ตอนที่ 95 ก็ต้องทำตัวน่ากินไว้หน่อยรึเปล่า
อารากะยังคงตกตะลึงกับภาพตรงหน้า เขากลืนน้ำลายอึกใหญ่อย่างเต็มฝืน มือทั้งสองสั่นระริก องค์หญิงไพลินทางด้านข้างยิ้มกว้างอย่างสะใจ อริยะแปลงเพลิงเพียงยิ้มน้อย ๆ ส่วนไลล่าที่เพียงได้ยินกิตติศัพท์ของนิทานมาเล็กน้อยปฏิกิริยาไม่ได้ต่างไปจากอารากะมากนัก เธอเหม่อมองนิทานที่หอบหายใจน้อย ๆ อย่างไม่วางตา
ผู้คุ้มกันทั้งสองต่างเบิกตากว้างขณะจับจ้องไปยังชายหนุ่มและสุนัข พวกเขาล้วนเป็นอริยะ พวกเขาจึงมั่นใจยิ่งว่าอริยะแปลงเพลิงได้โจมตีด้วยพลังที่ใกล้เคียงกับระดับอริยะจริง และที่สำคัญกว่านั้นคือเด็กคนนี้ที่เป็นเพียงผู้เรียนรู้กลับต้านมันได้!
อารากะพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เขากลับนึกไม่ออกว่าจะพูดว่าอะไรดี ได้แต่อ้ำอึ้ง เขาต้องยอมรับโดยดุษณี เขาไม่เคยเห็นผู้เรียนรู้ที่แข็งแกร่งเช่นนี้มาก่อน
ผ่านไปสักพักอารากะจึงตั้งตัวได้ เขาจัดเสื้อผ้าและสีหน้าจนเรียบร้อยแล้วจึงพูดขึ้น
“น่าประทับใจมากครับคุณนิทาน วงจันทรา คุณแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่ผมเคยได้ยินมาเสียอีก” อารากะตอบ เสียงยังคงสั่นเล็กน้อย
“หากอนาคตก็ยังเป็นอนาคต ไม่มีอะไรยืนยันว่าคุณนิทานจะขึ้นเป็นนักสลักในเวลาอันสั้น” อารากะพยายามต่อรอง
องค์หญิงไพลินยิ้มมุมปาก การที่อารากะเริ่มต่อรองหมายความว่าเขานั้นติดเบ็ดเข้าแล้ว หลังจากนี้จึงเป็นตาของเธอแล้วที่จะรีดผลประโยชน์จากเขาให้มากที่สุด
นิทานนั้นแสดงพลังมากกว่าที่เธอคิดไว้มาก แม้เธอจะพอเดาได้ว่านิทานสามารถเทียบเคียงอริยะได้ในระยะเวลาสั้น ๆ แต่เธอกะว่าจะให้นิทานแสดงความสามารถระดับนักสลักเอกก็มากเพียงพอแล้ว แผนของเธอต้องการเพียงแค่นั้น
และเมื่ออารากะเห็นดังนั้น เขาก็จะนึกถึงความเป็นไปได้ที่เมื่อนิทานขึ้นเป็นนักสลักแล้ว เขาอาจสามารถเข้าไปถึงส่วนลึกของสุสานได้จริง ๆ และเธอก็จะใช้จุดนี้ล่อลวงให้กลุ่มการค้าอิสึกะมาสนับสนุนเธอ แม้อาจจะไม่ได้เต็มตัวแต่เพียงสนับสนุนระดับหนึ่งก็มากเกินพอแล้ว
แต่นิทานกลับทำมากกว่านั้น นิทานแสดงความสามารถที่เกือบเทียบเท่าอริยะ และเพราะการนั้นทำให้อารากะมองการณ์ไกลยิ่งขึ้นไปอีก
หากนิทานมีเพียงพลังระดับนักสลัก อารากะอาจจะมองว่าเมื่อนิทานเป็นนักสลักแล้วเขาสามารถจัดกลุ่มสำรวจร่วมกับนิทานที่มีโอกาสนำข้อมูลวิจัยออกมาได้
แต่ในกรณีที่นิทานมีพลังเกือบเทียบเท่าอริยะ ทุกสิ่งจะกลับตาลปัตรทันที หมายความว่าเมื่อนิทานขึ้นเป็นนักสลักเมื่อใดความสามารถของเขาจะพอเทียบเคียงอริยะได้ระดับหนึ่งโดยที่ตนยังเป็นเพียงนักสลักเอกเท่านั้น และพลังระดับนั้นมีโอกาสสูงมากที่จะนำข้อมูลวิจัยออกมาได้
ความสามารถระดับนี้เพียงหาได้จากนักสลักเอกที่ค้นพบคำแห่งพลังครบ 5คำเท่านั้น และตัวตนระดับนั้นแม้แต่กลุ่มการค้าอิสึกะก็ยังไม่มีในสังกัด ไม่แม้แต่จะพบเจอเพื่อฟูมฟัก พวกเขาเพียรพยายามหาเพื่อจ้างวานหากความพยายามของพวกเขานั้นไร้ผลลัพธ์มาเป็นเวลานานแล้ว
ต้องเข้าใจก่อนว่าข้อมูลวิจัยนั้นสำคัญกับกลุ่มการค้าอิสึกะถึงเพียงไหน รากฐานของกลุ่มการค้าอิสึกะคือปลาคาร์ปผนึกอักษร เพียงแค่มีมันกลุ่มการค้าอิสึกะก็ขึ้นเป็นหนึ่งในสองกลุ่มการค้ายักษ์ใหญ่ของทวีปเคียงข้างกลุ่มการค้าเชียนเป่าได้แล้ว หากเขาสามารถวิจัยพันธุ์และพัฒนามันได้ การขึ้นเป็นอันดับหนึ่งย่อมไม่ใช่สิ่งที่ไกลเกินเอื้อมอีกต่อไป
ดังนั้นหากเขาลงทุนกับนิทานและสำเร็จขึ้นมา ผลประโยชน์ที่พวกเขาจะได้รับนั้นจะมากมายมหาศาลมากกว่าเพียงสนธิสัญญาเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่ใช้เพียงในอาณาจักรไฟกัลป์ อย่างไรพวกเขาก็มีสาขาอยู่ทั่วทวีป
และเพราะเหตุนั้นองค์หญิงไพลินจึงต้องการใช้จุดนี้เพื่อดึงให้กลุ่มการค้าอิสึกะมาเข้าร่วมกับเธอ
หากเข้าร่วมกับเธอ พวกเขาจะมีสิทธิ์ได้พูดคุยเจรจาต่อรองกับนิทาน!
หากนิทานร่วมมือด้วยและขึ้นเป็นนักสลัก พวกเขาจะได้รับข้อมูลวิจัย!
ดังนั้นจุดเริ่มต้นแรกคือกลุ่มการค้าอิสึกะต้องสนับสนุนไพลินเสียก่อน!
“คุณตาคงเห็นแล้วใช่มั้ยคะ ถึงจะต้องใช้เวลาอีกนานเพื่อพิสูจน์แต่ความเป็นไปได้มันน้อยแค่ไหนกัน คุณตาคิดว่าอัจฉริยะระดับนี้จะติดอยู่ที่ระดับผู้เรียนรู้เหรอคะ?” องค์หญิงไพลินจี้
อารากะได้แต่ยอมรับว่าสิ่งที่เธอพูดเป็นความจริง เขาพยายามนึกหาวิถีทางที่พวกเขาจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดตามวิสัยของจิ้งจอกเฒ่า แม้ผลประโยชน์จะอยู่ตรงหน้าแล้ว แต่ถ้าเขาเพิ่มมันได้ แล้วเรื่องอะไรจะปล่อยผ่านไป ชั่วครู่หนึ่งนัยน์ตาของเขาก็เรืองแสงวาบ รอยยิ้มของนักธุรกิจปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง
“การเจรจาครั้งนี้น่าสนใจมากจริง ๆ ครับ หากไม่รังเกียจไม่ทราบว่าคุณนิทานพอจะมีเวลามาพบผมในภายหลังบ้างมั้ยครับ ผมต้องการคุยเรื่องค่าตอบแทนสำหรับการจ้างวาน” อารากะยิ้มพลางมองไปที่นิทาน
ไลล่าได้ยินเช่นนั้นก็ขมวดคิ้วแน่น เธอมองอารากะอย่างไม่พอใจนัก
แม้ฉากหน้าจะพูดถึงเรื่องการเจรจา แต่เธอไม่ใช่คนโง่ สิ่งที่เขาต้องการสื่อคืออารากะต้องการจะเจรจากับนิทานโดยตรงโดยที่ไม่ผ่านองค์หญิงไพลิน!
อารากะยิ้มอย่างยินดีในหัว หากเขาสามารถเจรจากับนิทานโดยตรงเขาก็ไม่จำเป็นต้องเข้าร่วมสงครามการเมืองให้ลำบาก จากที่เขาสืบค้นมา นิทานเป็นเด็กกำพร้าและมีนิสัยชอบเงิน เขามั่นใจว่าเขาสามารถมอบผลประโยชน์ที่คุ้มค่ายิ่งกว่าองค์หญิงไพลินให้เขาได้
ที่สำคัญก็คือ อารากะมั่นใจว่านิทานและองค์หญิงไพลินรู้จักกันเป็นเวลาไม่นานนัก สายข่าวรายงานว่าปฏิสัมพันธ์แรกระหว่างพวกเขาคือในงานเลี้ยงขององค์ชายจันทรกานต์ พวกเขาสมควรไม่ได้ผูกพันฉันท์นายบ่าวมากมายเพียงนั้น จากตอนนั้นก็ผ่านมาราว ๆ 1เดือนเท่านั้น
ถึงพวกเขาจะรู้จักกันมาก่อนหน้า นิทานก็พึ่งเข้าเมืองหลวงมาเพียงไม่กี่เดือนเท่านั้น เขาไม่ควรผูกพันอะไรนักกับฝักฝ่ายขององค์หญิงไพลิน ทั้งหมดนี้ทำให้เขามั่นใจว่าเขาสามารถล่อลวงนิทานเองได้
ไลล่าเห็นรอยยิ้มมั่นใจของอารากะแล้วก็กังวลไม่น้อย เธอย่อมเป็นคนหนึ่งที่สืบค้นอดีตของนิทานเช่นเดียวกัน ทำไมเธอจะไม่ทราบว่าอารากะคิดอ่านอย่างไร เธอต้องยอมรับด้วยซ้ำว่าแนวคิดของอารากะนั้นมีโอกาสถูกต้องสูงยิ่ง
เธอมองไปทางองค์หญิงไพลิน หวังว่าเธอจะหาทางพูดอะไรสักอย่าง ในสายตาของเธอเด็กกำพร้าเช่นนิทานย่อมตามเหลี่ยมของจิ้งจอกเฒ่าไม่ทันเป็นแน่ อย่างน้อย ๆ องค์หญิงไพลินก็ควรพูดอะไรบ้างเพื่อชักจูงเขา
หากองค์หญิงไพลินกลับไม่แสดงท่าทีกังวลแม้แต่น้อย เธอเพียงยิ้มสบายยกชาขึ้นมาจิบ ไม่แม้แต่จะหันไปมองนิทานซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญ
“ต้องขอโทษจริง ๆ ครับแต่ผมคงไม่สะดวกเท่าไหร่ งานของหน่วยพิทักษ์เมืองค่อนข้างยุ่ง คุณอารากะสามารถพูดคุยกับองค์หญิงได้เลยครับผม เธอว่ายังไงผมก็ว่างั้น” นิทานยิ้มกว้าง
เพราะเธอเชื่อใจเขาสุดหัวใจ เธอเชื่อมั่นว่าเขาไม่มีวันหักหลังเธอ มุมปากของเธอเผยรอยยิ้มน้อย ๆ
ไลล่าเผยรอยยิ้มกว้าง มองนิทานอย่างอบอุ่นและยอมรับ ต่างกับอารากะที่นิ่งไป
ระยะเวลาผ่านไปเป็นเวลานาน อารากะที่นิ่งเงียบก็ถอนหายใจในที่สุด
“ตกลงครับ หากคุณนิทานสามารถขึ้นเป็นนักสลักได้ก่อนการเลือกตั้งในอีก 3ปีและสามารถนำข้อมูลวิจัยออกมาได้ กลุ่มการค้าอิสึกะจะเข้าร่วมสนับสนุนองค์หญิงไพลินขึ้นเป็นผู้ประคองบัลลังก์ ไม่ใช่เพียงตัวแทนจากสาขา หากแต่เป็นทั้งกลุ่มการค้าครับ” อารากะเอ่ยขึ้นอย่างยินยอม
องค์หญิงไพลินฉีกยิ้ม หากเธอกลับไม่ได้ตอบตกลงในทันใด
“หลัง 3ปีก็อาจเป็นไปได้ค่ะ แต่เราต้องการการสนับสนุนจากสาขาทันที แลกกับการที่หากนิทานขึ้นเป็นนักสลักเมื่อใด เขาจะเจรจาค่าตกลงในการบุกเข้าสุสานค่ะ หากเกิดขึ้นก่อน 3ปี การสนับสนุนจะยกระดับจากสาขาเป็นทั้งกลุ่มการค้า หากเกิดขึ้นหลังสามปี เพียงจากสาขาก็เพียงพอค่ะ” องค์หญิงไพลินต่อรอง
กลุ่มการค้าเชียนเป่าก็สนับสนุนพี่ของเธอเพียงแค่ระดับสาขา ไม่ใช่ทั้งกลุ่มการค้า ดังนั้นแค่นี้เธอก็พอใจมากแล้ว
“ผมเห็นด้วยครับ แต่ต้องเพิ่มข้อตกลงที่ว่าคุณนิทานต้องเข้าร่วมหน่วยขุดค้นอย่างแน่นอน ไม่มีการบิดพลิ้วทีหลังครับ” อารากะเสริม
“เรื่องนั้นไม่เกี่ยวข้องกับเราค่ะ การที่คุณจะโน้มน้าวนิทานให้เข้าร่วมได้หรือไม่นั้นอยู่ที่ตัวพวกคุณและนิทานเอง ไม่ใช่เราค่ะ” องค์หญิงไพลินยิ้ม
อารากะหันหน้าไปมองทางนิทานพลางทำสีหน้าขบคิด เขาพยายามคิดหาวิธีที่จะทำให้นิทานยอมเข้าร่วมโดยที่เขาไม่ต้องเสียมากจนเกินไป
นิทานเห็นดังนั้นจึงฉีกยิ้มเจ้าเล่ห์ ส่งกระแสจิตไปหาคีตา
“คุณอารากะครับ ผมเป็นผู้ฝึกสัตว์ครับ” นิทานเอ่ยขึ้น เรียกสายตาของอารากะให้หันไปมองที่คีตาที่กระดิกหางไปมา
ตัวของมันเริ่มแผ่พลังระดับสูงออกมา เหนือหัวปรากฏเงาร่างของหอกที่ถูกปั่นจนเป็นสีขาวขึ้นอีกครั้ง มันแล่นเปรี๊ยะด้วยกระแสไฟฟ้าสีน้ำเงินที่ส่องประกายเจิดจ้า ห้วงอากาศเริ่มปั่นป่วนจากการหมุนอันทรงพลังและกระแสไฟฟ้าที่กระจายโดยรอบ
อริยะแปลงเพลิงเห็นดังนั้นก็เลิกคิ้วขึ้นน้อย ๆ ก่อนจะยิ้มออกมา เธอดีดนิ้วเสกลูกไฟที่เล็กลงเล็กน้อยขึ้นมาอีกครั้งพลางโยนไปทางคีตา อารากะเหม่อมองภาพนั้นอย่างนิ่งอึ้ง เขาพลันนึกถึงคำศัพท์ในสารานุกรมคำแปลกจากทั่วมหาทวีป
“เดจาวู…” อารากะพึมพำ
หอกนั้นปะทะเข้ากับลูกไฟของอริยะแปลงเพลิงจนสลายหายไปทั้งคู่อีกครั้ง ท่ามกลางฝุ่นควัน สุนัขสีดำตัวใหญ่ตัวนั้นยังคงสุขสบายดี ชายหนุ่มทางด้านข้างก็ยังยิ้มกว้างเช่นเดิม
อารากะก็เป็นอริยะคนหนึ่ง เขาย่อมรับรู้ได้ว่าพลังที่อริยะแปลงเพลิงปล่อยออกไปนั้นเป็นของจริง มิใช่การรวมหัวกันแหกตาเขาแต่อย่างใด หากเวลานี้เขากลับเริ่มสงสัยตนเองขึ้นมาแล้วว่าเขาแก่เกินไปจนตามโลกไม่ทันแล้วหรือไม่
ไม่เพียงตัวนิทานเองเท่านั้นที่เป็นอัจฉริยะ หากสัตว์คู่หูของเขาก็สามารถใช้การโจมตีในระดับเดียวกันได้
“ผู้ฝึกสัตว์จะแข็งแกร่งที่สุดเวลาอยู่กับสัตว์คู่หูครับ” นิทานขยิบตา
อารากะพลันหัวสมองแล่นเร็วฉิว นิทานแข็งแกร่งยิ่งกว่าที่เข้าใจขึ้นไปอีก แถมยังมีสัตว์คู่หูที่ไม่ด้อยไปกว่ากันนัก ความสามารถระดับนี้แทบจะการันตีได้เลยว่าอนาคตของพวกเขาย่อมรุ่งโรจน์!
ไม่เพียงความร่วมมือเรื่องสุสานขุนนางพันธุ์ผสมเท่านั้น อัจฉริยะเช่นนี้ผูกไมตรีไว้ย่อมไม่มีขาดทุน!
อารากะสลับไปมององค์หญิงไพลินและนิทานไปมา ในที่สุดเขาก็หัวเราะขึ้นมาอย่างยอมจำนน
“ตกลงครับ กลุ่มการค้าอิสึกะสาขานครรัตนะจะสนับสนุนองค์หญิงไพลินในศึกชิงตำแหน่งผู้ประคองบัลลังก์ และภายในระยะเวลา 3ปีก่อนการเลือกตั้ง หากนิทาน วงจันทราสามารถนำข้อมูลวิจัยจากส่วนลึกที่สุดของสุสานขุนนางพันธุ์ผสมมามอบให้พวกเราได้ กลุ่มการค้าอิสึกะทั้งทวีปจะสนับสนุนองค์หญิงไพลินเต็มกำลัง” อารากะกล่าวขึ้น
“และแน่นอนว่าค่าตกลงและผลตอบแทนของนิทาน วงจันทราจะถูกเจรจาในภายหลัง ทางเราขอรับปากว่าจะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าแน่นอนครับ” อารากะยิ้มขณะหันไปมองนิทาน
องค์หญิงไพลินฉีกยิ้ม บันทึกของเธอหน้าหนึ่งพลันฉีกขาดออก ปากกาวิเศษลอยขึ้นฟ้า บรรจงเขียนสัญญาอย่างรวดเร็ว องค์หญิงไพลินกัดนิ้วโป้งของตนแล้วจึงประทับตราโลหิตลงไป
อารากะรับสัญญามาอ่านอย่างละเอียดแล้วจึงกัดนิ้วโป้งของตนประทับตราโลหิตเช่นกัน สัญญาการร่วมมือเป็นอันเสร็จสิ้น ทีนี้องค์หญิงไพลินก็ได้รับผู้สนับสนุนด้านการเงินที่ไม่ด้อยไปกว่ากลุ่มการค้าเชียนเป่าแล้ว
หลังจากการเจรจารายละเอียดปลีกย่อยอีกชั่วครู่ อารากะก็ขอตัวกลับไปจัดการธุระด้านอื่น และบอกให้พวกเขาสามารถพักผ่อนได้ตามอัธยาศัย พร้อมทั้งทิ้งคนรับใช้จำนวนหนึ่งไว้คอยดูแล
เมื่ออารากะจากไปแล้ว นิทานจึงถอนหายใจยาว บรรยากาศอึดอัดก่อนหน้าในที่สุดก็หายไปเสียที
การคุยธุรกิจโคตรน่ากลัวเลย! นิทานระบายลมหายใจอีกครั้ง
เพียงแค่เขามองดูจากด้านข้างเขายังหายใจไม่ทั่วท้อง ทั้งการพูดคุยที่แฝงความหมายแฝงไว้เต็มไปหมด การเสนอผลประโยชน์และการข่มขู่ การจดจ้องปฏิกิริยาของอีกฝ่ายและการจี้จุดอ่อน ยังมีการพูดจาที่พยายามทำให้ฝังตนได้เปรียบที่สุดอีก
เขารู้สึกนับถือไพลินจากใจจริงที่สามารถทำอะไรเช่นนั้นได้ หากเป็นเขา เขาคงสติหลุดไปในไม่กี่ประโยคแรกแล้ว
“เอ้านิทาน เกือบลืมแน่ะ นี่โลหิตสรรพชีวิตของคีตา” องค์หญิงไพลินล้วงลงในกระเป๋าบรรจุวัง หยิบขวดใสที่บรรจุของเหลวสีแดงหลายเฉดสีขึ้นมามอบให้
“จบงานก็ให้รางวัลเลยนะ” นิทานหัวเราะ
“รางวัลอะไรเล่า บอกแล้วไงว่าให้เฉย ๆ อีกอย่าง นายน่ะเล่นใหญ่ไปหน่อยรึเปล่า เราคิดว่านายจะแสดงพลังนิดเดียวเองนะ นี่เราเตรียมวิธีพูดล่ออารากะมาตั้งเยอะนะ ไป ๆ มา ๆ ไม่ได้ใช้เลยสักนิด เผยพลังขนาดนี้ไม่เป็นไรเหรอ” ไพลินตีไหล่นิทาน สีหน้ากังวลเล็กน้อย
“เอ้า ก็ยังไงฉันก็ได้ของอีกต่อหนึ่งนี่ เพราะงั้นก็ต้องทำตัวน่ากินไว้หน่อยรึเปล่า” นิทานหัวเราะตอบ เขาไม่ได้โกหก ยิ่งเขาแสดงศักยภาพมากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งต่อรองค่าตัวได้มากเท่านั้น
“ขอบคุณนะ” องค์หญิงไพลินจ้องเข้าไปในนัยน์ตาของนิทานอย่างจริงจัง ในน้ำเสียงของเธอมีแต่ความซื่อตรงและจริงใจ
เธอรู้ว่านิทานไม่อยากเปิดเผยพลังมาก เธอจึงกะให้นิทานแสดงพลังเพียงเล็กน้อยเพื่อเป็นเบี้ยต่อรอง เธอยังมอบสิทธิ์ในการต่อรองให้แก่เขาเองเพื่อเป็นการชดเชยให้นิทานด้วย จะอย่างไรเธอก็ไม่ได้บอกนิทานเรื่องนี้ก่อนเพราะเธอกลัวข่าวหลุดเธอจึงรู้สึกผิดอยู่ไม่น้อย
หากนิทานกลับยินดีแสดงพลังที่เหนือกว่าที่เธอคิดไว้เพื่อให้มั่นใจว่าเธอจะได้รับการสนับสนุนที่ดีที่สุด เธอรู้ดีว่านิทานไม่ได้สนใจเรื่องเจรจาต่อรองขนาดนั้น หากเขาขัดสน เขารู้จักทั้งอินจันทร์ ฟาง หมิงและผู้พันลาลันตา จะให้ไปหาพี่ของเธอก็ยังได้ เขาสามารถทั้งปกปิดพลังของตนและได้รางวัลไปพร้อม ๆ กัน แต่เขาก็ยังเลือกที่จะสนับสนุนเธออยู่ดี
เพราะงั้นคำขอบคุณนี้จึงออกมาจากใจของเธออย่างแท้จริง
“ขอบคุณอะไรเล่า ฉันสิต้องขอบคุณ ไม่สิ คีตาก็ด้วย” นิทานอุ้มคีตาขึ้นมา มันเห่าโฮ่งพลางกระดิกหางไปมาอย่างน่ารัก ในปากของมันมีขวดโลหิตอยู่ แม้องค์หญิงไพลินจะไม่ได้เข้าใจคีตาเหมือนนิทาน แต่เธอก็รู้สึกได้ว่ามันกำลังเอ่ยขอบคุณเธอ
ไพลินลูบคีตาอย่างรักใคร่ เธอมองหน้านิทานแล้วจึงยกมือข้างหนึ่งไปทางเขา
นิทานเห็นดังนั้นก็หัวเราะ เขาจับอุ้งเท้าของคีตาและมือของตนไปประกบกับมือนั้น พวกเขาดึงมือถอยหลัง แล้วจึงตบกันอีกครั้งกลางอากาศดัง เพียะ
พวกเขาไม่ได้พูดอะไร เพียงมองหน้ากันและกันและหัวเราะอย่างมีความสุข อริยะแปลงเพลิงทางด้านหลังเพียงยิ้มน้อย ๆ ขณะมองหลานของตนฉีกยิ้มเบิกบานราวกับเด็กสาวธรรมดา ๆ ไม่ใช่องค์หญิงผู้แบกรับภาระมากมายไว้บนบ่า
ไลล่าและผู้คุ้มกันทั้งสองมองอนาคตของอาณาจักรไฟกัลป์ตรงหน้าของพวกเขาด้วยรอยยิ้ม
“รัตนชาติไม่จำเป็นต้องอยู่ท่ามกลางความมืดก็สามารถสะท้อนแสงจันทร์ได้สินะ” ไลล่ายิ้ม