นางมารน้อยหวนคืน

    ตอนที่ 50 แม้แต่ฝาโลงยังกระเด็น

    “ลูกพี่ ท่านพูดเช่นนี้ไม่กลัวเขาจะลุกขึ้นมาบีบคอท่านหรือขอรับ?” ซู่เหยหมดคำจะกล่าว ถ้าเป็นมันละก็ หากเจอคนที่เอาของของมันไปแล้วยังพูดจาเอาดีเข้าตัวเช่นนี้ มันต้องโมโหจนฝาโลงกระเด็นเป็นแน่!


    “กลัวอะไรกัน ที่ข้าพูดล้วนมีเหตุผลทั้งนั้น” มู่เชียนจิ่วมองร่างไร้วิญญาณของบุรุษบนเตียงศิลาอีกครั้ง “ในเมื่อเราเอาของของเขาไป บางทีวันหนึ่งเราอาจเจอศัตรูของเขา ถึงเวลานั้นเราอาจได้ช่วยเขาชำระแค้นก็เป็นได้ นี่ก็ถือเป็นการตอบแทนเช่นกันนะ”


    เรื่องนี้นางไม่ได้พูดส่งเดช ถึงอย่างไรนางก็เป็นคนที่เคยตายและอาศัยร่างของคนอื่นมาแล้วถึงสองครา ดังนั้นความเข้าใจและประสบการณ์ที่สั่งสมมาย่อมมากกว่าคนอื่นอยู่แล้ว อย่างเช่นในชีวิตนี้ที่นางกำลังแก้แค้นให้เจ้าของร่างเดิม


    ซู่เหยทำท่าทางเอือมระอา ราวกับจะบอกว่า ท่านเป็นลูกพี่นี่ ท่านว่าอย่างไรก็อย่างนั้นอยู่แล้ว


    “ลูกพี่ พวกเราได้ของมาแล้ว เช่นนั้นจะกลับกันเลยหรือไม่ขอรับ?”


    “ไม่ต้องรีบร้อน” มู่เชียนจิ่วมองร่างไร้วิญญาณนั้นอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะแตะมือลงบนร่างของเขา


    “กายเนื้อของเขาคงอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว ขุดหลุมฝังศพให้เขากันเถอะ”


    “อ่า…ฮะ?”


    มู่เชียนจิ่วมองหน้าซู่เหย “ฮะอะไรของเจ้า ยังจะยืนนิ่งอยู่อีก รีบไปจัดการเร็วเข้า!”


    “ท่าน...ท่านให้ข้าไปขุดหลุมหรือ?” ซู่เหยยกอุ้งเท้าน้อย ๆ ของตัวเองขึ้นมาและชี้หน้าตัวเอง สีหน้าไม่อยากจะเชื่อ


    “แหงสิ ไม่ใช่เจ้าแล้วจะให้ข้าเป็นคนขุดอย่างนั้นหรือ?” มู่เชียนจิ่วเอ่ยออกมา “ข้าเลี้ยงดูเจ้าอย่างดี ทำงานแค่นี้อย่าบ่นให้มากนัก ได้เวลาแสดงฝีมือของเจ้าแล้ว รีบไปเร็วเข้า!”


    ซู่เหยยังไม่ทันได้สติ มู่เชียนจิ่วก็จับหางของมันโยนออกไปนอกถ้ำทันที


    ซู่เหย “...”


    มันไม่ใช่คน ลูกพี่ของมันก็ไม่ใช่คนเหมือนกัน ถึงทำกับมันเช่นนี้ได้!!!




    หลังจากสำรวจรอบถ้ำแล้ว ของที่สามารถนำไปได้ มู่เชียนจิ่วก็เก็บใส่แหวนเก็บสมบัติจนหมด ถ้ำที่เดิมก็ไม่ค่อยจะมีอะไรอยู่แล้ว บัดนี้จึงกลายเป็นถ้ำร้าง ไม่เหลืออะไรอีกเลย


    ต่อให้มีหนูเข้ามาในนี้ เกรงว่าคงได้ร้องไห้กลับไปเป็นแน่!


    มู่เชียนจิ่วนำร่างของบุรุษผู้นั้นออกมาจากถ้ำ ซู่เหยเองก็ขุดหลุมที่มีขนาดใหญ่เท่ากับคนหนึ่งคนเอาไว้เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากเวลามีจำกัดจึงไม่สามารถขุดลึกกว่านี้ได้ แต่ก็เพียงพอสำหรับการฝังร่างคนร่างหนึ่งแล้ว


    หลังจากฝังร่างของบุรุษผู้นั้นเสร็จ มู่เชียนจิ่วก็หันกลับไปมองในถ้ำอีกครั้ง


    “พวกเราไปกันเถอะ”


    ซู่เหยหมอบอยู่บนศีรษะของมู่เชียนจิ่ว มองดูอุ้งเท้าหน้าทั้งสองข้างของตนเองด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ


    มันเป็นถึงกระรอกหาสมบัติ…กระรอกหาสมบัติเชียวนะ ไม่ใช่หนูดิน!


    ฮือฮือฮือ


    “เอาละ ๆ เลิกน้อยใจได้แล้ว คืนนี้ข้าจะทำของอร่อยให้เจ้ากิน!” หญิงสาวลูบศีรษะของสมุนน้อย “ให้เจ้ากินจนอิ่มเลยดีหรือไม่!”


    ซู่เหยดวงตาทอประกายอย่างรวดเร็ว “ลูกพี่ ให้ข้าขุดหลุมอีกก็ได้นะขอรับ!”


    “หืม” มู่เชียนจิ่วยิ้มจนตาหยี “ครั้งหน้าก็แล้วกัน เจ้ายังมีโอกาสแสดงฝีมืออีกเยอะ!” ซู่เหยเป็นคนเสนอเองนะ นางไม่ได้บังคับมันเลย


    เมื่อซู่เหยได้ยินก็หุบปากทันที


    มันแค่พูดส่ง ๆ เท่านั้นเอง เหตุใดลูกพี่ต้องคิดเป็นจริงเป็นจังด้วย!


    “ไปกันเถอะ” เอ่ยจบมู่เชียนจิ่วก็เดินมาหยุดที่ข้างกายของจงหลิง และแบกร่างของอีกฝ่ายออกมาจากม่านพลัง


    มู่เสียวจิ่วในร่างใหม่อุตส่าห์จินตนาการไปถึงไหนต่อไหนว่าการมาถ้ำลึกลับแห่งนี้จะตื่นเต้นเพียงใด ทว่าสุดท้ายกลับมีแค่นี้เองน่ะหรือ 


    ช่างน่าเบื่อจริง ๆ


    แต่จะว่าไปแล้ว ตอนนี้น้องสาวนอกไส้ของนางไปอยู่ที่ไหนกันแน่นะ?


    “ลูกพี่ขอรับ ตอนนี้พวกเราจะไปที่ใดต่อหรือขอรับ?” ซู่เหยกวาดสายตามองไปรอบ ๆ 


    บริเวณนี้เหมือนไม่มีพลังวิญญาณใด ๆ อยู่แล้ว มันไม่เคยเห็นแดนลับที่แร้นแค้นเช่นนี้มาก่อน


    มู่เชียนจิ่วเองก็รู้สึกหงุดหงิดเช่นกัน แดนลับแห่งนี้ยังมีอีกหลายที่ที่นางยังไม่เคยไป มู่เทียนเซี่ยก็ไม่มีทางรออยู่ที่เดิมให้นางไปหาอย่างแน่นอน ช่างยุ่งยากเสียจริง!


    “หรือไม่ เราสู้เดินลึกเข้าไปอีกหน่อยดีหรือไม่?”


    ซู่เหยกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที “ที่นั่นมีของดีหรือไม่ขอรับ?”


    “ข้าเองก็ยังไม่เคยไป ข้ารู้แค่ว่าในแดนลับแห่งนี้มีหลายที่ที่อันตราย คนที่ไปที่อันตรายเหล่านั้นน้อยนักจะรอดชีวิตกลับมา” มู่เชียนจิ่ววางร่างจงหลิงพิงต้นไม้ต้นหนึ่ง “แต่ของล้ำค่ามักมาพร้อมกับความเสี่ยง หากสามารถเอาชีวิตรอดออกมาได้ ข้าคิดว่าของที่จะได้มาต้องคุ้มค่าอย่างแน่นอน!”


    “เอ่อ...” ซู่เหยลำคอแห้งผากในบัดดล 


    “ลูกพี่ หรือไม่ก็ปล่อยมันไปเถอะขอรับ สมบัติไหนเลยจะมีค่าเท่าชีวิตล่ะขอรับ!”


    มู่เชียนจิ่วเม้มริมฝีปากเล็กน้อย กำลังจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าจงหลิงที่พิงต้นไม้อยู่ก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ “ข้า...ข้าเป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ?”


    “เจ้าสลบไปน่ะ” มู่เชียนจิ่วชูนิ้วขึ้นมาหนึ่งนิ้ว แกว่งไปมาตรงหน้าของจงหลิง


    “บอกข้ามาซิว่านี่อะไร”


    จงหลิงกะพริบตาปริบ ๆ “เลขหนึ่งอย่างไรล่ะเจ้าคะ”


    “นี่มันนิ้วชัด ๆ!” มู่เชียนจิ่วยกมือขึ้นลูบที่ตาของจงหลิง “ยังสะลึมสะลืออยู่เลย นอนต่ออีกสักหน่อยเถอะ”


    จงหลิง “...”


    “พี่เสียวจิ่ว ท่านแกล้งข้าหรือเจ้าคะ!” จงหลิงทำหน้ามุ่ย นางรู้อยู่แล้วว่าเป็นนิ้ว นางก็แค่ อืม...ไม่ทันตั้งสติก็เท่านั้นเอง!


    มู่เชียนจิ่วได้แต่ทอดถอนใจ คนของสำนักกระบี่ช่างโง่...โอ๊ะ ไม่ใช่ ช่างเป็นคนใสซื่อจริง ๆ


    เห็นแก่หน้าของจงหลิง หากต่อไปนางไปขุดสุสานของบรรพชนสำนักกระบี่อีก นางจะลองพิจารณาดูอีกทีเรื่องทิ้งโลงศพของบรรพชนเหล่านั้นเอาไว้


    แต่จะว่าไปแล้วสำนักกระบี่ก็นับว่าร่ำรวยไม่น้อย


    โลงศพและฝาโลงของบรรพชนสำนักกระบี่เหล่านั้น ล้วนสร้างมาจากรากไม้สีเงินหมื่นปี ต่อให้มีขนาดเท่ากำปั้นก็สามารถขายได้ถึงสิบล้านหินวิญญาณเลยทีเดียว!


    น่าเสียดายที่ครานั้นนางขโมยมาได้แค่เพียงฝาโลงแผ่นเดียว ทุกครั้งที่หวนนึกถึงเรื่องนี้ อดีตบรรพจารย์น้อยอวิ๋นพานรู้สึกว่า ตนเองสูญเสียหินวิญญาณไปหลายร้อยล้านก้อนอย่างไรอย่างนั้น…


    “โอ๊ย ข้าแค่ล้อเล่น” มู่เชียนจิ่วคลี่ยิ้มกว้าง


    “จริงสิ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าศิษย์พี่ของเจ้าก็จะมาทางเช่นกัน เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าตัวเองจำไม่ผิด?”


    จงหลิงลองใคร่ครวญดูอีกครั้ง “ไม่ผิดเจ้าค่ะ สถานที่ที่ม้วนหนังสัตว์ในมือของนางจิ้งจอกนั่นเขียนเอาไว้ คือที่นี่แน่นอนเจ้าค่ะ!”


    “ม้วนหนังสัตว์?” มู่เชียนจิ่วนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรีบหยิบม้วนหนังสัตว์ที่นางได้มาจากมู่ยวนออกมา 


    “ใช่ม้วนหนังสัตว์เช่นนี้หรือไม่?”


    “พี่เสียวจิ่ว เหตุใดท่านถึงมีม้วนหนังสัตว์ได้ล่ะเจ้าคะ?” จงหลิงพลิกสิ่งที่ได้รับมาจากอีกฝ่ายไปมาอยู่หลายรอบ มีแค่วัสดุเท่านั้นที่ไม่เหมือนกัน ทว่าภาพที่วาดอยู่บนนั้นล้วนเหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว


    มู่เชียนจิ่วดวงตาฉายประกายบางอย่าง “นางจิ้งจอกที่เจ้าพูดถึง นางบอกเจ้าหรือไม่ว่านางมีนามว่าอะไร?”


    “บอกเจ้าค่ะ” จงหลิงกะพริบตาปริบ ๆ พยายามตั้งใจนึก “เหมือนจะมีนามว่า...เซี่ย”


    “มู่เทียนเซี่ย!”


    “หืม?” จงหลิงรีบพยักหน้ารับหงึก ๆ “ใช่เจ้าค่ะ นางมีนามว่ามู่เทียนเซี่ย พี่เสียวจิ่ว ท่านรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ท่านก็รู้จักนางจิ้งจอกนั่นหรือเจ้าคะ?”


    มู่เชียนจิ่วรู้สึกสุขใจขึ้นมาทันที นางกำลังหงุดหงิดที่ตามมู่เทียนเซี่ยไม่เจออยู่พอดี ไม่คิดว่าเบาะแสจะมาหาถึงที่!


    “รู้จักสิ” มู่เชียนจิ่วแสยะยิ้ม “ไม่เพียงรู้จักเท่านั้นนะ แต่ยังเป็นศัตรูกับนางด้วย เป็นศัตรูที่ต้องตายกันไปข้าง!”


    จงหลิงชะงักไปครู่หนึ่ง “สตรีนางนั้นชั่วช้ามากหรือเจ้าคะ?”


    “ไม่เพียงชั่วช้าธรรมดา แต่ชั่วช้าสามานย์เข้าไปถึงสายเลือดและกระดูกดำเลยทีเดียว” มู่เชียนจิ่วสาธยายเรื่องที่รากปราณของตนถูกชิงไป จากนั้นก็ถูกบีบให้กระโดดลงหุบเหวให้จงหลิงฟัง


    “เหตุใดนางถึงชั่วช้าเพียงนี้!” หลังจากฟังเรื่องที่มู่เชียนจิ่วประสบมา จงหลิงก็ขอบตาแดงก่ำ พยายามสูดน้ำมูกเอาไว้


    “พี่เสียวจิ่ว เช่นนั้นท่าน...ตอนนี้...”


    “นางไม่รู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่” มู่เชียนจิ่วลูบศีรษะของจงหลิง “ดังนั้นหากศิษย์พี่ของเจ้าอยู่กับสตรีผู้นั้นละก็ แสดงว่าตอนนี้เขากำลังตกอยู่ในอันตราย”


    จงหลิงได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดเผือดในทันใด “เช่น...เช่นนั้นพวกเรารีบไปตามหาพวกเขากันเถอะเจ้าค่ะ!”


    “ไม่ต้องร้อนใจไป พวกเราแค่นั่งรออยู่ที่นี่ก็พอแล้ว” ตอนนี้มู่เชียนจิ่วมีความมั่นใจว่า มู่เทียนเซี่ยเองก็ต้องมาที่ถ้ำแห่งนี้เช่นกัน!


    ด้วยตบะบารมีของคุณหนูมู่ ไม่มีทางที่นางจะทำลายม่านพลังนี้ได้ ยิ่งไปกว่านั้นศิษย์พี่ของจงหลิงอย่างไรเสียก็เป็นผู้แข็งแกร่งระดับฌานดรุณขั้นสูง ขอเพียงมู่เทียนเซี่ยยังมีสมองอยู่บ้าง ย่อมไม่มีทางทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน


    ที่เมื่อครู่นางกล่าวให้ดูร้ายแรงเช่นนั้น ก็แค่ต้องการให้จงหลิงตกใจเท่านั้นเอง


    อย่างน้อยก็ให้นางได้รู้ว่า ใจคนบนโลกนี้โหดร้ายเพียงใด


    .


    .


    .

    คล้ายกับเรื่องนางมารน้อยหวนคืน ที่คุณอ่าน