“อาต้องขอบใจเ้าทั้งสองคนมาก อาไม่เก่งเื่การค้าและการเจรจา ที่อาให้อาเป่าตามพวกเ้าไปก็เพราะอยากให้เขาได้สังเกตและเรียนรู้วิธีการทำงานของพวกเ้าเอาไว้ วันนี้เ้าเด็กนี่ไม่ได้สร้างปัญหาอะไรให้พวกเ้าใช่ไหม” เจียวตงพูดอย่างเกรงใจ
“อาเป่าไม่ได้สร้างความลำบากอะไรให้พวกเราเลยขอรับ ท่านอาไม่ต้องกังวล วันนี้ไม่ใช่เฉพาะอาเป่าเท่านั้นที่ได้เรียนรู้ ข้าเองก็ได้เรียนรู้การเจรจาการค้าจากหยวนเฉิงเช่นเดียวกัน” โจวหลี่เฉียงพูดขึ้น
“ท่านอาขอรับ ท่านเ้าเมืองบอกไว้ว่ารถม้าประจำทางของท่านยิ่งเปิดเร็วเท่าไหร่ได้ยิ่งดี ข้าเอาแบบรถม้าให้พี่เป่าเก็บไว้แล้ว ท่านอาจะต้องสร้างรถม้าพวกนี้ให้เสร็จเร็วๆ หลังจากนั้นข้าถึงจะไปหาคนรู้จักเพื่อสั่งทำล้อยางมาให้พวกท่านใช้ได้” โจวหยวนเฉิงบอก
“พวกเราต้องไปติดต่อช่างไม้ก่อนขอรับท่านพ่อ” เจียวเป่าบอก
“ท่านอาต้องหาคนไปติดตั้งป้ายและสร้างศาลารับส่งผู้โดยสารตามจุดรับส่งที่ระบุไว้ให้แผนที่ให้เรียบร้อยทุกจุดด้วยขอรับ” โจวหยวนเฉิงพูดพร้อมกับหยิบตั๋วแลกเงินออกมาวางไว้ตรงหน้า “สัญญากู้ยืมฉบับนี้ข้าให้ท่านพ่อร่างให้เรียบร้อยแล้ว ท่านอาแค่ลงชื่อในสัญญาแล้วก็รีบเอาตั๋วแลกเงินพวกนี้ไปดำเนินการตามแผนเถอะขอรับ ยิ่งท่านอาสร้างรถม้าและจุดรับส่งเสร็จเร็ว ท่านอาก็จะเปิดให้บริการได้เร็ว”
“ท่านอาก็จะหาเงินมาใช้หนี้ตามสัญญาได้เร็วด้วยขอรับ” โจวหลี่เฉียงพูดเสริม
“หากพวกเ้าไม่เคยห้ามอาเอาไว้ อาจะเรียกทุกคนในบ้านมาคุกเข่าขอบคุณเ้าให้รู้แล้วรู้รอดไป บุญคุณที่พวกเ้าช่วยเหลือพวกเราไว้ช่างมากมายนัก ชาตินี้พวกเรายังไม่รู้เลยว่าจะตอบแทนบุญคุณของพวกเ้าได้อย่างไร” เจียวตงพูดพร้อมกับกลั้นน้ำตา
“ไม่ถือเป็บุญคุณอะไรเลยขอรับ หากท่านอายังคิดกับพวกข้าอย่างนี้ ต่อไปหากพวกข้า้าความช่วยเหลือจริงๆ จะไม่เท่ากับพวกข้ามาทวงบุญคุณหรือขอรับ” โจวหยวนเฉิงบอก
“จริงอย่างที่หยวนเฉิงบอกนะขอรับ หากต่อไปบ้านโจวของเรามีเื่ที่ต้องมารบกวนท่านอา ก็เท่ากับว่าพวกเรามาทวงบุญคุณ อย่างนี้ไม่ดีแน่” โจวหลี่เฉียงพูดสำทับอีกคน
“ตกลง อาจะไม่พูดอย่างนี้อีกแล้ว” เจียวตงรับคำอย่างซาบซึ้ง
“ท่านอาขอรับ พรุ่งนี้ท่านกับพี่เป่าเอาเหล้าองุ่นไปฝากท่านเ้าเมืองด้วยนะขอรับ ข้าเตรียมไว้ให้แล้ว ท่านให้พี่เป่าตามข้ากลับไปเอาได้เลย ท่านอาถึงการเจรจาจะเรียบร้อยแล้ว แต่พวกท่านก็ควรไปให้ท่านเ้าเมืองรู้จักและเห็นหน้าพวกท่านบ้าง อ้อ...ป้ายสำนักคุ้มภัยท่านก็ปลดลงเถอะนะขอรับ ต่อไปก็ให้คุณชายรองบ้านท่านใช้ชื่อนั้นไปคนเดียวได้เลย ‘เจียวเนี่ยนเจินขนส่ง’ จะต้องรุ่งเรืองกว่า ข้าได้ทำป้ายใหม่ไว้ให้แล้ว เมื่อท่านดูฤกษ์งามยามดีเรียบร้อย พวกท่านก็ขึ้นป้ายใหม่ได้ทันที”
ออกจากบ้านสกุลเจียว สองพี่น้องก็รีบตรงกลับบ้านทันที พวกเขาทั้งหิวและเหนื่อยมาก แต่พอเปิดประตูเข้าไป พวกเขาก็เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างกำยำสิบคนนั่งรออยู่ที่ลานหน้าบ้านอย่างเรียบร้อย ทั้งสองหันกลับมามองหน้ากันอย่างงงๆ
“ก็เ้าให้พ่อไปหาเด็กหนุ่มที่ท่าเรือมาให้เ้าไม่ใช่หรือ แล้วทำไมพวกเ้าต้องทำหน้างงอย่างนั้นด้วยเล่า” โจวสือชวินถามลูกชาย
“จริงด้วย วันนี้ข้าให้ท่านไปหาเด็กหนุ่มที่ท่าเรือมาให้ข้านี่เอง” โจวหยวนเฉิงพยักหน้าอย่างนึกขึ้นได้ “เอาล่ะ พวกท่านนั่งกันตามสบายเถอะ พวกท่านลองแนะนำตัวให้ข้าฟังทีละคนเถอะว่าพวกท่านมีชื่อว่าอะไร ก่อนหน้านี้ทำงานอะไร มีคนอาศัยอยู่ในบ้านกี่คน อ่านเขียนหนังสือได้หรือไม่ พวกท่านไม่ต้องกังวลไป แค่พูดความจริงออกมาก็พอ พี่ใหญ่ช่วยบันทึกข้อมูลของพวกเขาให้ข้าด้วยนะขอรับ”
เด็กหนุ่มทั้งสิบคนเริ่มแนะนำตัวและบอกประวัติของตัวเองอย่างละเอียด ่อายุของพวกเขาอยู่ระหว่างสิบแปดถึงยี่สิบปี ‘ฮุ่ยิ่’ เป็คนเดียวที่อ่านออกเขียนได้ เพราะเขาเคยเข้าเรียนที่สำนักศึกษาลำดับที่สามที่ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกของเมือง แต่มีเหตุให้ต้องเลิกเรียนกลางคันเพราะบิดาที่เคยทำงานอยู่ที่สำนักคุ้มภัยเสียชีวิตขณะร่วมขบวนขนส่งสินค้าไปเมืองหลวง เมื่อขาดเสาหลักของครอบครัว ทำให้ฮุ่ยิ่ต้องลาออกมาทำงานรับจ้างหาเลี้ยงครอบครัวแทนบิดา
“พี่ชาย ข้าจะรับพวกท่านเข้าทำงานทั้งหมด แต่พวกท่านยังไม่มีประสบการณ์ทำงาน เงินค่าจ้างที่พวกท่านจะได้รับอาจจะน้อยกว่าคนงานเก่าอยู่บ้าง แต่ทุกวัน ข้าจะมีอาหารให้พวกท่านได้กินครบสามมื้อ ข้าจะมีเสื้อผ้าให้พวกท่านสามชุด พรุ่งนี้ข้าจะให้พวกท่านแบ่งกลุ่มกันไปแจกใบปลิวรายการสินค้าที่เราจะขายใน่ปีใหม่ให้ทั่วเมือง พวกท่านต้องทำความสะอาดร่างกายและแต่งตัวให้เรียบร้อยด้วยเสื้อผ้าที่ข้ามอบให้ ข้าไม่ได้คิดที่จะดูถูกพวกท่านนะขอรับ คนงานในบ้านของเราล้วนได้รับสิ่งของพวกนี้ทุกคน อีกอย่างหนึ่ง พวกท่านต้องออกไปแจกใบปลิวในนามของกิจการสกุลโจว ดังนั้นการแต่งกายที่ดีก็จะสร้างความน่าเชื่อถือให้กับกิจการสกุลโจวของเราได้” โจวหยวนเฉิงอธิบาย
“หลังจากงานแจกใบปลิวเสร็จแล้ว พวกข้าต้องมีหน้าที่อะไรต่อหรือขอรับ” ฮุ่ยิ่ถาม
“ยังมีอีกข้อหนึ่งที่ข้าอยากจะถามพวกท่าน ที่พักอาศัยของพวกท่านทุกวันนี้มีสภาพเป็อย่างไร พวกท่านมีบ้านของตัวเองหรือเช่าบ้านอยู่” โจวหยวนเฉิงถาม
“พวกเราทุกคนล้วนเป็ผู้ที่อพยพมาจากเมืองอื่น ดังนั้นพวกเราต่างก็เช่าบ้านอยู่ขอรับ” ฮุ่ยิ่ตอบคำถาม
“ท่านชื่อฮุ่ยิ่ใช่ไหม พี่ฮุ่ยิ่ในบรรดาคนงานทั้งหมดมีพี่คนเดียวที่อ่านออกเขียนได้ ต่อไปข้าจะให้พี่เป็หัวหน้าไปประจำที่โกดังสินค้าของเราก็แล้วกัน หลังปีใหม่ ข้าจะจ้างคนงานก่อสร้างมาช่วยพวกท่านปรับปรุงที่ดินและเริ่มสร้างโกดังและข้าจะสร้างบ้านพักคนงานไว้ให้เป็สวัสดิการกับพวกท่านด้วย พวกท่านสามารถพาครอบครัวเข้ามาอาศัยอยู่ด้วยกันได้ แต่ห้ามมีเื่ทะเลาะกันเด็ดขาด ข้าอยากให้ทุกคนอยู่ด้วยกันด้วยความสามัคคี หากมีครอบครัวไหนทำให้คนอื่นเดือดร้อน ข้าจะเลิกจ้างและไล่ออกจากบ้านพักทันที” โจวหยวนเฉิงพูดเสียงเด็ดขาด
“หากโกดังและบ้านพักคนงานสร้างเสร็จ เมื่อพวกท่านย้ายครอบครัวเข้าไปอยู่แล้ว ข้าจะเตรียมเครื่องนอนไว้ให้ครบตามจำนวนคนของแต่ละครอบครัว แต่อาหารสามมื้อก็ต้องงดไป เพราะพวกท่านได้บ้านพักโดยไม่ต้องเสียค่าเช่าแล้ว กับคนงานเก่า พวกข้าก็ทำอย่างนี้เหมือนกัน และในอนาคตหากพวกท่าน้าย้ายออกไปซื้อบ้านเป็ของตัวเอง ท่านก็แค่มาแจ้งข้าก่อนเท่านั้น” โจวหลี่เฉียงพูดเสริม
“มีใครมีข้อสงสัยใดอีกหรือไม่ ถ้าไม่มีพวกท่านก็รอรับเสื้อผ้าใหม่แล้วก็กลับไปเตรียมตัวได้เลย พรุ่งนี้เช้าพวกท่านก็มากินข้าวเช้าที่นี่ และให้ท่านพ่อของข้าตรวจความเรียบร้อยให้พวกท่านก่อนที่พวกท่านจะออกไปแจกใบปลิวก็แล้วกัน” โจวหยวนเฉิงพูดสรุป
คนงานชายทั้งสิบคนต่างก็ดีใจเมื่อฟังเงื่อนไขการจ้างงานจากคุณชายโจวทั้งสอง ให้ยืมบ้านพักฟรี มีเครื่องนอนแจกให้เท่ากับจำนวนคนในบ้าน ถึงแม้อาหารสามมื้อจะถูกตัดไปก็ไม่เป็ไร แค่มีงานและที่พักดีๆ เท่านี้พวกเขาก็พอใจแล้ว
การทำงานของคนงานชายทั้งสิบคนมีประสิทธิภาพมาก ฮุ่ยิ่เป็คนวางแผนการทำงานได้ดีเยี่ยม เขาแบ่งคนออกจนครบทั่วทั้งสี่ทิศของเมือง เพราะร้านค้าสกุลโจวตั้งอยู่ฝั่งใต้ของเมืองและเป็ที่รู้จักอยู่แล้ว เขาจึงมอบหมายงานนี้ให้ทำแค่คนเดียว ส่วนทิศตะวันตกฝั่งท่าเรือเขาส่งคนไปสามคน ฝั่งทิศเหนือก็แบ่งคนงานให้สามคนเหมือนกันและยังพ่วงให้น้องชายของเขาคือ ‘ฮุ่ยิ’ มาช่วยทำงานด้วย เพราะฝั่งทิศเหนือและทิศตะวันออกของเมืองล้วนเป็บ้านเศรษฐีและขุนนาง หากพวกเขานำใบปลิวไปแจกแล้วรอจดคำสั่งซื้อมาเลยก็จะเป็การอำนวยความสะดวกให้กับเศรษฐีและขุนนางทั้งหลายได้
ซึ่งก็เป็ไปตามคาด เมื่อพ่อบ้านที่ประจำอยู่บ้านเศรษฐีและขุนนางเห็นใบปลิวที่มีรูปภาพและรายการสินค้าบอกไว้อย่างชัดเจน พวกเขาต่างก็สนใจสินค้าของสกุลโจวกันแทบทุกหลัง แถมยังมีคนมารอจดคำสั่งซื้อและยังมีบริการส่งถึงที่อย่างนี้ มันช่วยแบ่งเบาภาระให้กับพ่อบ้านเ่าั้ได้อย่างสะดวกยิ่ง ดังนั้นทุกเย็นที่กลับไปรายงานการทำงาน ฮุ่ยิ่และฮุ่ยิต่างก็มีออร์เดอร์กลับมาด้วยทุกวัน
“พี่ฮุ่ยิ่ พี่ชายท่านนี้คือใครหรือ” โจวหยวนเฉิงถาม
“นี่คือน้องชายของข้าเองขอรับ ชื่อฮุ่ยิ คุณชายรองอย่าเพิ่งตำหนิเขาเลยนะขอรับ เป็ข้าที่เรียกให้เขามาช่วยงานเอง เสื้อผ้าที่เขาใส่อยู่นี้ ข้าแค่ให้เขายืมใส่ชั่วคราวเท่านั้น หลังจบงานแจกใบปลิว ข้าก็จะให้เขากลับไปทำงานของเขาแล้วขอรับ” ฮุ่ยิ่รีบอธิบาย
“ตอนนี้พี่ฮุ่ยิทำงานอยู่ที่ไหนหรือ” โจวหยวนเฉิงถามยิ้มๆ
“ข้าทำงานที่ท่าเรือ รับจ้างแบกหามทั่วไป” ฮุ่ยิตอบ
“อย่างนี้นี่เอง ร่างกายท่านถึงได้ดูสูงใหญ่กำยำมาก ท่านต่อสู้เป็ไหม”
ฮุ่ยิพยักหน้ารับ “ท่านพ่อเคยสอนวรยุทธ์ให้ข้าอยู่บ้าง แต่พี่ใหญ่ต่อสู้ไม่เป็เพราะเขาเรียนหนังสือเพียงอย่างเดียว”
“หากในอนาคต ข้าจะให้ท่านเดินทางไปไกลเพื่อติดต่อการค้าให้ ท่านยินดีจะมาทำงานให้ข้าไหม ท่านกลัวที่ต้องเดินทาง เอ่อ...กลัวว่าจะเกิดเื่ร้ายขึ้นเหมือนกับที่บิดาท่านประสบหรือไม่”
“ข้าชอบเดินทาง ข้าไม่กลัว อีกทั้งท่านแม่ก็มีพี่ใหญ่คอยดูแลอยู่แล้ว ข้าจึงไม่จำเป็ต้องห่วงอะไรอีก” ฮุ่ยิตอบจริงจัง
“ท่านชอบเรียนหนังสือหรือไม่ เรียนยากมาก และเป็สิ่งที่ท่านไม่เคยเรียนมาก่อน ท่านจะถอดใจระหว่างทางหรือไม่” โจวหยวนเฉิงถามย้ำ
“เอ่อ...การเรียนที่ว่า มันมีผลกับงานที่ข้าจะทำหรือขอรับ” ฮุ่ยิเริ่มไม่มั่นใจ
“มีความจำเป็และสำคัญมาก” โจวหยวนเฉิงตอบ
“อย่างนั้น ข้าก็จะพยายามให้เต็มที่ขอรับ”
โจวหยวนเฉิงยิ้มรับ เขาเริ่มวางแผนการในอนาคตไว้แล้ว ขอเพียงแค่การสอบผ่านพ้นไป เขาจะเริ่มแผนธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มที่