ช่างมนตราผ่าโลกเวทมนต์

    บทที่ 45 ท่านหญิง

           หลังจากรินหายลับไปจากสายตาขอของพวกเขาชีตาห์ก็สบดขึ้น “เอ้า!? เป็นอะไรของมันวะนั่น” เขาเกาหัวงงเป็นไก่ตาแตก “ผีเข้าเหรอ?”


           ภัทรมองตามหลังรินไปด้วยความไม่เข้าใจและเป็นห่วง “คุณรินธิรา...”


           มีเพียงริศเท่านั้นที่มองตามแผ่นหลังของน้องสาวไป แล้วรอยยิ้มบนหน้าก็ค่อยๆ จางลงเธอก้มลงมองกำไลข้อมือที่ภัทรให้... ความรู้สึกหนักอึ้งบางอย่างเริ่มก่อตัวขึ้นในใจ


    ‘หรือว่า...’


           รอยน้ำแข็งที่แตกเป็นทางยาวจางๆ ยังคงทิ้งร่องรอยของรองเท้าสเกตเอาไว้ ทำให้บรรยากาศหน้าสำนักงานดูกระอักกระอ่วนเล็กน้อย


           “พี่ริศครับ คุณรินโกรธที่พี่แซวว่าเธอมีน้ำมีนวลขึ้นรึเปล่าครับ?” ภัทรเดาอย่างคนซื่อ คิดว่าการที่ริศสั่งให้ทำกำไลลายหมูอาจจะเป็นการแซวเรื่องรูปร่างหรือน้ำหนัก ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามสำหรับผู้หญิงในโลกปกติ


           “พี่ว่าไม่ใช่เรื่องนั้นหรอกนะ” ริศ ตอบด้วยสีหน้าไม่สบายใจ ส่วนชีตาห์ได้แต่กลอกตาทำสายตาเอือมระอาเต็มแก่


           “เฮ้อ... เหม็นกลิ่นรักสามเศร้าจังเลยนะ”


           เสียงทุ้มคุ้นหูดังขึ้นจากด้านหลัง ทำเอาภัทรสะดุ้งโหยงกระโดดถอยหลัง เมื่อหันไปก็พบว่าเป็น หัวหน้าหน่วยที่ยังสวมแว่นดำอันเดิม เพิ่มเติมคือสวมเสื้อแจ็คเก็ตหนังทับชุดยูนิฟอร์มเหมือนวันแรกที่เจอ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปคือรองเท้าบูตหนังสีแดงเพลิงดูทันสมัย ต่างจากรองเท้าบูตคู่เดิมที่ดูน่าเกลียดในตอนนั้น


           ริศขมวดคิ้วด้วยความแปลกใจ “ไม่ใช่ว่าหัวหน้าหนีกลับไปนอน แล้วทิ้งงานเอกสารให้ฉันทำตั้งแต่บ่ายหรอกเหรอคะ?”


           “ใครบอกว่าฉันหนีกลับบ้าน ฉันต้องไปทำงานด่วนต่างหาก อีกอย่างฉันมาถึงตั้งนานแล้ว เห็นคนกำลังจีบกันอยู่ก็เลยไม่อยากขัดจังหวะ” หัวหน้ายักไหล่อย่างกวนๆ ทำเอาริศหน้าแดงแปร๊ด ส่วนชีตาห์ทำหน้าไม่เชื่อเรื่องหัวหน้ามีงานด่วนเท่าไหร่นัก


           “เลิกพูดเล่นกันแค่นี้ก่อน ฉันได้รับคำสั่งด่วนมา” หัวหน้าล้วงซองจดหมายสีแดงยับยู่ยี่ออกมาจากเสื้อหนัง “เด็กฝึกงาน คณาภัทร ตามฉันมา มี ‘ผู้ใหญ่’ ต้องการพบเธอเดี๋ยวนี้”


           “คะ... ครับ?” ภัทรยืดหลังตรง หันไปมองชีตาห์ที่เริ่มมีสีหน้าจริงจังพอๆ กัน “มีบทลงโทษอีกเหรอครับ?”


           “ใหญ่กว่าเรื่องนั้นเยอะ ตามมา” หัวหน้ายัดซองจดหมายกลับเข้ากระเป๋าเสื้อ แล้วเดินนำลิ่วออกไป


           ภัทรรู้สึกใจคอไม่ดีอย่างมาก หันไปมองหน้าริศเพื่อขอตัวช่วย แต่ริศทำได้เพียงส่ายหน้าเบาๆ


           “เรื่องนี้พี่ช่วยไม่ได้จริงๆ แต่เธอไม่ต้องกลัวไป คงไม่เป็นอันตราย... หรอกมั้งนะ”


           คำว่า ‘มั้งนะ’ ไม่ได้ช่วยเขาให้ใจชื้นขึ้นเลย แต่ภัทรจำต้องรีบวิ่งตามหัวหน้าที่เดินไปไกลแล้ว


           พวกเขาเดินผ่านห้องประชุมใหญ่ที่มีประตูไม้สักแกะสลักสวยงาม เข้าไปสู่โซนด้านในลึกเข้าไปอีก จนมาหยุดที่หน้าประตูสีดำสนิทบานหนึ่ง


           หัวหน้าเคาะประตูสามครั้ง ก๊อก ก๊อก ก๊อก


           “ขออนุญาตครับ”


           หัวหน้าเปิดประตูเข้าไป ด้านในตกแต่งอย่างเรียบง่ายแต่ดูหรูหรา ทว่าสิ่งที่ทำให้ภัทรต้องชะงักเท้ากึก ไม่ใช่ความหรูหราของเฟอร์นิเจอร์... แต่กลับเป็น คนสองคน ที่รออยู่ในห้อง!


           ภัทรเห็น ภาคิน ในชุดเครื่องแบบเจ้าหน้าที่เต็มยศ นั่งชันเข่าอยู่บนพื้นไม้ด้านหนึ่งอย่างสำรวม โดยมีชายหน้าปรุที่เป็นผู้ติดตามยืนสงบนิ่งอยู่ด้านหลัง


           ส่วนเบื้องหน้าของภาคิน มีเก้าอี้ไม้แกะสลักงดงามตั้งตระหง่านอยู่... แต่ยังคงว่างเปล่า


           “ทำตามหมอนั่น แล้วอย่าเงยหน้าขึ้นมาจนกว่าจะมีคำสั่ง”


           ภัทรทำตามคำแนะนำของหัวหน้าทันที เขารีบทรุดตัวลงคุกเข่าข้างหนึ่งกับพื้น โดยเว้นระยะห่างจากภาคินพอสมควร


           ภาคินเหลือบตามองเขาด้วยหางตา แววตาฉายชัดถึงความเหยียดหยามและรำคาญใจที่ต้องมานั่งร่วมเสมอชั้นกับพวก ‘เลือดสามัญ’ อย่างภัทร แต่เขาก็ไม่ได้ปริปากบ่น เพราะดูเหมือนกำลังเกรงใจบุคคลสำคัญที่จะปรากฏตัว


           ภายในห้องเงียบสนิทจนได้ยินเสียงลมหายใจ


    จู่ๆ บรรยากาศในห้องก็เปลี่ยนไป...


           ไม่มีเสียงประตูเปิด ไม่มีเสียงฝีเท้า แต่กลับมี แสงสว่างสีนวล ส่องวาบขึ้นมาจากความว่างเปล่าบนเก้าอี้ไม้ตัวนั้น แสงนั้นไม่ได้เจิดจ้าจนแสบตา แต่กลับทรงพลังจนทำให้รู้สึกตาพร่ามัว


    วูบ!


           พร้อมกับแสงสว่าง แรงกดดันมหาศาลที่มองไม่เห็นก็กระแทกลงมาอย่างรุนแรง!


           ภัทรตัวสั่นเทา รู้สึกเหมือนมีตุ้มเหล็กหนักหลายร้อยกิโลกรัมกดทับอยู่บนบ่าจนกระดูกแทบจะลั่นร้าว แม้แต่ภาคินที่ดูมั่นใจเมื่อครู่ก็ยังมีเหงื่อเม็ดโป้งผุดขึ้นที่ขมับ หัวหน้าแว่นดำและชายหน้าปรุที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก้มศีรษะลงต่ำจนคางแทบชิดอก


           “เงยหน้าขึ้นได้”


           เสียงหวานแต่ทรงอำนาจดังกังวานขึ้น ภัทรรู้สึกคุนเคยเสียงนี้แต่กลับจำไม่ได้เลยว่าเขาเคยได้ยืนที่ไหนมาก่อน


           เมื่อแรงกดดันจางลง ภัทรที่กล้าๆกลัวๆค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองด้วยความยากลำบาก บนเก้าอี้ที่เคยว่างเปล่า บัดนี้ปรากฏร่างของหญิงสาวใน ชุดคลุมสีดำสนิท ที่พรางรูปร่างจนดูไม่ออก ใบหน้าของเธอถูกคลุมด้วยผ้าโปร่งบางๆ มองเห็นเพียงเค้าโครงหน้าสวยสง่าและดวงตาสีทองที่ลึกล้ำราวกับห้วงมหาสมุทร


           “ฉันเรียกพวกเธอมาในวันนี้... เพื่อแจ้งข่าวสำคัญ สองเรื่อง” เธอเอ่ยเรียบๆ พลางกวาดสายตามองทั้งสองคน


           ภาคินเงยหน้าขึ้นทันที ดวงตาสีขี้เถ้าของเขาเป็นประกายวาวโรจน์

    “ท่านหญิง... ในที่สุดท่านก็ยอมมอบ ‘เหรียญตราแห่งเทพพเนจร’ ให้ผมตามคำทำนายของศาสนจักรแล้วใช่ไหมครับ?” ภาคินกล่าวด้วยน้ำเสียงมั่นใจ “ผม ภาคิน แห่งตระกูลสุริยคราส เตรียมตัวพร้อมสำหรับวันนี้มาตลอดครับ”


           ท่านหญิงมองภาคินนิ่งๆ รอยยิ้มเย็นชาปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าคลุม


           “เหรียญตราแห่งเทพพเนจร เป็นเพียงเครื่องหมายยืนยันว่าเจ้าคือ 'ผู้ถูกเลือกจากศาสนจักร' หน้าที่ของฉันคือการรักษามันไว้จนกว่าจะถึงเวลา... แต่สิ่งที่ฉันจะมอบให้ในวันนี้ มันยิ่งใหญ่กว่าอาร์ติแฟกต์ชิ้นนั้น”


           ท่านหญิงกวาดสายตามองทั้งสองคน “ฉันตัดสินใจแล้วว่าจะเฟ้นหา ‘ผู้สืบทอด’ เพียงหนึ่งเดียว เพื่อถ่ายทอดความรู้ เจตจำนง และสิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดของฉันให้... และในหมู่พวกเจ้าสองคน จะมีเพียงคนเดียวที่คู่ควร”


           “อะไรนะครับ!?” ภาคินลุกพรวดขึ้น ลืมความเกรงกลัวเมื่อครู่ไปจนหมด เขาชี้หน้าภัทร


           “ท่านกำลังล้อผมเล่นหรือครับ! เอาขยะมาเทียบกับเพชรเนี่ยนะ? ท่านก็รู้ว่าผมคือผู้ถูกเลือกจากศาสนจักรทั้งสี่! ชายผู้ครอบครองธาตุหายากที่ทรงพลังทวีธาตุ เพลิงชั้นสูงและแรงโน้มถ่วง ทำไมผมต้องมาถูกเปรียบเทียบกับไอ้เด็กชั้นต่ำ เพียงเพราะมันบังเอิญโผล่มาที่นี่พร้อมกันด้วยครับ!”


           บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันตาเห็น แรงกดดันมหาศาลกดทับจนภาคินต้องยอมทรุดตัวลงคุกเข่าอีกครั้ง


           “อย่าเอาศาสนจักรมาขู่ฉัน เด็กน้อย...อีกอย่างฉันไม่เห็นจำได้ว่าศาสนจักรแห่งจันทรคติเลือกเธอเป็นผู้ถูกเลือกลำดับที่สิบหก” น้ำเสียงของท่านหญิงเด็ดขาดและทรงอำนาจ “คำทำนายกำหนดว่าผู้ถูกเลือกจะมาในเวลาที่กำหนด... แต่มันไม่ได้บังคับให้ฉันต้องรับคนผู้นั้นเป็น 'ศิษย์' ถ้าเจ้ามั่นใจว่าพลังแห่งผู้ถูกเลือกของเจ้ายิ่งใหญ่กว่าโชคชะตา ก็จงพิสูจน์สิ”


           เธอสะบัดมือเบาๆ รูนสามตัวลอยขึ้นมา เป็นสามตัวอักษร ลอยอยู่กลางอากาศ ภัทรที่เคยลองฝึกสลักรูนและอ่านอักษรรูนอื่นๆมาบ้างแล้วรู้ได้ทันทีว่ามันแปลว่าอะไร


    รูนสีแดง หมายถึง กำลัง


    รูนสีน้ำเงิน หมายถึง ปัญญา


    รูนสีทอง หมายถึง จิตใจ


           “ผู้ใดที่ชนะ 2 ใน 3 ประการ จะได้รับสิทธิ์เป็นผู้สืบทอดของฉัน... หากเธอแพ้ผู้แพ้...”


           ท่านหญิงแบมือออก เหรียญสีทองที่มีอักขระโบราณลอยขึ้นมา “...จะได้รับเพียง 'เหรียญตราแห่งเทพพเนจร' ชิ้นนี้ กลับไปทำหน้าที่ฮีโร่จอมปลอมของศาสนจักรต่อไป... โดยไม่ได้รับความรู้ใดๆ จากฉันแม้แต่นิดเดียว”


           บรรยากาศในห้องเย็นยะเยือกขึ้นทันตาเห็น ภาคินกำหมัดแน่น จ้องมองภัทรด้วยสายตาอาฆาต ผมสีเทาเงินของเขาส่องประกายวูบวาบ และโคนผมสีแดงเพลิงก็ลุกโชนขึ้นตามแรงอารมณ์


           “น่าสนุกดีนี่ครับ...” ภาคินแสยะยิ้มอย่างมั่นใจ


           “ผมรับคำท้า! ผมจะบดขยี้มันให้ดู... ให้ท่านได้เห็นว่าการเอาขยะมาเทียบกับเพชร มันน่าสมเพชแค่ไหน”


           ภัทรกลืนน้ำลายเอือก หันไปมองท่านหญิงอย่างเลิ่กลั่ก

           “ด... เดี๋ยวสิครับ! ผมยังไม่ได้ตกลงเลยนะ! อีกอย่างผมจะไปสู้หัวกะทิแบบนั้นได้ยังไง...”


           ท่านหญิงจ้องตาภัทร แววตาของเธออ่อนลงเล็กน้อยแต่แฝงความนัยที่จริงจัง


           “เจ้าไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ ภัทร... เพราะถ้าเจ้าแพ้ หรือหนี...” เธอเว้นจังหวะ สายตามองเหม่อลอยไปไกลคล้ายนึกถึงอดีต


           “...เจ้าจะไม่มีวันมีพลังพอที่จะปกป้องใครได้อีกเลย แม้แต่คนที่เจ้าอยากปกป้องที่สุด”


           คำพูดนั้นแทงใจดำภัทรอย่างจัง ภาพความทรงจำของ มิริน ที่ถูกพาตัวไปต่อหน้าต่อตาผุดขึ้นมาอีกครั้ง ความเจ็บปวดในวันวานกลายเป็นเชื้อเพลิงในหัวใจ


           เขาสูดหายใจลึก... ถ้าการต่อสู้ครั้งนี้จะเพิ่มโอกาสให้เขาพามิรินกลับมาได้ เขาก็ยินดีที่จะเสี่ยง


           “...ตกลงครับ” ภัทรตอบเสียงสั่นแต่แววตามุ่งมั่น “ผมจะทำ”


           “ดี!” ท่านหญิงพยักหน้าพอใจ

    “บททดสอบแรก... ‘พละกำลัง’ รายละเอียดจะแจ้งให้ทราบในวันพรุ่งนี้... เตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดีล่ะ”