บทที่ 6
พิธียกน้ำชา
เขารู้สึกฉุนเฉียวกว่าเดิมเมื่อได้ยินว่า “ไท่จื่อ พี่สาวพูดถูกแล้ว เยวี่ยเอ๋อไม่ทันระวังเอง...”
คนหนึ่งงามหยาดเยิ้ม ทำให้เขายิ่งรู้สึกเอ็นดูสงสาร ส่วนอีกคนหนึ่งหยิ่งผยองและจองหองยิ่งนัก
สิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จิ่งหรงมีคำตอบอยู่ภายในใจ เขาปลอบโยนเจียงหลูเยวี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เยวี่ยเอ๋อ เ้าไม่ต้องกลัว”
“ดอกบัวขาว” เมิ่งอวิ๋นเสียงกล่าวเสียงแ่เบา
*ดอกบัวขาว เป็คำสแลงใช้ด่าผู้หญิงที่ภายนอกดูใสซื่อบริสุทธิ์ แต่ภายในกลับร้ายกาจ
“เ้าว่าอย่างไรนะ?” จิ่งหรงถามด้วยหูที่เฉียบคม
เมิ่งอวิ๋นเสียงเผยรอยยิ้มทันที “ข้าเอ่ยชมน้องสาวผู้นี้ ใบหน้าของนางสดใสราวดอกบัวขาวที่ผุดขึ้นจากโคลนตมและบริสุทธิ์ผุดผ่อง”
สายตาเ็าของจิ่งหรงกวาดผ่านรอยยิ้มบนใบหน้าของนาง เขาไม่้ามองอีกต่อไปจึงหันไปหาเจียงหลูเยวี่ย แล้วกล่าวด้วยเสียงอ่อนโยน “เยวี่ยเอ๋อ เ้าใจดีเกินไป อย่าได้ไว้ใจคนที่ทำได้เพียงเสแสร้งไปวัน ๆ”
เจียงหลูเยวี่ยแสร้งทำเป็ไม่รู้แล้วพยักหน้า ก่อนจะยกยิ้มอ่อน
เพื่อนเ้าสาวหยิบผ้าคลุมหน้าขึ้นมาคลุมหน้านางทันที ดวงตาของจิ่งหรงมองไปยังเมิ่งอวิ๋นเสียงเพื่อเผยคำเตือน จากนั้นเขาก็จับมือเรียวยาวของเจียงหลูเยวี่ยไว้ในฝ่ามือแน่น
ทั้งสองเดินเคียงข้างกันเข้าไปในห้องโถงอย่างสง่างาม
“นั่นคือไท่จือเฟยจริงหรือ?” หญิงรับใช้ตัวน้อยถามเพื่อนอย่างลังเลขณะจะขอทางเดินผ่าน เมื่อเห็นเมิ่งอวิ๋นเสียงพยักหน้าเบา ๆ เหล่าคนรับใช้และหญิงรับใช้รอบ ๆ ก็ “แยกย้ายสลายตัว” กันไปทันที
“ข้าน่ากลัวถึงเพียงนั้นเลยหรือ?” เมิ่งอวิ๋นเสียงเบะปากอย่างไม่พอใจนัก
ไป๋เฉาเอ่ยเตือนนางว่า “ไท่จือเฟย ท่านลืมไปแล้วหรือ เพคะว่าเหล่าข้าราชบริพารในวังล้วนถอยหนีเมื่อพวกเขาเจอท่าน”
เมิ่งอวิ๋นเสียงจงใจขัดคำพูดของนางโดยแสร้งทำเป็ว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางก้าวเท้าพร้อมที่จะเดินไปยังห้องโถงใหญ่
ไป๋เฉาค่อย ๆ เดินอย่างแช่มช้าตามจังหวะของนาง และถามเสียงดังว่า “ไท่จือเฟยจะไปไหนเพคะ?”
เมิ่งอวิ๋นเสียงเอ่ยตอบนางขณะเดินอย่างแช่มช้า “ในเมื่อทุกคนรู้แล้วว่าไท่จือเฟยเช่นข้าสบายดี แล้วข้าจะไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมงานอภิเษกสมรสครั้งนี้หรือ?”
ในห้องโถงใหญ่ เพื่อนเ้าสาวะโว่า “ครั้งที่หนึ่ง คำนับฟ้าดิน”
ทันทีที่เมิ่งอวิ๋นเสียงเดินผ่านเข้าประตูมา นางก็เห็นร่างสองร่างกำลังก้มตัวลงโค้งคำนับ เมื่อจิ่งหรงเงยหน้าขึ้นมาเห็นนาง ใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด หากเขาไม่คำนึงถึงแขกที่มาร่วมงาน เขาก็คงจะหักคอนางไปนานแล้ว
เมิ่งอวิ๋นเสียงหัวเราะ “ฮ่าฮ่า” แล้วกล่าวว่า “ขอประทานอภัยที่เสียมารยาทกับไท่จือเพคะ” นางกล่าวก่อนจะเอนตัวเข้าหาคนที่อยู่ข้างนาง
เพื่อนเ้าสาวะโอีกครั้ง “ครั้งที่สอง คำนับพ่อแม่”
จิ่งหรงเป็ไท่จือ พ่อแม่ในที่นี้จึงเป็ฮ่องเต้จิ่ง ทั้งสองรู้มาระยะหนึ่งแล้วและพร้อมที่จะทำพิธีไหว้ฟ้าดินต่อไป
เมิ่งอวิ๋นเสียงปรากฏตัวอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เมื่อจิ่งหรงเห็นนาง เขาก็ตัวแข็งทื่อและไม่อาจก้มตัวลงได้
เมื่อเจียงหลูเยวี่ยสังเกตเห็นความผิดปกติของเขา นางก็อดไม่ได้ที่จะยกมือขึ้นเปิดชายผ้าคลุมหน้าออกเล็กน้อย และบังเอิญสบสายตากับเมิ่งอวิ๋นเสียงพอดี นางเม้มริมฝีปากแล้วพูดว่า “ข้าเคยได้ยินมาว่าเมื่อนางสนมเข้ามาในวังแล้วก็จำเป็ต้องยกน้ำชาให้พระชายาเอก ไม่ทราบว่าไท่จือเฟยจะยอมหรือไม่?”
สีหน้าของเจียงหลูเยวี่ยใต้ผ้าคลุมหน้าค่อนข้างเปลี่ยนไป คิ้วของนางขมวดเพราะความขุ่นเคืองเล็กน้อย
ก่อนที่จิ่งหรงจะอ้าปากปฏิเสธ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็เลิกคิ้วขึ้นและมองไปยังเพื่อนเ้าสาวแล้ว
เพื่อนเ้าสาวรีบพยักหน้าแล้วอธิบายให้จิ่งหรงฟังว่า “พ่อแม่อยู่ที่นี่ไม่ครบ พระชายาเอกสามารถเข้าพิธีรับของกำนัลแทนได้”
ทันทีที่นางพูดจบ เมิ่งอวิ๋นเสียงก็ลุกขึ้นเดินมานั่งและจ้องทั้งสองคนด้วยรอยยิ้ม
ภายในห้องเต็มไปด้วยแเื่ นางดูสง่างามมากเสียจนจิ่งหรงรู้สึกกระวนกระวายอยู่พักหนึ่ง
เจียงหลูเยวี่ยรู้เื่นี้อยู่ในใจแล้ว และคิดจะกล้ำกลืนความรู้สึกนี้ไปก่อน ตราบใดที่นางสามารถเข้าตำหนักบูรพาได้ ชาเพียงถ้วยเดียวก็เป็เื่เล็กน้อยไม่ใช่หรือ? นางขยับตัวเล็กน้อย ก่อนจะเรียกหญิงรับใช้ให้ยกน้ำชามาอย่างแ่เบา
ความสุภาพอ่อนโยนและความมีเหตุผลของ เจียงหลูเยวี่ยทำให้จิ่งหรงรู้สึกพึงพอใจ
สายตาของเขาจับจ้องไปที่นาง เมื่อเห็นว่านางคุกเข่าลงกับพื้น เขาก็ขยับเข่าคลานตามเจียงหลูเยวี่ยไป ก่อนจะยกถ้วยน้ำชาขึ้นเหนือศีรษะอย่างสั่นเทา หัวใจของเขาเต้นแรงอย่างไม่มีเหตุผล
คนที่อยู่ในใจของเขาเปราะบางเสียจนเกรงว่าจะหักคามือ และเกรงว่าจะละลายในปาก แต่บัดนี้เมิ่งอวิ๋นเสียงสมควรถูกโยนทิ้งไป!
จิ่งหรงเหลือบมองเมิ่งอวิ๋นเสียงที่นั่งบนเก้าอี้อย่างเ็า เขาหรี่ตาลงครึ่งหนึ่ง สายตาของเขาเต็มไปด้วยความหวาดระแวง
ทว่าเมิ่งอวิ๋นเสียงไม่แม้แต่จะมองเขาแม้ว่านางจะ้ามองก็ตาม นางยกถ้วยชาขึ้นและค่อย ๆ เขี่ยใบชาก่อนจะจิบเล็กน้อย ก่อนจะส่งเสียง “จุ๊จุ๊” นางส่ายหัวแล้วบอก เจียงหลูเยวี่ยว่า “คราวหน้าหากเ้าจะยกน้ำชาให้ไท่จือเฟยผู้นี้อีก ให้ใช้ยอดอ่อนสดใหม่ที่เพิ่งเก็บในเดือนมีนาคม โดยต้องเด็ดขณะที่ตากน้ำค้างยามเช้าแล้วตากให้แห้งเป็เวลาเจ็ดวันและต้องใส่ใจอุณหภูมิของน้ำสำหรับชงชาด้วย ราวแปดนาทีจะถือว่ากำลังดี”