ตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿)

    สหายประหลาด 3

    วันๆ หนึ่งกู้เลี่ยงรุ่ยไม่ได้ทำอะไรมากมายนัก เขาฝึกวิชายุทธ์แบบขอไปทีกับอู๋เยี่ยนที่เคี่ยวเข็ญเต็มที่แต่เข็นไม่ขึ้นอย่างต่ำก็วันละสองชั่วยาม


    หลังจากนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยจะขลุกตัวอยู่ในห้องกับปันน่า อ่านหนังสือแปลกประหลาดที่มีอยู่มากมายในสำนัก


    ว่างๆ ก็ชวนกันเล่นโน่นนั่นนี่ แต่หลักๆ แล้วกู้เลี่ยงรุ่ยชอบวาดรูปมากกว่า เวลาที่เขาจับพู่กัน มันทำให้คิดถึงช่วงเวลาในอดีตที่ได้ทำงานออกแบบตัวละครและฉากในเกมส์ ช่วงเวลานั้นเขามีความสุขมาก อีกทั้งอาจารย์กู้ก็ไม่ว่าอะไร ยิ่งอาจารย์อายิ่งไม่ว่า ทุกวันก็เอาของกินมาให้ เอ่ยชมเชยงานวาดที่แปะอยู่ทั่วห้องแล้วขอกลับไปบ้าง จะมีก็แต่อู๋เยี่ยนที่นับวันสีหน้ายิ่งไม่น่ามอง นั้นก็เพราะเวลาเจอเขา


     ข้าจะหลบ-หนี-หลีก-ไกล


    บางครั้งก็หนีอู๋เยี่ยนจนมาอยู่ที่แปลกที่แปลกทางในป่าบนเขาของสำนัก


    จนวันหนึ่งเขาดันไปโผล่อยู่บนเขาลูกหนึ่งที่มีป่าไผ่สีอ่อนที่กำลังผลิใบ ความทรงจำในความฝันจึงกลับมาอีกครั้ง


    กู้เลี่ยงรุ่ยจำได้อย่างแม่นยำว่าเป็นต้นไผ่กอไหน พื้นที่ตรงไหนในเขาที่เจ้าสำนักกู้พบกับสหายประหลาด


    เขาเดินไปสำรวจจนทั่ว พบเห็นเพียงร่อยรอยของใบไผ่ที่ทับถมกันแน่นไปหมด พอยื่นมือไปสัมผัสลำไผ่เรียว


    ประสาทสัมผัสในกายพลันรู้สึกแปลบปลาบอยู่บ้างอย่างไร้เหตุผล เหมือนว่าในกายของเขายังคงมีเศษเสี้ยวความทรงจำของเจ้าสำนักกู้หลับใหลอยู่ ซึ่งจะว่าไปนับตั้งแต่ความฝันคราวนั้นกู้เลี่ยงรุ่ยก็ไม่เคยฝันถึงอีกเลย


    พอคิดเพลินๆ ก็ไม่ระวังจนแขนเสื้อไปเกี่ยวกับกิ่งย่อยของต้นไผ่ รู้ตัวอีกที่ก็ตอนที่ได้ยินเสียง แควก! แล้ว กู้เลี่ยงรุ่ยในยามนี้สวมชุดสีเขียวของชายอดอ่อนตัวบาง ตัวในเป็นสีขาว ทรงผมยาวสยายรวบขึ้นโดยใช้ปิ่นเงิน มีลูกผมปรกใบหน้าเล็กน้อย ช่วงนี้หมดฤดูหนาวแล้ว แม้อากาศบนเขาจะคงที่เสมอ แต่การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศด้านนอกก็ส่งผลบ้าง วันนี้กู้เลี่ยงรุ่ยจึงสวมชุดตัวบางของหน้าร้อน ทั้งยังเป็นชุดเกือบลำลอง ไม่ค่อยเรียบร้อยนัก


    “รุ่ยเอ๋อร์?”


    ครั้นหันกลับไปมองก็เห็นอาจารย์กู้ไฉอี้ที่ถือตระกร้าใส่ผลพุทรานอกฤดู ใบหน้าดูแปลกใจไม่น้อย เครื่องแต่งกายไม่มีอะไรมากนอกจากผ้าผูกผม ชุดสีขาวทับเสื้อตัวสั้น ที่เอวมีกระบี่กลืนจันทร์ กู้เลี่ยงรุ่ยรีบยิ้มกว้างพลางกล่าวทักทาย


    “อาจารย์กู้ ท่านไปไหนมาหรือขอรับ”


    “อาจารย์ไปเก็บผลพุทรามา จำได้ว่าเจ้าชอบที่สุด” กู้ไฉอี้กล่าวเสียงนุ่ม ยื่นตระกร้าที่ด้านในเต็มไปด้วยผลพุทราสีออกเขียวนวลให้ศิษย์ทั้งตระกร้า


    “ขอบคุณขอรับอาจารย์ ว่าแต่ท่านมาที่นี้บ่อยหรือขอรับ ข้าขอถามหน่อยได้ไหมขอรับ ป่าไผ่แห่งนี้มีผู้อื่นนอกจากคนในสำนักที่สามารถเข้ามาได้หรือไม่ขอรับ”


    นับตั้งแต่กลับมา กู้เลี่ยงรุ่ยลองไปดมกลิ่นตัวคนในสำนักจนทั่วแล้ว ไม่มีใครมีกลิ่นมินต์เลยสักคน ทำให้เขายิ่งคิดว่าสหายประหลาดของเจ้าสำนักกู้อาจจะเป็นฉีอ๋องก็ได้ แต่มันก็ยังไม่มีหลักฐานอะไร พอคิดเรื่องสหายประหลาดแล้วก็ต้องใช้ความคิด ใช้ความคิดก็หิว อย่ากระนั้นเลย กินพุทรานี่แหละ


    อ้า...อร่อย หวาน กรอบ


    “ที่นี้มีเจ้าคนเดียวที่ชอบมา ตั้งแต่เด็กๆ เวลาข้าหาเจ้าไม่เจอ มาที่นี้ก็จะเจอเจ้า ส่วนคำถามที่ว่าคนอื่นเข้ามาได้หรือไม่ ย่อมไม่ได้ คนนอกข้ามเขตอาคมมาไม่ได้ ทำไมหรือ หรือเจ้าเห็นคนแปลกหน้ามาเพ่นพ่านแถวนี้?”


    “เปล่าขอรับ ข้าแค่สงสัยนิดหน่อย พอดีความทรงจำในวัยเด็กที่แวบเข้ามาในหัว ข้าจำได้ว่าข้าฝึกวิชาที่นี้กับคนหนึ่ง ทว่าไม่เห็นหน้าตา ทำให้ข้ารู้สึกประหลาดใจไม่น้อย น่าเสียดายที่ข้าจำอะไรไม่ได้มากกว่านี้”


    กู้เลี่ยงรุ่ยกล้าพูดเรื่องพวกนี้ออกไปเพราะไม่นับว่าเป็นความลับอะไร ตอนอ่านนิยายมีตอนหนึ่งที่เจ้าสำนักกู้เปิดใจกับฉีอ้ายอันด้วยว่าความทรงจำตอนวัยเด็กช่วงหนึ่งขาดๆ หายๆ ซึ่งก็คงจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสหายประหลาดแน่ๆ อีกทั้งเขาอยากจะรู้ด้วยว่าสหายประหลาดของเจ้าสำนักกู้เป็นใคร จึงอดไม่ได้ที่จะถามอาจารย์กู้ อย่างไงเขาก็เป็นอาจารย์ของเจ้าสำนักกู้ ย่อมน่าจะรู้อะไรมากกว่าเขาอยู่แล้ว


    “เจ้าจำได้แล้วหรือ? ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน” กู้ไฉอี้สนใจไม่น้อย ความทรงจำในวัยเด็กบางส่วนของกู้เลี่ยงรุ่ยสูญหายไป เพราะผลกระทบของปีที่อายุครบยี่สิบ...


    เท่าที่กู้ไฉอี้จำได้ นับตั้งแต่วันนั้น กู้เลี่ยงรุ่ยไม่เคยมาที่ป่าไผ่อีกเลย เพราะเขาลืมบางอย่างไป


    “เดือนก่อนตอนที่อยู่รัฐหลู่ ข้าฝันเห็นขอรับ มีวันหนึ่งที่ข้ามาที่นี้ แล้วข้าก็ฝึกวิชากับสหายผู้หนึ่ง แต่ไม่ได้เห็นหน้าอะไรเลย เขาให้ข้าปิดตา และไม่ยอมส่งเสียง  ข้าลองตรวจดูแล้ว ในสำนักเราไม่มีคนๆ นี้แน่ๆ เขาน่าจะมาจากที่อื่น แต่อาจารย์ก็ยืนยันว่าคนอื่นเข้ามาที่นี้ไม่ได้ งั้นน่าจะเป็นใครกันขอรับ ข้าเคยเล่าให้ท่านฟังเรื่องสหายประหลาดบ้างหรือไม่”


    กู้เลี่ยงรุ่ยยังไม่กล้าให้เบาะแสสำคัญอย่างกลิ่นกายที่มีแต่มินต์ของสหายประหลาด หากว่าเขาคิดไปเองคนเดียวหรืออาจจะติดมาจากการใกล้ชิดฉีอ๋องจนเพ้อก็ได้ ในความฝันมักจะผสมอะไรมั่วซั่วอยู่แล้ว เชื่อไม่ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์หรอก


    กู้ไฉอี้พยักหน้า “เจ้าลืมเขามาสิบปีแล้ว แต่อาจารย์ก็ไม่รู้เช่นกันว่าเป็นใคร เจ้าเคยเล่าให้ฟังครั้งเดียว ตอนนั้นอาจารย์นึกว่าเจ้าพูดเล่นเลยไม่ได้ใส่ใจ เพียงแต่ทุกวันในเดือนสาม วันที่สิบเอ็ด เจ้าจะมาที่นี้พร้อมกับเค้กก้อนหนึ่ง ทำเช่นนี้จนถึงปีที่เจ้าเข้าพิธีสวมหมวก หลังจากนั้นเจ้าก็ไม่มาอีกเลย...”


    “เพราะอะไรกันขอรับ ปีนั้นเกิดอะไรขึ้น” หากลองคำนวณดู ปีที่เข้าพิธีสวมหมวก ซึ่งพิธีสวมหมวกเนี้ย เป็นพิธีที่จัดขึ้นเพื่อเป็นการบ่งบอกว่าเด็กหนุ่มได้กลายเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวแล้ว นับจากปีนั้นถึงปีนี้ก็สิบปีแล้ว? เวลาเท่าๆ กับที่อาจารย์กูเร้นกายไปด้วย แล้วอาจารย์รู้ได้ไงว่าเจ้าสำนักกู้ไม่มาที่นี้อีกแล้ว


    “หาที่นั่งกันก่อนเถอะ อาจารย์จะเล่าให้เจ้าฟัง”


    บนป่าไผ่มีที่พักกายเป็นที่นั่งจากศิลา รอบข้างเป็นต้นไผ่ที่สูงชะลูดจนแทบจะเหมือนเอื้อมไปถึงแผ่นฟ้า กลิ่นหอมจางๆ ของกลิ่นต้นไผ่ฟุ้งอยู่ในอากาศ สายลมเอื่อยๆ พัดเสียดสีจนเกิดท่วงทำนองแบบหนึ่งที่พาให้ใจสงบ กู้เลี่ยงรุ่ยนั่งลงบนศิลารูปนอนอีกก้อน บนตักมีตระกร้าพุทรา ส่วนอาจารย์กู้นั่งหันข้าง สนใจต้นไผ่เงินกอเล็กแทน จนเหมือนว่าความคิดกำลังล่องลอยไปไกลแสนไกล


    กู้เลี่ยงรุ่ยเป็นคนมีมารยาท ในตอนนี้อาจารย์กู้กำลังหวนคิดถึงอดีตอยู่ ดังนั้นเขาจึงไม่ขัด หยิบเอาผลพุทรามาเช็ดกับเสื้อแล้วกินรอเงียบๆ จนหมดไปสามลูก อาจารย์กู้ก็เริ่มต้นเล่าแล้ว


    “ปีนั้นอาจารย์ก็มานั่งคุยกับเจ้าที่นี้ เพื่อบอกเจ้าว่าสำนักจะเป็นของเจ้าแล้ว อาจารย์เหนื่อยตัดสินใจวางมือ เร้นกายไปแสวงหาความหมายของชีวิตต่อ วันนั้นเจ้าโมโหอาจารย์มาก ถึงขั้นขว้างหมวกที่อาจารย์สวมให้ทิ้งไป เป็นครั้งแรกที่เจ้าไม่ฟังอาจารย์พูดเลย อีกทั้งยังไม่ตอบจดหมายอาจารย์หลายปี”


    “ศิษย์เนรคุณแล้ว ทั้งยังจำไม่ได้”


    กู้เลี่ยงรุ่ยยิ้มเขิน เข้าใจเลยว่าในวันนั้นเจ้าสำนักกู้คงฟิวขาดมากแน่ๆ ก็อยู่ดีๆ อาจารย์ที่เปรียบประดุจบิดามารดามาบอกว่าจะจากไป ขอฝากสำนักไว้ด้วย เป็นใครก็คงรู้สึกเหมือนหมาน้อยถูกทิ้ง ต้องอารมณ์ไม่ดีเป็นธรรมดา


     อีกทั้งสำนักคุ้มภัยสกุลกู้เป็นสำนักใหญ่ เด็กอายุยี่สิบปีคนหนึ่งที่พึ่งพ้นวัยรุ่นมาคงจะสับสนไม่น้อย และคงกลัวด้วยว่าจะทำได้ดีไหม อารมณ์ก็คงเหมือนเป็นทายาทบริษัทยักษ์ใหญ่ ทั้งกดดันและหวาดกลัว


    “เป็นอาจารย์เห็นแก่ตัว เบื่อหน่ายชีวิตจึงอยากจะปลดภาระที่สร้างขึ้นมาไว้ให้เจ้า ทำให้เจ้าที่ยังเด็กต้องแบกรับภาระใหญ่หลวง หากว่าปีนั้นอาจารย์ไม่ทิ้งเจ้าไป เจ้าย่อมไม่ต้องลำบากลำบนปานนั้น”


    เมื่อมีชีวิตมาไม่ต่ำกว่าร้อยปี อาหารที่เคยรสชาติเลิศล้ำก็จืดชืด ดอกไม้ที่เคยสวยงามก็ดูไร้สีสัน


     ชีวิตที่ดำเนินผ่านกาลเวลาเหมือนเชื่องช้ายาวนานไม่จบสิ้น กู้ไฉอี้เบื่อหน่ายชีวิตที่ที่สูงส่ง เขาไม่เคยอยากได้รับตำแหน่งยอดฝีมือใดๆ ทั้งยังรู้สึกว่าหน้าที่เจ้าสำนักกลายเป็นภาระผูกมัดให้ต้องอยู่กับที่ ทั้งๆ ในใจรักอิสระและอยากจะโบยบินไปไกลสุดขอบฟ้า


    ช่วงเวลาเหล่านั้นทรมานเหลือเกิน หนักเหมือนภูเขาทั้งลูกกดทับไว้ จนเมื่อตัดสินใจจากไป ทุกอย่างก็พลันเบาลงอย่างไม่น่าเชื่อ


    แต่ก็นับเป็นความเห็นแก่ตัวอย่างที่สุด...


    ในวันนี้ที่กู้ไฉอี้กลับมาแล้วเห็นว่าช่วงเวลาสิบปีที่ผ่านมาได้เปลี่ยนผ่านหล่อหลอมให้กู้เลี่ยงรุ่ยอย่างไรบ้าง กู้ไฉอี้ทั้งภูมิใจและเสียใจ ยิ่งได้รู้ความจริงว่าวิชาที่กู้เลี่ยงรุ่ยฝึกนำพาความทรมานสุดจะกล่าวเพียงใด กู้ไฉอี้ก็ยิ่งรู้สึกผิด ดังนั้นต่อให้ตอนนี้กู้เลี่ยงรุ่ยจะไม่ยอมฝึกวิชาหรือทำตัวแปลกประหลาดเพียงใด หรือว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม กู้ไฉอี้จะไม่หันหลังให้ และจะทำทุกอย่างเพื่อศิษย์ของเขา


    กู้เลี่ยงรุ่ยเหนื่อยมามากพอแล้ว ศิษย์โง่เขลาที่เขาไม่ได้ดูแลละเลยมาสิบปี ต่อให้วันนี้อาจจะไม่ทันแล้ว ทว่าก็ยังไม่สายเกินไปที่จะปกป้องดวงวิญญาณนี้กระมัง...



    คล้ายกับเรื่องตัวข้าไม่ใช่บุตรเขยสกุลฉี! (我不是齐家的女婿) ที่คุณอ่าน