“ซ่งฮูหยินมาถึงแล้วหรือ”
เหยียนกุ้ยอิงแย้มยิ้มแล้วทักทายกลับ “มาถึงได้สักครู่แล้ว เดินชมสวนจนเพลิน ไป๋ฮูหยินจัดงานเลี้ยงได้ดีนัก มีเคล็ดลับใดบอกข้าได้บ้าง วันหน้าจะได้จัดงานที่จวนได้ไม่น้อยหน้า”
ฮูหยินใหญ่แห่งจวนเสนาบดีสกุลไป๋ยกผ้าเช็ดหน้าแตะมุมปาก พลางหัวเราะคิกคัก
“ซ่งฮูหยินกล่าวชมเกินไปแล้ว งานเลี้ยงวันนี้หาได้เป็ข้าจัดการไม่ ล้วนเป็ฝีมือเยว่เอ๋อร์ งานเลี้ยงวันเกิดบิดานางอาสา แม้ข้าจะกังวลใจเพราะนางจัดงานใหญ่เช่นนี้ครั้งแรก แต่บุตรสาวกตัญญูต่อบิดา มารดาเช่นข้าจะคัดค้านได้หรือ”
“อ้อ” เหยียนกุ้ยอิงเลื่อนสายตาไปมองคู่หมั้นของบุตรชายคนโต ชื่นชมอยู่สองสามประโยค “คุณหนูรองมีความสามารถทีเดียว ปกติทำสิ่งใดครั้งแรก ผลลัพธ์มักออกมาไม่ค่อยจะดีนัก แต่งานวันนี้ งดงามหรูหราไร้ที่ติ”
หญิงสาวในชุดสีฟ้าอ่อนยิ้มเขินอาย “เยว่เอ๋อร์ยังบกพร่องอยู่มาก หวังฮูหยินเมตตาสั่งสอนในภายภาคหน้าเ้าค่ะ”
“อืม”
คำประจบประแจงกลับถูกเมิน ได้รับเพียงการตอบรับอย่างขอไปที ถึงกระนั้นรอยยิ้มบางก็ไม่ได้หายไป สายตากลับสะดุดเข้ากับสตรีนางหนึ่งที่ยืนอยู่ด้านหลังมารดาคู่หมั้น อีกฝ่ายเรือนร่างสูงโปร่ง ส่วนสูงก็มากกว่าตนเอง ยืนนิ่งอยู่กับที่ยังดูสง่างาม เพียงแต่มองไม่เห็นใบหน้าทั้งหมด ไป๋เยว่ซื่อได้แต่สงสัย
นางใช้สายตาเป็การถามตัวตนของสตรีนางนั้น
เหยียนกุ้ยอิงมองตามก่อนจะแนะนำสตรีข้างกาย “เสี่ยวซือมาคำนับไป๋ฮูหยินกับคุณหนูรองเสียสิ”
เหอซือซือคำนับตามธรรมเนียมแคว้นเหลียนอย่างงดงาม
“คำนับไป๋ฮูหยิน คุณหนูรอง”
“คุณหนูผู้นั้นคือ...” ไป๋ฮูหยินถาม
“นางคือบุตรีท่านหลิวซง แซ่เหอ นามซือซือ อายุน้อยกว่าคุณหนูรองไม่กี่ปี เสี่ยวซือมาอยู่ที่นี่ยังไม่มีเพื่อน หวังว่าทั้งคู่จะสนิทสนมกันได้”
เรียกคู่หมั้นบุตรชายเช่นตนอย่างห่างเหินว่าคุณหนูรอง แต่เรียกอีกฝ่ายว่าเสี่ยวซือเนี่ยนะ ไม่ลำเอียงเกินไปหน่อยหรือ
ไป๋เยว่ซือเข้ามาจับมือเหอซือซือไว้หลวม ๆ “แน่นอนเ้าค่ะ ซือซือใช่หรือไม่ สงสัยอันใดก็ถามข้าได้เลย ข้าอายุมากกว่า เรียกพี่หญิงก็ได้”
เหอซือซือตอบกลับราบเรียบ “ขอบคุณคุณหนูรอง เพียงแต่ข้าต่ำต้อย เรียกคุณหนูเช่นนั้นคงไม่ค่อยเหมาะ”
ไป๋เยว่ซือหงอยลง “ไม่เป็ไร หากเ้าอึดอัดใจก็เอาตามที่สบายใจเถอะ”
เหอซือซือขมวดคิ้ว แต่ไม่กล่าวอะไร
ไป๋ฮูหยินพูดขึ้น “เอาละ ยังมีเวลาก่อนจะกินเลี้ยง เ้าพาคุณหนูเหอไปพบปะสหายวัยใกล้เคียงทางโน้นเถิด อยู่กับหญิงแก่จะไปสนุกอะไร” จากนั้นหันไปขอความเห็นกับเหยียนกุ้ยอิง “ท่านเห็นด้วยหรือไม่”
เหยียนกุ้ยอิงเองก็เห็นด้วย ทั้งยังไม่อาจหักหน้าฮูหยินจวนเสนาบดีจึงพยักหน้า “ไปเถิด ใกล้ถึงเวลากินเลี้ยงแล้วค่อยกลับมา”
เหอซือซือ “เ้าค่ะ”
“ไม่ต้องกังวลเ้าค่ะ ข้าจะดูแลน้องซือซือเอง” ว่าแล้วก็คล้องแขนอีกฝ่ายไว้แน่น “ไปกันเถอะ ข้าจะแนะนำให้เ้ารู้จักคุณหนูเ่าั้”
เหอซือซืออยู่ท่ามกลางหญิงสาวเยาว์วัย ทุกนางสดใสเปี่ยมด้วยชีวิตชีวาพาให้คิดถึงชีวิตที่ฮวาซาน เริ่มแรกจึงยินดีและรู้สึกคาดหวัง ทว่าต่อมากลับได้แต่นิ่งฟัง เพราะรู้สึกว่าตัวเองเป็คนนอก
หลังจากแนะนำตัวพอรู้ฐานะของตนแล้ว บางคนก็แสดงออกชัดว่า ไม่อยากเสวนาด้วย บางคนก็ให้ความสนใจผ้าปิดหน้า รบเร้าอยากเห็นใบหน้าด้านใน
แน่นอนว่านางปฏิเสธ ให้เหตุผลว่าใบหน้าเกิดแผลยังไม่หายดี อายที่จะเปิดเปลือยใบหน้าให้ผู้อื่นเห็น หลังจากนั้นพวกนางก็หมดความสนใจ หันไปพูดคุยแต่เื่ที่พวกตนรู้ เหอซือซือไม่สามารถแทรกบทสนทนาได้เลย
ส่วนไป๋เยว่ซื่อ ขอตัวไปทักทายคนรู้จักแล้วหายไปเลย สุดท้ายนางก็ถูกปล่อยเคว้งอยู่อย่างนั้น อารมณ์ตื่นเต้นค่อย ๆ กลับไปเฉยชา
ไม่รู้สึกสนุกอีกแล้ว
เมื่อเวลากินเลี้ยงมาถึง เหอซือซือจึงกลับไปหาฮูหยินกั๋วกงด้วยตัวเอง นั่งอยู่ข้าง ๆ อย่างสงบ
“เป็อย่างไร สนุกหรือไม่” เหยียนกุ้ยอิงถาม
“สนุกเ้าค่ะ”
น้ำเสียงราบเรียบเช่นนี้คงไม่ค่อยสนุกสินะ “เด็กสาวพวกนั้นวัน ๆ เอาแต่อวดชุดอวดเครื่องประดับ บางทีก็อวดภูมิความรู้ หาสาระไม่ค่อยได้ เสี่ยวซือไม่ค่อยสนุกก็ไม่แปลก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีสังคมบ้าง ในสตรีเ่าั้วันหน้าอาจได้เป็ฮูหยินของขุนนางใหญ่ หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพล มากน้อยก็คงได้ข้องเกี่ยว ใช้ชีวิตในเมืองหลวงไม่ง่ายนักแต่ไม่ยากหากกว้างขวางพอ”
เหยียนกุ้ยอิงเตือนต่อ “การหลบอยู่แต่ในเรือนไม่ทำให้หลีกหนีเื่ราวต่าง ๆ ได้ทั้งหมดหรอก”
“ขอบคุณที่อาหญิงสั่งสอน ข้าจดจำไว้แล้วเ้าค่ะ”
เสนาบดีไป๋เป็ชายวัยกลางคนที่รูปร่างดี ใบหน้าที่ล่วงเลยยังหลงเหลือความหล่อเหลาอยู่มาก วัยหนุ่มคงเป็บุรุษหน้าตาดีมากผู้หนึ่ง ไป๋เซียผู้นี้มีรอยยิ้มประดับบางเบาอยู่เสมอ น้ำเสียงนุ่มทุ้มจับใจผู้ฟัง บนกายยังอาบด้วยความมั่นอกมั่นใจแต่วาจาแฝงเร้นซ่อนความหมาย ดูลึกล้ำอยากคาดเดาความคิด
ช่างเป็คนละขั้วกับซ่งกั๋วกง ไม่แปลกใจหากคนทั้งคู่จะปะทะกันบ่อยครั้ง นั่นเพราะต่างฝ่ายต่างยียวนกวนอารมณ์ผู้อื่น ด้วยบุคลิกท่าทางของตน
ขณะกินเลี้ยง บรรดาแขกจะทยอยทักทายและอวยพรพร้อมทั้งมอบของขวัญ
เหอซือซือฟังรายการของขวัญชิ้นแล้วชิ้นเล่า ได้แต่ตกตะลึงในใจ ของแต่ละอย่างสูงค่าราคาแพงทั้งนั้น ไม่ว่าจะโสมหมื่นปี ไข่มุกดำเม็ดเกือบเท่าไข่ไก่ จานฝนหมึกตวนเอี้ยน หยกสลักกวนอิม
นอกจากนั้นยังมีของที่แม้แต่ยุทธภพก็เลื่องลือ นั่นคือกระดิ่งเซียน เป็กระดิ่งที่ทำจากทองคำ เสียงของมันใสกังวานกว่ากระดิ่งทั่วไป ว่ากันว่าหากผู้ฝึกยุทธ์ใช้มันในการฝึกฝนจะทำให้รุดหน้าได้เร็ว สามารถเพ่งจิตตั้งมั่นไม่ว่อกแว่ก ป้องกันการเกิดธาตุไฟเข้าแทรกจนาเ็ภายในได้ ปรมาจารย์ที่มากฝีมือพอจะสร้างได้มีจำนวนน้อยมาก ในยุทธภพจึงตบตีแย่งชิงกันแทบตาย แต่หนึ่งในจำนวนนั้นกลายเป็ของขวัญแก่ขุนนางตรงหน้านางที่อาจจะไม่รู้วรยุทธ์เลยเนี่ยนะ
ถึงคราวของแม่ทัพซ่ง ซ่งเทียนเหิงมอบของขวัญล้ำค่าแก่ว่าที่พ่อตาอย่างใจป้ำมาก แขกที่มายังอดอุทานไม่ได้
ไป๋เซียยิ้มแย้มเบิกบานเต็มใบหน้า ตัดมาที่ฮูหยินจวนกั๋วกงผู้เป็มารดา สีหน้าไม่สู้ดีเอาเสียเลย
กล้ามาก เ้าลูกชายบื้อนั่นถึงกับเอาของพระราชทานที่ฝ่าาตกรางวัลไปให้เ้าจิ้งจอกสกุลไป๋!
ข่าวลือที่ว่าแม่ทัพซ่งหลงรักสตรีสกุลไป๋มาก จนย้ายจวนแม่ทัพแยกออกจากจวนกั๋วกงเห็นจะจริง
ท่าทางปักใจรักมากทีเดียว
เหอซือซือยอมรับว่าตนหวั่นไหวให้กับแม่ทัพหนุ่ม เขามีใบหน้าหล่อเหลาท่าทางองอาจและมีความสามารถ ใบหน้าที่นางเห็นก่อนจะหมดสติที่นอกด่านยังตราตรึงไม่เลือนหาย
ใบหน้าเช่นนี้ สตรีนางใดก็คงไม่อาจต้านทานได้ คนที่ไม่เคยออกจากสำนักและไม่เคยใกล้ชิดบุรุษเลยเช่นตนก็ยากห้ามใจเช่นกัน ทว่าเื่นั้นก็ส่วนเื่นั้น เหอซือซือแยกแยะความเป็จริงได้และมองออกว่า อีกฝ่ายพยายามหลีกเลี่ยงตนเอง
ดูท่าแล้วแม่ทัพซ่งคงชื่นชอบสตรีอ่อนหวานงดงามบริสุทธิ์เช่นดอกบัว ดูน่าทะนุถนอมเช่นไป๋เยว่ซื่อมาก นางจะเอาอะไรไปสู้ อ่อนหวานหรือก็ไม่ รูปร่างหน้าตาก็ค่อนไปทางดุร้าย จะให้นางเปลี่ยนตัวเองก็คงยาก
...เขาเองก็หมั้นหมายแล้ว ปักใจรักคู่หมั้นอย่างยิ่งเช่นนี้ เหอซือซือเลิกสนใจ หันมามองขนมสีชมพูที่สาวใช้ยกมา
เป็ขนมที่ไม่เคยเห็นมาก่อน นางกัดหนึ่งคำ รสหวานละมุนมาก เนื้อยังเนียนละเอียดราวกับจะละลาย นางกินขนมจนหมดจาน ไม่นานก็รู้สึกเวียนหัว อึดอัดหายใจไม่ค่อยออก
คิดไปเองว่า คงเพราะไม่ชินกับงานเช่นนี้ จึงขออนุญาตเหยียนกุ้ยอิงไปสูดอากาศตรงบริเวณสวนที่ผ่านมาก่อนหน้า
“สีหน้าไม่ค่อยดี ไม่สบายหรือเปล่า” เหยียนกุ้ยอิงมองเม็ดเหงื่อที่เกาะตามไรผมอีกฝ่าย
“รู้สึกร้อนนิดหน่อยเ้าค่ะ และน่าจะไม่ชินกับงานเช่นนี้นัก”
หรือจะรู้สึกอึดอัด?
“ไปเถอะ กินอาหารเสร็จแล้ว อวยพรมอบของขวัญก็แล้ว ไม่เป็อันใดหรอก อาอยู่อีกสักพักก็จะกลับเหมือนกัน แล้วจะให้คนไปตาม”
“เ้าค่ะ”
เหอซือซือก้าวเดินไม่มั่นคงนัก ทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ในศาลาแล้วเอ่ยกับสาวใช้ที่นำทางมา
“รบกวนไปเรียนฮูหยินจวนซ่งกั๋วกงให้ข้าที บอกว่าข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย กลับกันเลยได้หรือไม่”
“เ้าค่ะ” สาวใช้นางนั้นรับคำแล้วจากไป
เหงื่อกาฬผุดขึ้นเต็มใบหน้า ร่างกายดูจะร้อนขึ้นเรื่อย ๆ
...หรือจะเป็ไข้
เหอซือซือเริ่มตาลาย คราวนี้ไม่เพียงรู้สึกร้อนแต่ยังวูบวาบบอกไม่ถูก รู้สึกประหลาด ลมหายใจถี่ขึ้น ตาเริ่มพร่า
ลักษณะคล้ายโดนวางยา...
พิษหรือ...พิษชนิดใดกันเล่า!
「หยกเขียว เอายาถอน...」
ตุบ!
“พยุงนางขึ้นมา เร็วเข้า”
สาวใช้คนเดิมมาพร้อมไม้ในมือ สั่งสาวใช้อีกนางให้ช่วยพยุงสตรีที่เพิ่งถูกตนตีสลบ