ครืด~
เมื่อเปิดประตูสองบานออก จางหลินก็พบว่าในตำหนักของเขามีข้าวของเครื่องใช้อยู่ครบครัน
แน่นอนว่ายังมีมุมสำหรับการอ่านเขียน ที่นั่นมีม้วนกระดาษ พู่กัน ชั้นวาง หรือแม้แต่ตำราทุกแขนงวางอยู่
ทุกอย่างนี้ได้ถูกเตรียมพร้อมสำหรับการเข้าพักในทันที
นี่เป็นความเป็นอยู่ที่ดีที่จางหลินคาดไม่ถึงอย่างแท้จริง
จางหลินที่รู้สึกแปลกที่แปลกถิ่นก็ยิ้มขมขื่น เขาเข้าไปในห้องนอนและวางย่ามลงข้างเตียง “ดูเหมือนว่าข้าจะต้องเริ่มต้นใหม่จากที่นี่”
เขาขึ้นไปนั่งบนเตียงพลางหลับตาเข้าสู่สภาวะฌาณเพื่อฝึกฝนเป็นอันดับแรก
หลังจากดำดิ่งลงไปในทะเลแห่งจิตวิญญาณ จางหลินก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้งก่อนจะพบว่า ต้นไม้แห่งจิตวิญญาณเริ่มแผ่กิ่งก้านมากขึ้นเรื่อยๆ จนให้ความรู้สึกราวกับมันเป็นต้นหลิวที่โตเต็มที่
จางหลินจำได้ว่าจิตวิญญาณพฤกษามีการเปลี่ยนแปลงรูปลักษณ์หลังจากที่ดูดซับอักขระโบราณนับหมื่นเข้าไป
นั่นทำให้เขาหวนนึกถึงการวิวัฒนาการของจิตวิญญาณยุทธ์
จิตวิญญาณพฤกษาของเขาคงจะผ่านการวิวัฒนาการแล้วเป็นแน่
จางหลินเดินเข้าไปใกล้ๆ และนั่งลงภายใต้ต้นหลิวสูงใหญ่ ก่อนจะหลับตาลงเพื่อดูดซับปราณแห่งจิตวิญญาณเข้าสู่เส้นลมปราณในทันที
ครืน!
ปราณจิตวิญญาณจากสภาพแวดล้อมรอบๆตำหนัก กำลังถูกดูดซับเข้าสู่ตันเถียนของจางหลินอย่างเงียบๆ
โดยหารู้ไม่ว่าทันทีที่เขาได้เข้าสู่สภาวะฌาณ สวนดอกไม้ทั้งหมดที่รายล้อมตำหนักก็ค่อยๆเหี่ยวเฉาและสูญเสียความมีชีวิตชีวาไปโดยสิ้นเชิง...
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม จางหลินสัมผัสได้ถึงความบริสุทธิ์ของปราณจิตวิญญาณที่หลั่งไหลเข้ามาราวกับกระแสน้ำเชี่ยวกราก เขาเปลี่ยนผนึกมือก่อนจะได้ยินเสียง “ครืน!” ไหลผ่านไปยังจุดชีพจรทั้งห้าสิบสองจุด
พายุพลังปราณที่ล้อมรอบร่างของเขาค่อยๆเลือนหายไป เขาลืมตาขึ้นอย่างช้าๆด้วยความแปลกใจ “แม้จะดูดซับปราณจิตวิญญาณไปมากถึงขนาดนั้น แต่ดูเหมือนตันเถียนของข้าจะยังขาดปราณจิตวิญญาณอีกมาก ถึงจะสามารถเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้”
ดูเหมือนว่าการที่เขาไม่ได้ฝึกฝนปราณในช่วงระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา จะทำให้การทะลวงคอขวดเข้าสู่ขอบเขตถัดไปมีหลายปัจจัยที่ต้องสอดคล้องกับร่างกายของเขาในปัจจุบัน
นั่นจึงทำให้การดูดซับปราณจิตวิญญาณทั่วไปไม่สามารถทำให้เขาทะลวงเข้าสู่ขอบเขตก่อกำเนิดได้ในเร็วๆนี้
“ดูเหมือนว่าข้าจะเร่งตนเองมากไป” จางหลินส่ายหน้าอย่างช่วยไม่ได้
จากนั้นเขาเดินตรงไปที่หลังต้นหลิวและพบเข้ากับเถาวัลย์หนามมากมาย ราวกับว่ามันเป็นเถาวัลย์หนามที่พร้อมจะฉีกกระชากทุกสิ่งอย่างที่ขวางหน้าได้อย่างน่าสยดสยอง!
จางหลินเงยหน้าขึ้นมองเถาวัลย์หนามอย่างแปลกใจ พลางใช้มือจับเถาวัลย์หนามขณะตรวจสอบด้วยความสงสัย “ตามปกติคุณลักษณะของพฤกษาควรจะเป็นการรักษาและฟื้นฟูมิใช่หรือ? ไฉนข้าถึงรู้สึกว่าจิตวิญญาณพฤกษานี้มีไว้เพื่อการเข่นฆ่าโดยเฉพาะ?”
แม้จะกำลังสงสัย แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะเชื่อคำเตือนของซุนจินหลงและหลี่เชียนเหม่ยที่ว่า ห้ามแสดงจิตวิญญาณยุทธ์ของเขาให้ใครเห็นเป็นอันขาด
ฉะนั้นแล้วในการต่อสู้ เขาจะใช้เพียงแค่เถาวัลย์หนามเท่านั้น และไม่เปิดเผยรูปลักษณ์ของต้นหลิวสีทองให้ใครได้เห็น จนกว่าจะเข้าใจว่าเหตุใดทั้งสองถึงได้ตักเตือนเขาเกี่ยวกับการเปิดเผยรูปลักษณ์ที่แท้จริงของจิตวิญญาณพฤกษา
ด้วยความอ่อนเพลียและความอ่อนล้าจากการเดินทาง จางหลินตัดสินใจอาบน้ำและเลือกที่จะเข้านอนพักฟื้นร่างกายสำหรับวันพรุ่งนี้
ไม่นานเขาก็ผล็อยหลับไป...
โดยที่เขาไม่รู้ตัวเลยว่าขณะที่เขาหลับ ต้นหลิวสีทองในร่างของเขายังคงดูดซับปราณจิตวิญญาณรอบๆอาณาบริเวณของตระกูลหนี่เข้าไป ทำให้ต้นของมันสูงใหญ่ขึ้นและมีใบไม้สีทองที่บานสะพรั่งอย่างงดงาม
.
.
.
“อ๊า!”
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?”
“สวนสมุนไพรของข้า!”
“มันผู้ใดทำให้สมุนไพรของข้าต้องอยู่ในสภาพนี้!?”
“เอ่อ... เหตุใดสวนดอกไม้ถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?”
“.....”
เสียงตะโกนและเสียงอุทานหลายเสียงได้ปลุกให้จางหลินตื่นขึ้นจากการหลับใหลจนลุกขึ้นพรวดนั่งบนเตียง
เมื่อตั้งสติได้จางหลินก็มองผ่านม่านหน้าต่างในห้องนอน และพบว่านี้เป็นเวลาช่วงเช้าแล้ว
เขาไม่คาดคิดเลยว่าเขาจะนอนหลับสนิทจนไม่ได้เปิดประสาทสัมผัสทั้งห้าไว้อย่างที่เคยทำ
ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะถูกใช้งานหนักเกินไปในระยะเวลาหลายวันที่ผ่านมา จนทำให้ความเหนื่อยล้าที่สะสมปิดตายร่างกายให้อยู่ในสภาวะที่ไม่สามารถรับรู้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นรอบตัวได้ในขณะที่เขาหลับ
ขณะที่เขายังคงงัวเงียและเมาขี้ตา จู่ๆก็มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น ตามด้วยเสียงของหนี่ซวงที่เรียกหาเขาอย่างร้อนใจ “เฟยหยาง เจ้าอยู่ข้างในนั้นหรือไม่?”
จางหลินเหลือบมองประตูอย่างแปลกใจ ว่าเหตุใดน้ำเสียงของหนี่ซวงถึงได้ดูร้อนรนแปลกๆ
เขารีบลุกขึ้นไปเปิดประตูก่อนจะพบเข้ากับร่างของหนี่ซวงที่รออยู่หน้าประตูด้วยสีหน้าที่ไม่สู้ดี
และยังมีสาวใช้ รวมถึงชายชราเกือบจะสิบคนมาล้อมรอบตำหนักของเขาไว้ด้วยดวงตาที่เบิกกว้างด้วยความตกใจและความเศร้าหมอง
การปรากฏตัวที่เอิกเริกของกลุ่มคนขนาดใหญ่ทำให้จางหลินตกใจยิ่งกว่า จนเขาต้องหันไปถามหนี่ซวงอย่างมึนงงว่า “แม่นางหนี่ เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
หนี่ซวงที่เห็นสีหน้าที่มึนงงของจางหลินก็รีบเอ่ยถาม พลางกวาดตาตรวจสอบสภาพร่างกายของเขา “จะ-เจ้าไม่เป็นอะไรเลยหรือ?”
จางหลินกระพริบตาอย่างสับสน “แล้วข้าต้องเป็นอะไรด้วยงั้นหรือ?”
ความฉงนและความไม่รู้บนใบหน้าของจางหลิน ทำให้หนี่ซวงรีบดึงแขนของเขาให้ออกมาจากตำหนัก “เจ้าควรจะมาดูด้วยตาของเจ้าเอง”
จางหลินไม่ได้ต่อต้าน และปล่อยให้ร่างถูกดึงออกไปโดยหนี่ซวง จนเขามารวมตัวกับฝูงชนที่กำลังมุงรอบๆตำหนักด้วยคำถามมากมายบนใบหน้า
หนี่ซวงหันหลังและชี้ไปยังพื้นที่รอบๆตำหนักของเขาให้เขาได้ประจักษ์ “เฟยหยาง ดูนั่น”
จางหลินที่ยังคงสับสนได้มองตามทิศทางที่หนี่ซวงชี้ไป
แต่เมื่อเขาได้เห็นฉากตรงหน้า ดวงตาของเขาก็เบิกกว้างด้วยความมึนงงยิ่งกว่าเดิม
นั่นเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ควรจะเป็นสวนสมุนไพรและสวนดอกไม้ที่บานสะพรั่ง กลับกลายเป็นพื้นที่แห้งแล้งราวกับมันไม่มีน้ำไปหล่อเลี้ยงเพียงพอ
หน้าดินที่เคยชะอุ่มด้วยปราณจิตวิญญาณก็ยังแปรเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแห้งกรำ ส่งผลให้ส่วนสมุนไพรและดอกไม้ทั้งหมดเหี่ยวเฉาและตายซากกลายเป็นสีดำ เพราะไร้ซึ่งปราณจิตวิญญาณไปหล่อเลี้ยง
เมื่อมองออกไปอีกด้านที่เป็นตำแหน่งของศาลาริมน้ำก็พบว่า แม่น้ำที่ครอบคลุมศาลากลับแห้งเหือด มีปลาที่ถูกเลี้ยงไว้ดิ้นอยู่บนหน้าดิน แม้แต่ดอกบัวทั้งหมดในสระก็สูญเสียความมีชีวิตชีวาไปโดยสิ้นเชิง