ทันทีที่วิญญาณหนุ่มรอยสักพูดจบเหล่าวิญญาณผู้โดยสารในรถก็เริ่มตื่นเต้น
พวกเขาลุกขึ้นยืนมองออกไปนอกหน้าต่าง
ไกลออกไปท่าเรือค่อยๆ ปรากฏให้เห็น ทุกคนต่างเต็มไปด้วยความหวัง
“ถึงแล้ว! ในที่สุดก็ถึงแล้ว!”
“ใช่! ในที่สุดก็จะได้ออกจากรถคันนี้สักที!”
“สิบสองปีเต็มๆ ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง!”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารต่างแสดงความยินดีพูดคุยกันเสียงดัง
ผมหันไปมองวิญญาณคนขับรถที่ถูกสะกดไว้เขายังคงส่งเสียงครางต่ำ ไม่มีอำนาจจะต่อกรอะไรได้อีก
ผมถอนหายใจเบาๆในที่สุดภารกิจที่อาจารย์มอบหมายก็สำเร็จลุล่วง
รถบัสผีแล่นไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไร้ซึ่งเสียงเครื่องยนต์
ในความเงียบงันของยามดึกแสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าเพียงดวงเดียวส่องลงมายังท่าเรืออวี๋จุ่ย
ที่ปลายท่าเรือมีเงาร่างของชายคนหนึ่งนั่งอยู่ เขากางร่มกันแดดเล็กๆ ถือเบ็ดตกปลาอย่างสบายใจ
ไม่ต้องสงสัยเลยนั่นคืออาจารย์ของผม
ด้านหลังเขามีชายวัยกลางคนอีกคนหนึ่งยืนรออยู่
เขาคือเฉาเมิ่ง
“ถึงแล้ว!” ผมพูดด้วยความโล่งใจ
เม่าจิ้งพยักหน้า
รถบัสค่อยๆชะลอความเร็ว และจอดลงที่ข้างท่าเรืออย่างมั่นคง
ทันทีที่รถหยุดเฉาเมิ่งก็รีบพุ่งตรงมาหา มือของเขาสั่นเล็กน้อยน้ำเสียงเต็มไปด้วยอารมณ์ที่อัดแน่น “ที่รัก! ลูกพ่อ!”
“ต้าเมิ่ง!” ภรรยาของเฉาเมิ่งที่อุ้มลูกอยู่ในอ้อมแขนมองออกไปนอกหน้าต่างน้ำตาคลอเบ้า
ลูกน้อยของพวกเขาร้องไห้ออกมาทันทีเสียงแหลมของเด็กทารกก้องไปทั่วรถ
วิญญาณหนุ่มรอยสักเปิดประตูรถ
“แกร๊ก!” เสียงกลไกทำงานดังขึ้น ประตูเปิดออกช้าๆ
ภรรยาของเฉาเมิ่งดูตื่นเต้นเธออยากจะก้าวลงจากรถทันที
แต่เมื่อไปถึงหน้าประตูกลับพบว่าเธอยังคงถูกจำกัดขอบเขตไว้ไม่สามารถก้าวออกไปได้
เม่าจิ้งเห็นดังนั้นก็หันมาพูดกับผม “เจียงหนิง นายลงไปก่อน ฉันจะอยู่บนรถจับตาดูวิญญาณคนขับนี่เอง”
ผมพยักหน้าก่อนก้าวลงทางประตูหลังของรถ
ทันทีที่เท้าสัมผัสพื้นเฉาเมิ่งก็รีบวิ่งตรงเข้ามาหาผม
แม้จะรู้ว่าภายในรถมีแต่เหล่าวิญญาณแต่เขากลับไม่รู้สึกกลัวเลยแม้แต่น้อย
เขามองเข้าไปในรถน้ำเสียงสั่นเครือ ขณะที่เอ่ยเรียกคนรักและลูก “ที่รัก...ลูกของเรา...”
ขณะพูดเขาก้าวขึ้นไปบนรถบัสผี
เมื่อสายตาปะทะกับภรรยาที่เขารักเธอยังคงดูอ่อนเยาว์เหมือนเดิม เพียงแต่ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเลือด และดวงตาเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่น
เขาไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อยรีบโผเข้ากอดเธอแน่น
“ที่รัก...ภรรยาของผม ในที่สุด...ในที่สุดผมก็ได้พบคุณ ได้พบพวกคุณแล้ว...” เขาพูดพลางสะอื้นไห้
แม้จะรู้ว่าสิ่งที่เขากอดอยู่ไม่ใช่มนุษย์แต่เป็นวิญญาณของภรรยาและลูก
แต่แล้วอย่างไรเล่า
ผู้อื่นอาจหวาดกลัวแต่เฉาเมิ่งไม่เคยกลัว เพราะนี่คือครอบครัวที่เขาคิดถึงอยู่ทุกวันทุกคืน...
“ต้าเมิ่ง ฉัน...ฉันคิดถึงคุณมาก!”
ภรรยาของเฉาเมิ่งพูดออกมาอย่างตื้นตันเสียงของเธอสั่นเครือ
เพียงแต่เธอไม่มีน้ำตาเธอไม่สามารถหลั่งน้ำตาเพื่อปลดปล่อยอารมณ์ทั้งหมดออกมาได้
ผมมองดูครอบครัวของพวกเขาได้กลับมาพบกันอีกครั้ง
หัวใจของผมเต็มไปด้วยความยินดีอย่างบอกไม่ถูก
ผมรู้สึกว่าสิ่งที่ผมทำลงไปนั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง มันไม่ได้แตกต่างจากการเป็นหมอที่ช่วยชีวิตผู้คนเลยแม้แต่น้อย
ในขณะนั้นเองเสียงของอาจารย์ดังขึ้น “กลับมาแล้วสินะ!”
ผมได้สติกลับมาอีกครั้งก่อนจะหันไปมองอาจารย์
ชายชราผอมแห้งเดินตรงเข้ามาหาสีหน้าของเขานิ่งสงบ
ผมพยายามปรับอารมณ์ของตัวเองให้มั่นคงก่อนพยักหน้า “กลับมาแล้วครับอาจารย์ แต่เราเจอปัญหานิดหน่อย วิญญาณคนขับรถเป็นวิญญาณอาฆาต ฆ่ายังไงก็ไม่ตาย ตอนนี้ถูกมัดอยู่บนรถ อาจารย์ช่วยดูเถอะครับว่าควรทำอย่างไร”
อาจารย์แค่นเสียงก่อนถ่มน้ำลายลงพื้น “ฆ่าไม่ตาย? เฮอะ! ไม่มีผีตนไหนที่ฆ่าไม่ตาย!ขอฉันขึ้นไปดูหน่อยซิ!”
พูดจบอาจารย์ก็เดินเข้าไปในรถบัสผีอย่างไม่เกรงกลัว
สีหน้าของเขาผ่อนคลายอย่างยิ่งราวกับว่าสิ่งนี้ไม่ใช่เรื่องใหญ่สำหรับเขาเลย
ผมรีบเดินตามหลังอาจารย์และก้าวขึ้นไปบนรถอีกครั้ง
ขณะเดียวกันเฉาเมิ่งและภรรยาก็ค่อยๆปล่อยมือจากกัน
เฉาเมิ่งอุ้มลูกน้อยที่จากไปเมื่อสิบสองปีก่อนไว้ในอ้อมแขนสีหน้าเต็มไปด้วยความสุข “อาจารย์ซ่งๆ ดูสิ!นี่คือลูกของผม เหมือนผมเป๊ะเลยใช่ไหม!”
ทารกที่จากไปนานถึงสิบสองปีซึ่งเมื่อครู่ยังคงร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ ตอนนี้เมื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของเฉาเมิ่งก็หัวเราะเสียงใสออกมาเบาๆ เด็กน้อยคงสัมผัสได้ถึงความอบอุ่นจากพ่อ
อาจารย์มองไปที่วิญญาณรอบตัวแล้วยิ้มบางๆ แต่ไม่ได้พูดอะไร
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารเมื่อเห็นอาจารย์ต่างพากันหลีกทางให้ด้วยความเคารพ
บางคนที่กล้าหาญหน่อยก็เอ่ยเรียกเขาว่า“อาจารย์” แต่เขาไม่ได้ตอบรับ
เมื่อเม่าจิ้งเห็นอาจารย์ขึ้นมาก็รีบประสานมือคำนับตามธรรมเนียมของวงการ
“ชนรุ่นหลังแห่งศาลฮวงจุ้ยเป่าซาน เม่าจิ้ง คารวะอาจารย์ซ่ง!”
อาจารย์เหลือบมองเม่าจิ้งเล็กน้อยแต่ไม่ได้ถามว่าเขาขึ้นมาบนรถได้อย่างไร เพียงแค่พยักหน้าให้เบาๆแล้วหันไปจับจ้องที่วิญญาณคนขับรถ ซึ่งถูกตรึงไว้ด้วยกระบี่ไม้ท้อและแส้กระดูกงู
วิญญาณคนขับรถที่ถูกปิดปากด้วยยันต์ผนึกยังคงดิ้นรนตาเบิกกว้าง เต็มไปด้วยความอาฆาต
อาจารย์มองดูมันแล้วหัวเราะเย็นชา “ให้ตายสิ แกถูกสะกดมาแล้วตั้งสิบสองปีแต่พลังอาฆาตยังรุนแรงขนาดนี้เลยหรือ”
เมื่ออาจารย์พูดจบผมก็รีบเสริมขึ้น “อาจารย์ เรื่องนี้ไม่ใช่อุบัติเหตุแต่เป็นมันเองที่ขับรถพุ่งลงอ่างเก็บน้ำ ฆ่าผู้โดยสารทั้งคัน”
“หืม? มีเรื่องแบบนี้ด้วยเหรอ” อาจารย์ดูประหลาดใจเล็กน้อย
เหล่าวิญญาณในรถเริ่มพูดขึ้นมาพร้อมกันต่างเล่าถึงเหตุการณ์เมื่อสิบสองปีก่อน
ก่อนตายคนขับรถคนนี้ถูกปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม ความอาฆาตทำให้เขาตัดสินใจพาผู้โดยสารทั้งคันจบชีวิตไปพร้อมกับเขา
อาจารย์ฟังจนสีหน้าดำคล้ำก่อนจะกระชากยันต์ที่ปิดปากวิญญาณคนขับออก
ทันทีที่ยันต์ถูกฉีกวิญญาณคนขับก็แผดเสียงร้องทันที “ปล่อยฉัน!ปล่อยฉัน! พวกแกต้องตาย ทุกคนต้องถูกฝังไปกับฉัน!”
เสียงของมันเต็มไปด้วยความอาฆาตและโกรธแค้น
อาจารย์เห็นดังนั้นก็ยกมือฟาดลงไปบนใบหน้าของมันอย่างแรง
“เพียะ!”
เสียงตบดังก้องไปทั่วรถ
วิญญาณคนขับร้องลั่นเสียงของมันสั่นเครือไปด้วยความเจ็บปวด
“จะแหกปากทำหอกอะไร หุบปากไปซะ!”
เมื่อครู่ยังคำรามอย่างดุร้ายแต่เพียงแค่โดนอาจารย์ตบไปทีเดียว วิญญาณคนขับก็เงียบสนิทในทันที
อาจารย์มองไปยังวิญญาณคนขับรถด้วยสายตาเย็นชา
แต่วิญญาณคนขับกลับแสดงอาการหวาดกลัวอย่างรุนแรงร่างกายสั่นสะท้านอย่างควบคุมไม่ได้
ผมกับเม่าจิ้งต่างมองกันด้วยความประหลาดใจ
วิญญาณอาฆาตตนนี้ดุร้ายขนาดนั้นแม้จะถูกฟันหลายครั้งก็ยังไม่ยอมสยบ แต่ถูกอาจารย์ตบไปครั้งเดียวกลับตัวสั่นและส่งเสียงครางแผ่วเบาด้วยความหวาดหวั่น
“ทำร้ายผู้คนไปมากมาย แม้แต่ตายไปแล้วก็ยังไม่ยอมอยู่นิ่ง” อาจารย์ด่าพลางถอนหายใจ
เม่าจิ้งฉวยโอกาสเอ่ยถาม “อาจารย์ซ่ง วิญญาณอาฆาตตนนี้ดูเหมือนจะฆ่าไม่ตาย ท่านมีวิธีจัดการไหม”
อาจารย์ซ่งได้ยินคำถามก็แค่นหัวเราะ “ไม่มีอะไรที่ฆ่าไม่ตายหรอก วิญญาณตนนี้ตายมานานแล้วและได้หลอมรวมกับรถบัสผีคันนี้ ตราบใดที่รถคันนี้ยังไม่ถูกทำลายมันก็จะไม่มีวันสลายไป แต่ไม่ต้องห่วงวิธีจัดการง่ายนิดเดียว ทุกคนเตรียมตัวให้ดี…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นพวกเราต่างตั้งท่าระมัดระวัง ไม่รู้ว่าอาจารย์กำลังจะทำอะไร
อาจารย์ซ่งไม่รอช้าเขากระชากกระบี่ไม้ท้อที่ปักอยู่กลางอกของวิญญาณคนขับออกมา
นิ้วมือซ้ายประกบติดเป็นกระบี่ลากผ่านคมกระบี่ไม้ท้อ พร้อมกับเปล่งเสียงสั่ง
“สลาย!”
สิ้นเสียงกระบี่ไม้ท้อถูกฟาดลงมาเต็มแรง
ทันทีที่ปลายกระบี่ปะทะศีรษะของวิญญาณคนขับรถ
เสียง“ตูม!” ดังสนั่น
“อ๊าก!” วิญญาณคนขับส่งเสียงกรีดร้องสุดท้าย ก่อนจะกลายเป็นเปลวไฟสีเขียวลุกโชน
ควันดำทะมึนพวยพุ่งออกมากลืนกินร่างของมันจนหายไป
และในเสี้ยววินาทีนั้นเองรถบัสทั้งคันพลันส่งเสียงแตกร้าว “แกร๊งๆ”
ตามมาด้วยแรงสั่นสะเทือนรุนแรง
ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังกึกก้องทั่วทั้งบริเวณ
“โครม!!”
เหล่าวิญญาณผู้โดยสารรวมถึงผมและเม่าจิ้งต่างสะดุ้งสุดตัว
รถบัสทั้งคันพลันแปรเปลี่ยนเป็นกลุ่มหมอกดำ สลายหายไปในความว่างเปล่าในพริบตา...