นิทานคีตา กาลครั้งนั้น

    ตอนที่ 32 หน่วยพิทักษ์เมือง

             

            ตอนที่ 32 หน่วยพิทักษ์เมือง

             

             

            ณ ลานฝึกใหญ่ของหน่วยพิทักษ์เมือง ผู้พันลาลันตาพานิทานและคีตาเข้าสู่ลานฝึก รอบสนามต่างรายล้อมไปด้วยเจ้าหน้าที่สนามหลายร้อยคนยืนล้อมรอบเป็นวงขนาดใหญ่

             

            เจ้าหน้าที่เหล่านี้ต่างกระซิบกระซาบระหว่างกัน สีหน้าหลายคนมีท่าทางตื่นเต้นสนุกสนาน

             

            "ตะวันจำแลง ผู้พันลาลันตานี่หว่า ทำไมผู้พันถึงมาที่ลานฝึกละเนี่ย"

             

            "ไอ้หนุ่มหน้าขาวนั่นใคร ใช่คนที่พวกทหารยามลือกันว่ามาถึงก็ขอเข้าพบผู้พันได้เลยรึเปล่า"

             

            "หึ ก็คงเป็นพวกเส้นใหญ่กะมาขอรับตำแหน่งนั่นแหละ ผู้พันชอบเอาพวกนี้มาทดสอบต่อหน้าคนเป็นร้อยอยู่แล้ว ถ้าห่วยก็ไล่ตะเพิดกลับหมด"

             

            "สุนัขคู่หูนั่นตัวใหญ่มากเลย ขนก็ฟูสุดยอด อยากเข้าไปลูบจัง"

             

            เจ้าหน้าที่หน่วยสนามมากมายพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน บ้างมองผู้พันด้วยแววตานับถือ บ้างมองนิทานด้วยสายตาเหยียดหยาม

             

            นิทานรู้สึกอึดอัดเล็ก ๆ เมื่อต้องตกเป็นเป้าสายตาคนนับร้อย พอเห็นเจ้าหน้าที่หลายร้อยคนต่างจับจ้องมาที่ตนก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้

             

            เขาไม่ชอบคนเยอะ ๆ หากเลือกได้เขาขออยู่สงบ ๆ ดีกว่า

             

            ห่างไปอีกบริเวณหนึ่งเป็นเก้าอี้ขนาดเล็กที่ทอดตัวยาวเรียงกัน บนนั้นมีคนหลายสิบคนนั่งอยู่ ทั้งกลุ่มส่วนใหญ่ประกอบด้วยวัยกลางคนทั้งชายและหญิง มีเพียงส่วนน้อยที่ดูอยู่ในวัย 40 สัตว์อสูรบางส่วนที่อยู่ด้านหลังต่างนั่งกันเป็นระเบียบ แม้คนกลุ่มนี้จะมีเพียงไม่กี่สิบคน หากพลังที่แผ่ออกมากลับบดบังคนเจ้าหน้าที่สนามหลายร้อยคนจนมิด

             

            เกือบทั้งหมดเป็นผู้เรียนรู้ หากสัมผัสเขาไม่ผิดพลาด ราว 10คนในนั้นเป็นถึงนักสลัก

             

            ยิ่งสายตาที่จ้องมองมาของยอดฝีมือพวกนั้นทำให้เขาอึดอัดจนขนลุกไปหมด

             

            สู้กับหมีขนมรกตยังสบายกว่าเลยวุ้ย นิทานบ่นงึมงำ

             

            "ถ้านายจะเข้าเป็นหน่วยหลัก นายก็ต้องแสดงความสามารถให้พวกเขายอมรับก่อน แม้เจ้าหน้าที่หน่วยหลักจะเป็นหัวกะทิที่ออกปฏิบัติงานเป็นหลัก แต่เจ้าหน้าที่สนามก็ไม่ได้ด้อยกว่ากันขนาดนั้นหรอกนะ พวกเขาหลายคนแค่รอทำพิธีสลักคำเท่านั้น เกือบทั้งหมดก็เป็นแรกเกิดระดับ 1-2 คำ 3คำก็พอมีบ้าง " ผู้พันลาลันตากล่าว

             

            "เจ้าหน้าที่หลักน่ะส่วนใหญ่ก็อายุ 50กว่า เป็นผู้เรียนรู้ระดับ 3คำกันหมดแล้ว พวกอายุเลขสามก็มีเยอะ ก็นะ บางคนก็รีบร้อนทำพิธีสลักคำน่ะ" ผู้พันลาลันตาชี้ไปทางที่นั่ง

             

            "ฝีมือแต่ละคนไม่แพ้นักผจญภัยระดับมรกต ถึงได้รับความเคารพจากพวกเลือดร้อนบ้าบอได้ไงล่ะ" ผู้พันลาลันตากวาดตามองเจ้าหน้าที่สนามหลายร้อยคน

             

            "ส่วนนายน่ะอายุแค่เท่าไหร่ ยังเป็นเด็กน้อยชัด ๆ แทบจะอายุน้อยสุดในที่นี้แล้ว พวกเขาจะหมิ่นนายก็ไม่แปลกอะไร ในสงครามน่ะ พลังคืออำนาจ" ผู้พันลาลันตากล่าวต่อ

             

            นิทานพยักหน้ารับ เขาเข้าใจดีถึงแนวคิดจำพวกนี้ ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือพลัง ความเคารพอาจเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุไม่ว่าจะเป็นนิสัย บุญคุณ พลัง ความผูกพันและอื่น ๆ แต่ในสงครามและสถานที่อันโหดร้ายอย่างกองทัพ พลังคือปัจจัยสำคัญที่สุดเสมอ

             

            นิทานนึกถึงคำพูดหนึ่งที่เขาอ่านเจอในตำรา ถ้าจำไม่ผิดเหมือนจะเป็นยามเผ่าครึ่งสัตว์ทำสงครามกับเผ่ารูเบียส เผ่าครึ่งสัตว์ที่ไม่ยอมก้มหัวแม้ว่าด้อยกว่า นายพลของฝั่งนั้นตะโกนก้องพลางพุ่งเข้าหากองทัพเผ่ารูเบียส

             

            'หากอยากให้พวกข้ายอมรับ ก็แสดงให้เห็นสิว่าแกคนเดียวก็กระทืบพวกข้าจมดินได้!'

             

            ผู้พันลาลันตาเดินมาหยุดอยู่ใจกลางลานฝึก เสียงอันกึกก้องดังกังวานไปทั่วอาณาบริเวณ ไอพลังอันแข็งแกร่งกดทับทุกผู้ให้สัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนาหนักราวกับแบกหินยักษ์ไว้บนบ่า

             

            "เอ้า ไอ้พวกสวะ! วันนี้เรามีผู้ทดสอบพิเศษมากันอีกแล้ว!" ผู้พันลาลันตาตะโกนก้อง เสียงเฮดังลั่นดังตอบรับจากคนหลายร้อยรอบสนาม

             

            "ไอ้สวะอย่างพวกแกคงรู้ใช่มั้ยว่าต้องทำยังไง!" ผู้พันลาลันตาตะโกน

             

            "กระทืบมันให้จมดินแล้วเตะตูดมันกลับบ้านไป!" เสียงตอบรับดังจากทั่วทุกสารทิศ

             

            นิทานที่ฟังอยู่ด้านข้างพลางกลืนน้ำลาย คีตาที่รำคาญเสียงดังเอียงหัวไปซบนิทานเพื่อบังเสียง

             

            "ถูกต้อง! แล้วไอ้พวกเจ้ายศลูกคุณที่หวังแต่ใช้เส้นสายเข้ารับตำแหน่งล่ะ?" ผู้พันถามต่อ

             

            "ซัดมันให้ฟันหักกลับไปหาพ่อแม่มัน!" เหล่าหน่วยฝึกหัวเราะอย่างรื่นเริง

             

            "ถูกต้อง! ในหน่วยพิทักษ์ของฉัน ฉันต้องการเพียงอย่างเดียว!" ผู้พันลาลันตาก็ร้องด้วยเสียงดังยิ่งกว่าเดิม

             

            "พลัง!" เจ้าหน้าที่สนามตะโกนตอบรับด้วยเสียงที่ดังกว่าเดิมเช่นกัน

             

            "หน่วยพิทักษ์ไม่รับผู้อ่อนแอ! หากอยากพิสูจน์ตัว ก็จงกระทืบคนอื่นให้ยับ!" ผู้พันลาลันตาตะโกนเรียกเสียงกู่ก้องมากมายจากฝูงชน

             

            เมื่อสิ้นเสียง ผู้พันลาลันตาหันมามองนิทานและคีตา ผู้พันสะบัดมือเล็กน้อย ร่างของพวกเขาก็ลอยขึ้นสู่สนามอย่างไร้ทางต้าน

             

            "ฉันมีทางเลือกให้นายสองทาง หนึ่ง ทดสอบการต่อสู้ นายต้องสู้กับเจ้าหน้าที่หน่วยหลักคนหนึ่ง เขาจะเป็นผู้ตัดสินเองว่านายมีความสามารถพอจะเข้าหน่วยหลักมั้ย หรือลงไปอยู่หน่วยเจ้าหน้าที่สนาม"

             

            นิทานพยักหน้ารับ

             

            "แบบที่สองคือทดสอบการตรวจตราพื้นที่รอบตัวและตรวจจับ คนที่มีพลังประเภทนี้น่ะหายากและมีประโยชน์มากกับการทำงานจริง เพราะงั้นถ้านายผ่านบททดสอบนี้ ถึงจะเป็นแค่ผู้เรียนรู้คำเดียวนายก็ได้เข้าหน่วยหลักทันที"

             

            ผู้มีความสามารถตรวจจับนั้นไม่ได้มีจำนวนเยอะ อาจจะน้อยกว่าผู้รักษาด้วยซ้ำไป ความสามารถตรวจจับนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการปฏิบัติงาน ไม่ว่าจะเป็นการตรวจตราผู้กระทำผิด การระวังการดักซุ่มโจมตีหรือแม้แต่การลอบโจมตีเองล้วนต้องใช้ผู้มีความสามารถตรวจจับทั้งนั้น

             

            "นายอยากทดสอบแบบไหนล่ะ" ผู้พันลาลันตาถาม

             

            นิทานขบคิดชั่วครู่ก่อนตอบ "ตรวจจับครับ"

             

            สิ้นเสียงของนิทาน เหล่าเจ้าหน้าที่สนามหลายคนต่างเฮกันเสียงดัง พวกเขารับรู้ถึงคุณค่าของนักตรวจจับดี แม้แต่เจ้าหน้าที่หลักหลายคนก็มองด้วยสายตาสนอกสนใจ พวกเขาย่อมไม่ปฏิเสธการมีนักตรวจจับเพิ่มในหน่วย

             

            "ดี บททดสอบของนายนั้นไม่มีอะไรมาก ในการปฏิบัติหน้าที่จริงหน้าที่ของนายคือการเดินตรวจตราในเมืองกับเจ้าหน้าที่หน่วยหลัก ดังนั้นสิ่งที่ขาดไม่ได้คือการตรวจจับแยกแยะผู้กระทำผิด เช่น ใครกำลังกระทำผิดกฎหมายในระยะตรวจจับของนาย หรือใครมีแนวโน้มกระทำผิด นายต้องมีความสามารถพอที่จะตรวจจับคนเหล่านี้ นายจึงสามารถนำหน่วยหลักบุกปราบปรามได้" ผู้พันลาลันตากล่าว

             

            "บททดสอบคือ ในจำนวนหลายร้อยคนรอบสนามแห่งนี้ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ฉันเตรียมไว้ พวกเขาจะคอยแอบขโมยของหรือกระทำการไม่ดีในทางลับ เส้นผ่านศูนย์กลางของลานฝึกนี้คือ 300เมตร หากนายหาได้ 3คนในระยะเวลา 10นาทีถือว่าผ่านการทดสอบ"

             

            สิ้นเสียงผู้พันลาลันตา เหล่าคนหลายร้อยคนต่างเริ่มอิริยาบถต่าง ๆ ราวกับนัดกันไว้ บางคนเดินขวักไขว่ไปมา บางคนนั่งลงจับกลุ่มคุยกับเพื่อนร่วมหมู่ บางคนควักสุราออกมาดื่ม บางคนทำท่าหาเรื่องชกต่อยกัน สภาพการณ์วุ่นวายเป็นอย่างยิ่ง

             

            นิทานหันไปมองคีตา สื่อสารทางจิตกับคีตาสักครู่ถึงสิ่งที่มันต้องทำ

             

            “โฮ่ง!”

            ง่ายนิดเดียว!

             

            คีตาเงยหน้าสูดดมกลิ่นสักครู่ก่อนภาพเหตุการณ์รอบตัวจะปรากฏขึ้นในหัวนิทาน

             

            คีตาเวลานี้ส่งภาพที่ตนตรวจจับได้ผ่านคำแห่งพลัง อาณาเขต ไปให้นิทาน นิทานจึงรับภาพมาในหัวพร้อมกับยืมคำแห่งพลัง อาณาเขต มาใช้เพื่อเพิ่มความแม่นยำ นิทานหลับตาลง ทุ่มสมาธิให้แก่ภาพในหัว ผ่านไปชั่วครู่ก็ลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

             

            นิทานยกหนึ่งมือชูไปทางด้านหน้า คีตาพุ่งตัวเข้าใส่ชายคนหนึ่งที่นั่งดื่มสุรา คีตาเหยียบคนผู้นั้นไว้ใต้ฝ่าเท้าก่อนคาบมาโยนไว้ข้างนิทาน คนรอบข้างพลางแตกตื่นหดตัวถอย

             

            นิทานชูมืออีกครั้ง ครั้งนี้หันไปทางคนสองคนที่เดินไปมาท่ามกลางคนอีกมากมาย คีตาพลันรับสัญญาณพุ่งเข้าตะปบก่อนลากผู้โชคร้ายมากองรวมกัน

             

            นัยน์ตาของเหล่าเจ้าหน้าที่หน่วยหลักต่างทอประกาย หลายคนเผยรอยยิ้มประทับใจ

             

            ผู้พันลาลันตายิ้มพลางผงกศีรษะเล็กน้อย

             

            นิทานยังคงไม่หยุดมือ หันไปที่คนอีก 4คนที่ต่างมีอิริยาบถแตกต่างกัน คนหนึ่งหยิบขนมในกระเป๋ามากิน สองคนเพียงนั่งคุยกัน คนสุดท้ายเป็นหนึ่งในกลุ่มคน 5คนที่จับกลุ่มเต้นให้คนรอบข้างดู

             

            ทั้ง 4คนถูกคีตาไล่จับเรียงตัว สุดท้ายจึงกองรวมกันข้าง ๆ นิทาน

             

            "7 คนพอดีไม่ขาดไม่เกินครับ" นิทานลดมือลงก่อนยิ้มตอบ เขาก้มลงไปเอื้อมมือให้คนทั้ง 7อย่างสุภาพ

             

            เหล่าทหารที่ต่างทำอิริยาบถต่าง ๆ หยุดเคลื่อนไหว กลับมาล้อมรอบลานฝึกอีกครั้ง ทั้ง 7คนที่โดนจับกุมตัวพลันลุกขึ้นยืน เดินเรียงกันเข้าสู่กลางสนาม

             

            "ครบ 7คน คนทั้งหมดถูกระบุตัวโดยสมบูรณ์ ยอดเยี่ยมมาก" ผู้พันลาลันตายิ้ม

             

            เสียงเฮดังลั่นจากฝูงชนล้อมรอบสนามทำเอาคีตาต้องมุดหัวหลบอีกครั้ง นิทานเห็นแล้วอดสงสารไม่ได้ ควานหาที่ครอบหูในกระเป๋าบรรจุวังมาครอบหูอันใหญ่โตของคีตา

             

            "เอ้า อธิบายมาว่านายระบุตัวคนทั้ง 7นี้ได้ยังไง"

             

            นิทานสูดลมหายใจลึกพลางไล่ชี้ทีละคน

             

            "คนแรกแม้จะดูเหมือนนั่งดื่มสุราธรรมดา ๆ แต่สายตาของเขาไม่ปรากฏความเมาเลยครับ สายตาสอดส่องไปทั่วแถมยังดูเหมือนจดบันทึกอะไรบางอย่างอยู่อีก สมควรเป็นคนที่มาสืบข่าวบางอย่าง อาจเป็นคนของฝั่งเราที่ปลอมตัวอยู่ แต่ควรค่าแก่การสงสัย"

             

            "คนที่ 2 และ 3 เหมือนเดินไปมา แต่จริง ๆ แล้วกำลังล้วงกระเป๋าอยู่ครับ"

             

            เหล่าฝูงชนต่างเฮในทุก ๆ ครั้งที่นิทานอธิบายอย่างแม่นยำรายคน

             

            เจ้าหน้าที่หน่วยหลักผุดยิ้ม พูดคุยกันอย่างออกรสออกชาติ

             

            "ไอ้หนุ่มนี่สุดยอดเลยนะนพ" สตรีวัยกลางคนคนหนึ่งพูด

             

            "ตรวจจับแม่นยำมาก แถมยังไวด้วย ใช้ได้" ชายวัยกลางคนอีกคนตอบ

             

            "ไอ้หนูนี่ต้องมาอยู่หน่วยที่ 8 ของข้า! อย่าคิดจะแย่งเชียว!" ชายสูงวัยอีกคนลุกขึ้นพูดพลางหัวเราะร่า

             

            "เหอะ คิดว่าพวกเรากลัวแกรึไงสมบัติ ไอ้หนูนี่ต้องมาหน่วยฉันต่างหาก พวกฉันยังไม่มีนักตรวจจับสักคน!" สตรีวัยกลางคนอีกคนหนึ่งพูด

             

            ระหว่างที่เจ้าหน้าที่หลักกำลังเถียงกัน นิทานก็อธิบายต่อ

             

            "คนที่ 4 ที่หยิบขนมมากิน นอกจากขนมแล้วในถุงยังพกมีดขนาดเล็กด้วยครับ ไม่ได้พกพามีดโดยตรงเหมือนนักผจญภัยปกติ"

             

            "คนที่ 5 และ 6 แม้นั่งคุยกันปกติแต่เนื้อหาที่คุยเป็นเรื่องเกี่ยวกับการลอบส่งข่าวให้ประเทศอื่น เป็นกบฏ"

             

            "คนสุดท้ายที่เต้นอยู่ ขณะเต้นเส้นเลือดปรากฏสีม่วงฝาดแถมเหงื่อที่ออกก็ยังมีกลิ่นของต้นกะโหลกกลวง เป็นพืชเสพติดผิดกฎหมายครับ"

             

            จริง ๆ ก็เหมือนมีอีก 2คนที่ล่องหนอยู่บนกำแพงล่ะนะ แต่ดูเหมือนจะไม่ใช่เจ้าหน้าที่ในหน่วย น่าจะเป็นคนเก็บข้อมูลไว้แจ้งทางการมากกว่า นิทานคิดพลางชำเลืองมองไปทางกำแพงที่ว่างเปล่า

             

            นิทานอธิบายยืดยาว โดยที่แต่ละคนถูกต้องแม่นยำอย่างที่สุด ผู้พันลาลันตาเผยรอยยิ้มพยักหน้าอย่างพึงพอใจ

             

            "ผ่าน!"

             

            เสียงเฮดังลั่นกระจายไปทั่วสารทิศ

             


    คล้ายกับเรื่องนิทานคีตา กาลครั้งนั้น ที่คุณอ่าน

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    เกิดใหม่ครั้งนี้ อาจารย์ขอใช้ชีวิตให้สุดไปกับวิทยาศาสตร์และเวทมนตร์

    นิยาย แฟนตาซี
    1K 34
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    ระบบอั่งเปาสะท้านภพ

    นิยาย แฟนตาซี
    571K 2468
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    อัจฉริยะแห่งราชวงศ์ถัง

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    450K 1842
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ความโกรธแค้นของชูร่า

    ความโกรธแค้นของชูร่า

    นิยาย เกมออนไลน์
    2.39M 852
    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    เจ้าสำราญจอมป่วน [จบ]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    195K 399
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    [New Life] อิสระของชีวิต

    [New Life] อิสระของชีวิต

    นิยาย แฟนตาซี
    140K 171