราณก็เข้าใจประดิษฐ์ชุดกันฝนซึ่งทำจากหญ้าชนิดหนึ่งเรียกว่าหวายสานกับฟางข้าวพร้อมกับหมวกปีกกวางทรงแหลมสูงก็ช่วยกันฝนได้เยอะ
ถ้าเป็นในโลกปัจจุบัน ก็จะได้เรียนประวัติศาสตร์คนเรานั้นมีวิวัฒนาการเพื่อความอยู่รอดเยอะแยะมาก
พอวันไหนเจอฝนปรอยๆ มา ท่านแม่คนดีก็จะต้มน้ำขิงไปแจกจ่ายหลังจากที่คนงานเอาตะกร้าพริกมาส่งตรงใต้เพิงที่ทำไว้สำหรับหลบฝนและเก็บผลพริกมารวมกันอย่างน้อยได้กินน้ำขิง ก็ช่วยให้ร่างกายอบอุ่น และทำให้ห่างไกลจากโรคหวัดที่จะมาพร้อมกับหน้าฝนด้วย
และด้วยความกังวลใจของท่านแม่ที่มีต่อคนงานที่เป็นคนในหมู่บ้านท่านแม่จึงเตรียมกระบอกไม้ไผ่เพื่อใส่น้ำขิงเอาให้พวกเขากลับบ้านไปด้วยถึงแม้ว่าพอถึงบ้านของพวกเขาจะไม่ร้อนแล้ว แต่น้ำขิงก็ยังกินได้อยู่พอพวกเขารับเงินค่าแรงท่านแม่ก็ไม่วายย้ำให้พวกเขากลับถึงบ้านต้องดื่มน้ำขิงที่ให้ไปทันที
เมื่อคนมีน้ำใจ พวกเขาก็กล่าวขอบคุณรับเงินค่าจ้างพร้อมทั้งน้ำขิงอุ่นๆ กลับไปด้วย
จบเรื่องเก็บพริก ก็มาว่าด้วยเรื่องปุ๋ยคอกที่อันผิงได้ทดลองไปก่อนหน้านั้นคนที่มาสังเกตการณ์ให้ ก็คือพี่สาวสือเมื่อเห็นว่าต้นผิงกั่วโตขึ้นอย่างเห็นได้ชัด นางก็วิ่งอย่างดีใจเข้ามาที่บ้านรีบบอกกล่าว และหันมามองอันผิงด้วยความชื่นชม
ถ้ายกนิ้วโป้งที่มีความหมายในยุคใหม่ว่า เยี่ยมมาก พี่สาวสือคงยกให้แล้ว
แน่นอนว่า ท่านพ่อและท่านแม่ก็กล่าวชม พี่สาวสือด้วยในความช่างสังเกตนี้
พี่สาวสือกล่าวขอบคุณ อย่างดีใจกับคำชม แต่ก็บอกว่าที่นางช่างสังเกตก็มาจากน้องสาวตัวน้อย ไม่ได้เอาความดีความชอบไว้คนเดียวพี่สาวสือเริ่มเปลี่ยนแปลงนิสัยไปในทางที่ดีแล้ว
แน่นอนอันผิงเลยมายืดตัวรับคำชมด้วย สร้างเสียงหัวเราะให้กับท่านพ่อท่านแม่ และพี่สาวสือ อันหยางที่กลับมาบ้านพอดี จึงสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
พี่สาวสือจึงอาสาเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟัง
จากนั้นครอบครัวอัน และพี่สาวสือจึงเดินไปดูกันที่ต้นผิงกั่วที่เจอชุดแรกและได้เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเทียบกับต้นผิงกั่วชุดที่สองที่อยู่ไม่ไกลกันมาก ต้นผิงกั่วชุดแรกถือว่าโตมากกว่า
อันหยางถึงกับหันมาชมน้องสาว ด้วยประโยคที่แสนคุ้นหู
“น้องสาวเล่นอะไร ก็มีแต่ได้กับได้” โดยมีลูกคู่อีกคนที่ตอบรับ คือพี่สาวสือ
“ใช่แล้ว น้องสาวเก่งที่สุด”
เมื่อยอกันมาขนาดนี้ อันผิงก็ต้องยิ้มกว้างสุดๆ เอามือตบอกตัวเองเบาๆ
“ข้าเก่งที่สุด”
ส่วนในใจก็คิดว่า ภารกิจการใช้มูลสัตว์เป็นปุ๋ย ก็ถือว่าสำเร็จทีนี้อัตราส่วนในการผสม แค่เธอค้นจากพรที่เคยขอไว้ ก็รู้ได้แล้ว แต่คงให้ท่านพ่อทดลองดูก่อน ถ้าพวกเขาถามเธอ หรือให้เธอทดลองผสม เธอก็จะให้อัตราส่วนที่ถูกไปเลย
จบเรื่องมูลสัตว์ ก็มาต่อด้วยเรื่องของเห็ดหอมคราวนี้คนที่เจอเป็นอันหยางกับจางเหล่า ที่มาช่วยสามีสะใภ้หลิวบันทึกการเก็บพริกและเพราะเพิงที่จัดเก็บไม่ไกลจากเพิงขอนไม้ที่ทำเป็นที่นั่งพักเท่าไหร่ด้วยเพราะความชื้นของหน้าฝน จึงทำให้คนไม่ได้ไปนั่ง
แต่ทั้งสองไปดูเพราะอยากดูไม้ ว่าจะนำไปแกะสลักอะไรได้ไหมแต่ดันไปเจอเห็ดสีน้ำตาลดอกเล็ก ขึ้นเรียงรายกัน มีกลิ่นหอมจางๆ เมื่อลมพัดมา
ด้วยความสงสัย จึงมาถามท่านแม่ที่กำลังสอนเด็กผู้หญิงปักผ้าครอบครัวอันและลูกศิษย์ จึงตามท่านแม่ไปที่เพิงนั่น จึงได้เห็นสีหน้าดีใจของท่านแม่พอๆ กับตอนเจอเห็ดบัว
ท่านแม่ยืนนิ่งอยู่นาน จนอันหยางที่น่าจะอ่านปฏิกิริยาของท่านแม่ออกสีหน้าเขาจึงชื่นมื่น
“ท่านแม่ ท่านแม่ ขอรับ”
ท่านแม่จึงเหมือนหลุดออกจากภวังค์ หันมาตามเสียงเรียกของอันหยาง และได้เห็นการรอคอยคำตอบของเด็กๆทั้งหลาย ที่พร้อมใจกันจ้องไปที่ท่านแม่กันอย่างสลอน
“นี่คือเห็ดหอม ทำไมถึงชื่อเห็ดหอมพวกเจ้าคงจะรู้กันใช่ไหม”
“เจ้าค่ะ กลิ่นแม้จะจาง แต่ข้าก็ยังได้กลิ่นเจ้าคะ”พี่สาวสือเป็นคนพูด
“ใช่ๆ ข้าก็ได้กลิ่นตอนที่มาดูขอนไม้ขอรับ” อันหยางกับจางเหล่าพูดขึ้นมาพร้อมกัน
ส่วนอันผิงทำจมูกพุดฟิด ทำท่าดมกลิ่นเห็ดหอม ทำให้เด็กๆคนอื่นหัวเราะด้วยความเอ็นดู พาให้บรรยากาศครื้นเครงขึ้นมาอีก
“หอมๆ ข้าก็ได้กลิ่นด้วย” อันผิงจึงรีบบอกกล่าวไปด้วยอย่างกลัวน้อยหน้า
“ไว้ให้มันดอกมันโตกว่านี้เอาไปใส่ในน้ำซุปรสชาติน้ำซุปจะอร่อยและหอมมาก”
เด็กๆ แต่ละคนจึงทำหน้าตา แบบว่า ตั้งตารอวันที่เห็ดหอมนี้โตพวกเขาอยากรู้ว่าน้ำซุปนั้นจะเป็นอย่างไร
หลังจากเด็กๆ แยกย้าย เมื่อรู้ที่มาที่ไปของเห็ดแล้วท่านแม่จึงบอกกล่าวท่านพ่อ ที่อยู่หลังบ้านกับอาจางฝาย แน่นอนว่าท่านพ่อจึงไปล้อมที่นั่งพักคนงานนั้นไว้ก่อน และพูดกับท่านแม่ว่าไม่น่าเชื่อว่าเห็ดหอมจะมาเกิดขึ้นง่ายๆ ในไร่พริกของเขานี่เอง
ส่วนอาจางฝาย และสามีสะใภ้หลิว ก็เดินสำรวจดูเห็ดหอมอย่างตื่นเต้นอาจางฝายเคยทำงานในเมืองย่อมเคยได้ยินมาบ้าง ส่วนสามีสะใภ้หลิวเพิ่งจะเคยได้รู้จัก เขาบอกว่าถ้ามันอยู่ในน้ำแกง กลิ่นคงจะดีไม่น้อย
ส่วนท่านพ่อก็ทำการสำรวจ และกลับไปที่โต๊ะทำงาน อันผิงคิดว่าก็คงจะทำการจดบันทึก อยู่ๆ ก็ได้โชคมาเป็นเห็ดหอม ถ้าเพาะได้ที่บ้านก็จะรายได้เพิ่มเข้าไปอีก
ในวันที่อากาศแจ่มใสท่านพ่อจึงพาครอบครัวอันในชุดใหม่ที่ท่านแม่ตัดให้นั่งเกวียนไปยังในเมืองจุดประสงค์หลักคงเพื่อซื้อเสบียงอาหารบางส่วน และพาอันผิงที่ห่างหายจากการเที่ยวเล่นในเมืองไปเที่ยวด้วย
เมื่อไปถึงในเมือง ก็ต้องนำเกวียนไปฝากจอดในจุดที่รับฝากและต้องเสียค่าฝากด้วย ราคาไม่กี่อีแปะจากนั้นครอบครัวก็พากันเดินเข้าไปในเมือง และตรงไปยังร้านหลงเปาจึก่อน
แต่ระหว่างทางกลับมีคนมุงอยู่ อันหยางเป็นคนแรกที่ยืนนิ่งอยู่กับที่เลยทำให้อีกสามคนที่เหลือหยุดไปด้วย อันผิงจึงมองตามอันหยางไปด้วยความสนใจตรงริมถนนนั้น มีเสื่อวางไว้และมีคนนอนอยู่และถูกปิดด้วยเสื่ออีกทีถ้าตามหนังหรือซีรีส์ที่ดูมา นั่นหมายถึงคนตาย
มองเลยจากกองเสื่อ ก็เจอกับเด็กสาว ดูแล้วน่าจะอยู่ในช่วงวัยรุ่นนั่งคุกเข่า ข้างหน้าเขียนว่า ขายตัวเพื่อหาเงินฝังศพให้บิดา
เหมือนเป๊ะกับที่เคยดู พอได้เห็นของจริงแล้ว ก็ชวนหดหู่อันผิงจึงเก็บสายตากลับมา ไม่เห็นอาจจะรู้สึกดียิ่งกว่า แต่อันหยางก็ยังไม่ขยับไปไหนคนเป็นพี่ก็คงรู้สึกไม่ต่างจากเธอ อันผิงจึงมองไปอีกรอบ จึงเห็นข้อความที่เพิ่มว่าเด็กสาวขายตัวที่ราคา 5 ตำลึงเงิน
แม้เงินจะไม่ใช่น้อย แต่สำหรับคนมีเงินก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ พอได้มาเจอก็เลยอยากช่วย บางทีครอบครัวเธอก็น่าจะช่วยได้อยู่นะ อันผิงจึงตัดสินใจเอ่ยขึ้นมา
“ท่านแม่ เราซื้อพี่สาวคนนี้”
สุดท้ายเธอก็บอกท่านแม่ ส่วนอันหยางยังนิ่งเงียบแต่ถ้าดูจากสายตาของเขา คือเห็นใจ และอยากช่วยเหลือ อาจเพราะผู้หญิงถ้าหน้าตาไม่แย่ การถูกซื้อถ้าไม่พ้นหอนางโลม ก็ไปเป็นอนุ ดีที่สุดคือเป็นสาวใช้แต่ก็ต้องลุ้นอีกว่าบ้านที่รับซื้อไปจะดีไหม
ท่านแม่เหมือนจะชั่งใจ และหันไปขอความเห็นท่านพ่อ
เหมือนท่านพ่อจะรู้อยู่ก่อนแล้ว จึงพยักหน้ารับ ว่าตกลง
ระหว่างที่ครอบครัวอันกำลังจะเดินเข้าไปเพื่อบอกกล่าว ก็มีกลุ่มคนมาตัดหน้า
“ข้าให้ 1 ตำลึงเงิน”เป็นผู้ชายร่างท้วม ลักษณะเหมือนอันธพาลไม่ต้องใช้การค้นหาของอันผิง แค่หน้าตาก็บอกว่าเป็นคนไม่ดีแน่ๆเขาพูดจบก็โยนเงินลงไปให้เด็กสาวที่นั่งบนพื้นทันที
เด็กสาวไม่ได้ขยับกายไปหยิบเงินที่ถูกโยนมาแต่อย่างใด ยังคงนั่งนิ่งแต่กลุ่มคนมุงเริ่มบางตาลง อาจเพราะผู้ชายร่างท้วมคนนี้มีพรรคพวกมาด้วยสองสามคน
“ข้าให้ตามที่แม่นางคนนี้เสนอ 5 ตำลึงเงิน”ทีแรกนึกว่าท่านพ่อจะเลี่ยงปัญหา แต่กลับผิดคาด
นั่นจึงทำให้กลุ่มอันธพาลหันมามอง และเด็กสาวบนพื้นก็เงยหน้าขึ้นมาท่านพ่อจึงหยิบเงินในถุง แล้วก้มลงเอาไปวางไว้ตรงหน้าเด็กสาว แน่นอนว่าเด็กสาวรีบคำนับมาทางครอบครัวอัน
“บุญคุณนี้ข้าจะเป็นม้าเป็นวัวรับใช้ตระกูลนายท่านเจ้าค่ะ”
อันผิงเห็นพวกชาวบ้านหลายคน ถอนหายใจโล่งอกไปตามกันแต่ยังไม่ทันได้หายใจได้โล่งคอ ชายอันธพาลก็เดือดดาล
“ข้ามาก่อน เจ้ามาแย่งคนของข้าได้อย่างไร” น้ำเสียงข่มขู่ของเขาดังขึ้น ท่าทางน่ากลัวอันหยางกะจะใช้ช่วงชุลมุนไปตามคนมาช่วย แต่โดนพวกลูกน้องของชายอันธพาลขวางไว้ท่าทางสุ่มเสี่ยงสุดๆ
แต่เด็กสาวที่คุกเข่าลุกขึ้นมาขวางหน้าท่านพ่อและครอบครัวอัน
“ครอบครัวนี้ซื้อข้าในราคาที่ข้าต้องการแต่พวกเจ้าให้เพียง 1 ตำลึงเงินเท่านั้นไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย” ท่าทางของเด็กสาวขึงขัง ดูไม่เหมือนเด็กสาวทั่วไปสักนิดจ้องมองตอบอันธพาลอย่างไม่เกรงกลัว
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมา ทำให้ทุกคนแทบจะร้องกรี๊ดด้วยความตกใจอันธพาลยกมือขึ้นกำลังจะตบเด็กสาว ท่านพ่อยังไม่ทันจะได้เข้าไปช่วย เด็กสาวกลับจับมืออันธพาลผู้นั้นไว้ได้จากนั้นก็บิดข้อมือของอันธพาล และผลักเขาออกไปจนล้มลงกับพื้น
นั่นทำให้พวกลูกน้อง หันเหความสนใจมาที่เด็กสาว และกรูกันเข้ามา
เหตุการณ์หลังจากนั้น อันผิงคิดว่าอย่างกับดูหนังกำลังภายใน เด็กสาวยกเท้าขึ้นเตะซ้ายขวาเพียงปลายเท้าสัมผัสร่างกายลูกกระจ๊อก ก็กระเด็นไปกองทับตัวหัวหน้าส่วนเด็กสาวยังยืนนิ่งๆ อยู่ที่เดิม
อ้า นี่มันช่าง...
เด็กสาวยกมือกวักเรียกพวกเขาให้ลุกขึ้นมา เมื่อพวกนั้นยืนได้ก็กรูเข้ามาอีก ภาพเดิมก็ฉายซ้ำ และหนักกว่าเดิม คนพวกนั้นก็โดนเด็กสาวที่ครอบครัวอันเพิ่งซื้อตัวซัดลงไปกองกับพื้นเหมือนเดิม เจ้าตัวหัวหน้าโดนหนักหน่อย
สุดท้ายก็ได้ยินเสียงของเจ้าหน้าที่ทางการมาพวกมันจึงรีบหิ้วปีกชายอันธพาลผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าจากไป
เจ้าหน้าที่ก็คล้ายตำรวจที่เขามักจะโดนพูดแบบติดตลกว่ากว่าจะมาตลาดก็วายเสียแล้ว
ท่านพ่อจึงทำหน้าที่เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น พวกเขาพยักหน้ารับทราบและกล่าวว่า จะไปตามหาคนพวกนี้มารับโทษและเก็บเงินหนึ่งตำลึงเงินที่พวกมันทิ้งไว้เป็นหลักฐาน และประกาศออกไปด้วยว่าถ้าอยากได้คืนให้ไปเอาที่ว่าการอำเภอ
และเรื่องก็จบด้วยประการละฉะนี้
แต่ให้ตายเถอะพี่สาว ตอนท่านต่อยตีคนพวกนั้น ช่างไร้เทียมทานยิ่ง
ตอนนี้จึงเหลือครอบครัวอันและพี่สาวที่แนะตัวว่าชื่อ หลินเสี่ยวเหมย ท่านแม่จึงให้นางไปจัดการเรื่องท่านพ่อของนางให้เรียบร้อยแล้วค่อยไปที่ร้านหลงเปาจึ แล้วค่อยทำเรื่องซื้อตัวกันอีกทีแต่พี่สาวยืนกรานจะลงนามซื้อขาย ดูความหัวแข็งของนางแล้วท่านแม่จึงต้องเออออตามนางไปก่อน
จากนั้นพี่สาวก็ร่ำลาด้วยการยกมือขึ้นคารวะแบบจอมยุทธ์และขอไปจัดการเรื่องของท่านพ่อของนางก่อน ยกศพบิดาขึ้นรถลาก และลากจากไป