ดึกดื่นยามซวี
อสูรน้อยถูกตื่นขึ้นมาจากห้วงนิทรา เพื่อเดินทางไปฝึกวิชาบู๊บุ๋นจากพี่ชายตนเอง ยามนี้ จื่อเว่ยในวัยเก้าขวบกำลังฝึกฝนกับจื่อรุ่ยอย่างหนัก อายุของจื่อรุ่ยยามนี้ก็ใกล้คำว่าเลขสองขึ้นมาเต็มที ท่ามกลางเหล่าบรรดาลูกศิษย์ที่เป็เชื้อราชวงศ์บ้าง ข้าราชบริพารบ้าง ต่างคนต่างเข้ามาดูการฝึกฝนอย่างเข้มข้นจากทั้งสองคน จื่อเว่ยใช้ไม้พุ่งเข้าตีจื่อรุ่ย จื่อรุ่ยสอนเขา
“จื่อเว่ยเ้าอย่าตีมั่วซั่ว เ้าต้องมีสมาธิทุกครั้งในการตี” จื่อเว่ยถามต่อในขณะที่จื่อรุ่ยหลบไม้จากเขาอยู่
“ข้าไม่เข้าใจ รบกวนเสด็จพี่รองสอนข้าให้แจ่มแจ้งด้วย” จื่อเว่ยหลบดาบโดยะโเข้าอยู่บนไม้ของจื่อรุ่ย จื่อรุ่ยตวัดไม้ออกจากจื่อเว่ย ส่งผลให้จื่อเว่ยล้มลงกับพื้น และไม้ก็ชี้หน้ามาทางจื่อเว่ย ท่ามกลางเสียงหอบทั้งคู่
“พอแค่นี้ก่อน ข้าเหนื่อยแล้ว” จื่อเว่ยดื้อนิดๆ
“เสด็จพี่รอง ข้ายังไหวอยู่”
“เ้ายังไหว แต่ข้าไม่ไหวแล้ว” จื่อรุ่ยดึงตัวจื่อเว่ยให้ลุกขึ้น และเอ่ยต่อไปอีก
“เ้าต้องใช้พลังมนุษย์ในการฝึกการต่อสู้นะ พลังอสูรเ้าอย่าใช้พร่ำเพรื่อ มันทำให้เ้าดูขี้โกงเกินไป” จื่อเว่ยเชื่อฟังจื่อรุ่ยอย่างว่าง่าย
“ขอรับเสด็จพี่รอง” และจื่อรุ่ยลูบหัวจื่อเว่ย
“พลังอสูรน่ะ ใช้เมื่อยามจวนตัวก็พอแล้ว” จื่อเว่ยยิ้มเบาๆ
“ขอรับเสด็จพี่รอง” และเสียงประกาศนั้นก็ดังออกมา
“ฝ่าาเสด็จแล้ว” ฮ่องเต้เสด็จพร้อมกับรถเข็นที่มีชายหนุ่มใบหน้าคล้ายคลึงกับฮ่องเต้กับจื่อรุ่ยอยู่ เขาคนนี้แต่งตัวเหมือนกับจื่อรุ่ยแต่ชุดของเขาขาวไปทั้งชุด ทุกคนเข้าถวายบังคมฮ่องเต้ทันที
“ถวายบังคมฝ่าา ถวายบังคมองค์รัชทายาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นๆ ปี”
“ถวายบังคมเสด็จพ่อ ถวายบังคมเสด็จพี่ใหญ่”
“ถวายบังคมเสด็จอา ถวายบังคมเสด็จพี่ใหญ่” ฮ่องเต้ทรงรับสั่ง
“ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัย” ฮ่องเต้เข็นรถเข็นเข้ามายังจื่อรุ่ยและจื่อเว่ย ทรงพระสรวลกับทั้งคู่
“ขอโทษที่รบกวนการฝึกของพวกเ้านะ” จื่อรุ่ยตอบกลับไป
“หามิได้รบกวนพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ ลูกกำลังฝึกเสร็จพอดี” จื่อเว่ยโยเยทันทีที่พี่ชายตนจะไม่ฝึกกับตนต่อ
“ไม่เอานะเสด็จพี่รอง ข้ายังไม่เก่งเลย” ทั้งสามคนหัวเราะพร้อมกัน ฮ่องเต้ทรงลูบผมกุมารน้อยและตรัสว่า
“การฝึกที่ดีจะต้องมีการพักผ่อนแรงบ้าง เ้าอย่าทุ่มกำลังจนหมดนะจื่อเว่ย” จื่อเว่ยเชื่อฟังพระองค์อย่างง่ายดาย
“พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” และฮ่องเต้ทรงจูงมือเด็กน้อยและทรงพยักพระพักตร์ให้องครักษ์เข้ามาเข็นรถเข็นองค์รัชทายาทที่เจ็บป่วยมาั้แ่เยาว์วัย เข็นรถไปยังห้องรักษาพยาบาล
“ไปกันเถิด เ้าต้องให้ยากับเสด็จพี่ของเ้านะ จื่อเว่ย”
“พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” และจื่อเว่ยร่ำลาจื่อรุ่ย
“เสด็จพี่รอง วันนี้ข้าสนุกมากเลย วันหลังข้าจะมาฝึกใหม่นะ”
“อืม ดูแลตัวเองดีๆ ล่ะจื่อเว่ย”
“ขอรับ” และฮ่องเต้ทรงจูงมือจื่อเว่ยเข้าห้องรักษาพยาบาลไป เมื่อทั้งหมดลับตา จื่อรุ่ยรู้สึกอดห่วงจื่อเว่ยไม่ได้ แม้ว่ารู้อยู่เต็มอกว่าฮ่องเต้นั้นทรงพยายามหาทางรักษาองค์รัชทายาทผู้นี้ให้หายป่วยให้จงได้ พระองค์ทรงทำทุกวิถีทางที่จะทำให้องค์รัชทายาทหายป่วยจากโรคร้าย และฮ่องเต้ทรงทราบดีว่าเือสูรของจื่อเว่ยนั้น สามารถรักษาคนได้ ั้แ่จื่อเว่ยยังหกขวบมาจนถึงป่านนี้ จื่อรุ่ยก็คิดไม่ออกจริงๆ ว่ามีวิธีรักษาใดๆ ที่ดีกว่านี้
“เสด็จพี่รอง” จื่อรุ่ยออกจากห้วงภวังค์ทันที ข้างกายเขามีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่ง ที่จื่อรุ่ยรับตัวเขาจากแคว้นพยัคฆ์ตามคำสั่งเสียของพระอนุชาอันเป็ที่รักของเสด็จพ่อของเขา ก่อนที่ทนพิษาแไม่ไหวจากการสู้รบกับอสูรเลยสิ้นพระชนม์ไป ทิ้งไว้เพียงราชกุมารที่ต้องเป็ฮ่องเต้แทนพ่อเมื่อยังอายุไม่ถึงสิบแปดดี และกุมารตัวน้อยที่ต้องมีใบหน้ายิ้มแย้มตลอดเวลาตามคำสั่งเสียของเสด็จแม่ของเขา แต่จริงๆ ก่อนหน้าเสด็จย่าของเขาก็สอนให้เขายิ้ม ในตอนที่เสด็จย่าของเขากำลังรักษาโรคเกี่ยวกับเืลม และตอนนี้เด็กน้อยได้ยิ้มแย้มใส่เขา
“ฉิงเอ๋อร์ บอกตรงๆ นะ ข้าไม่มั่นใจเลย”
“เชื่อข้าเถิด จื่อเว่ยจะต้องไม่เป็อะไร ข้าขอลาไปก่อนนะเสด็จพี่จื่อรุ่ย วันนี้สนุกมากเลย ฮึๆๆ” และฉิงเอ๋อร์ก็เดินเข้าห้องนอนของตนไป
ห้องรักษาพยาบาล
จื่อเว่ยใช้เข็มเจาะที่นิ้วชี้เพื่อเอาเืเพียงหยดหนึ่งใส่ไว้ในสมุนไพรที่จะต้องรักษาองค์รัชทายาท เมื่อได้หยดเืตามความ้าแล้ว จื่อเว่ยใช้นิ้วที่เปื้อนเืนั้นคนผสมเืกับสมุนไพรให้เข้ากันจนได้ที่ และยื่นถ้วยยาให้กับองค์รัชทายาท
“เสด็จพี่ใหญ่” องค์รัชทายาทยิ้มเบาๆ และหยิบสมุนไพรขึ้นดื่ม เมื่อดื่มจนหมดถ้วย เขาหันมาพูดคุยกับจื่อเว่ย
“จื่อเว่ย วันนี้เ้าฝึกอะไรบ้าง?” จื่อเว่ยตอบตามความจริง
“วันนี้ข้าฝึกวิชาดาบไม้ เสด็จพี่รองสอนดีอยู่แล้ว” องค์รัชทายาทลูบผมน้องชายเบาๆ
“เ้าอสูรน้อยของข้า” และองค์รัชทายาทดึงตัวจื่อเว่ยมานั่งบนตัก อีกไม่นานจื่อเว่ยก็จะเติบโตขึ้น เขากอดจื่อเว่ยไว้ก่อนที่จะไม่มีโอกาสได้กอดเขาอีก และฮ่องเต้ตรัสว่า
“ถึงเวลานอนได้แล้วล่ะจื๋อปิ่ง” จื๋อปิ่งองค์รัชทายาพยักหน้า
“พะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” จากนั้นพระองค์ก็เสด็จพาองค์รัชทายาทกลับเข้าห้องบรรทม ส่วนจื่อเว่ยก็เข้าหีบไป
แต่แล้วจื่อเว่ยต้องเผชิญกับ่เช้าที่อันตรายอีกครั้ง เมื่อองค์ชายคนอื่นๆ ้ารังแกจื่อเว่ย เด็กๆ พากันไปยังหีบใบใหญ่ และลากจื่อเว่ยขึ้นจากหีบ
“ปล่อยข้านะๆๆ” เด็กๆ คนอื่นๆ จับตัวจื่อเว่ยแบกกันไป จื่อเว่ยร้องหาคนช่วยตลอดเวลา
“เร็วๆ ซี่ อย่าให้เสด็จพี่รองกับเสด็จพ่อเห็น” เด็กคนหนึ่งเอ่ยขึ้นมา
“ได้เลยพี่หก” เด็กๆ ทุกคนทำตามที่องค์ชายหกบอก และพอมาถึงลานกว้างที่มีแดดส่องอย่างรุนแรง เด็กๆ จับจื่อเว่ยล่ามไว้กับโซ่ทั้งแขนขาสองข้าง จื่อเว่ยร้องไห้ด้วยความเ็ป
“ช่วยข้าด้วยฮือๆๆ ช่วยข้าด้วย” องค์ชายหกพูดขึ้นมาทั้งๆ ที่ยืนกอดอก
“ไม่มีใครช่วยอสูรอย่างเ้าได้หรอก จงตายเป็ฝุ่นไปซะ!” แสงแดดแรงเริ่มเผาร่างอสูรน้อยขึ้นมาช้าๆ เด็กบางคนจะฉีกเสื้อผ้าจื่อเว่ยแต่มีมือหนึ่งห้ามไว้
“ไม่ต้องฉีกให้เสียเวลาหรอก ยังไงเสียเ้านี่ก็ต้องตายเพราะแดดอยู่ดี” เด็กๆ เ่าั้หัวเราะพร้อมกัน ท่ามกลางเสียงหวีดร้องทรมานของจื่อเว่ย
“อ๊าาาาาา!!!!” เสียงกรีดร้องด้วยความเ็ปทรมานเริ่มทำงานหนักขึ้น ทันใดนั้นเองผ้าคลุมสีดำชนิดหนาต้านแสงแดดก็มาคลุมร่างจื่อเว่ยเอาไว้ อีกทั้งฝนฟ้าคะนองและพายุก็ถ่าโถมเข้ามา เมฆหมอกได้ทำการปิดบังแสงแดดเอาไว้ องค์ชายน้อยทุกคนใ องค์ชายหกเบ้ปากเบาๆ
“ฉิงเอ๋อร์ไอ้มารหน้ายิ้ม!” ฉิงเอ๋อร์ยิ้ม และตบหน้าองค์ชายหก เด็กๆ ทุกคนจะรุมฉิงเอ๋อร์ แต่ฉิงเอ๋อร์ได้โปรยเข็มพิษไว้ทางพวกนั้นแล้ว
“เข้ามาสิ ระวังโดนพิษข้านะ ฮึๆๆ” และแล้วมีขวานใหญ่เข้ามาตัดโซ่ออกจากกัน ทำให้จื่อเว่ยเป็อิสระ จื่อเว่ยรีบวิ่งเข้าไปข้างในห้องมืดๆ ทันที ส่วนเด็กๆ ที่แกล้งจื่อเว่ยต้องใ เพราะจื่อรุ่ยถือขวานเข้ามาตัดโซ่ ส่วนฉิงเอ๋อร์นั้น รีบตามจื่อเว่ยไป
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
ความสนุกเริ่มมาเรื่อยๆเลยค่ะ เป็ไงกันบ้างน้าาาาา อย่าลืมคอมเมนท์กันเยอะๆๆๆน้าาา
ขอบคุณค่ะ