หูเจียวเจียวโยนขวดสไปร์ทลงบนถนน
ในวันอากาศร้อนอ้าวแบบนี้ รถดันมาเสียอีก กลุ่มคนแต่งตัวสีสันสดใสแพรวพราวอยู่ภายใต้แสงแดดจ้าใครจะมาอารมณ์ดีได้อยู่
“ฟิ้ว!” ทันใดนั้น รถสีดำคันหนึ่งก็ขับโฉบผ่านไป หูเจียวเจียวไม่มีอารมณ์มองรถแต่เธอมองเห็นสวีหยางอี้ที่นั่งอยู่หลังเบาะ
อีกฝ่ายมองเธอด้วยสายตาเรียบนิ่งราวกับเห็นเธอเป็นเพียงสิ่งของ
“แม่งเอ๊ย!” หูเจียวเจียวฟาดกระเป๋าแอร์เมสใส่กระโปรงรถอย่างโมโหไปหนึ่งทีไฟโทสะปะทุเดือดดาลขึ้นเรื่อยๆ อย่างไร้สาเหตุ
เสียงผิวปากของคนก่อนหน้านี้เป็นเหมือนถ่านไฟ ส่วนสายตาที่ไร้อารมณ์ของสวีหยางอี้เมื่อครู่คือชนวนจุดระเบิด!
“หูปา รีบซ่อมให้เรียบร้อย” เธอพูดขึ้นด้วยเสียงเย็นชา“เดี๋ยวซ่อมเสร็จฉันขับเอง”
“เป็นอะไรไป?” พี่ชายของเธอโบกพัดให้เธอพลางคลี่ยิ้มเอ่ย“อารมณ์ไม่ดีเหรอ?”
“ไอ้หน้าโง่นั่นเพิ่งขับผ่านไป!” หูเจียวเจียวพูดอย่างไม่สบอารมณ์
“ไอ้หน้าโง่คนไหนอีก?”
“ก็ไอ้คนที่ฉันสาดน้ำใส่มันไง!” หูเจียวเจียวยกเท้าขึ้นมาเหยียบบนล้อรถ“มันมองฉันด้วย! พี่ไม่เห็นสายตามันเมื่อกี้! แม่ง! โคตรน่าโมโหเลย!”
“กล้ามามองฉันด้วยสายตาแบบนั้นงั้นเหรอ?! แล้วต้องมาเห็นฉันในสภาพแบบนี้อีก!แม่งเอ๊ย!”
คำสบถด่าทอหลุดออกจากปากเธอมาเป็นพรวน เธอนั่งลงบนเบาะคนขับ
ได้ เดี๋ยวได้เห็นดีกัน!
อยากลองดีกับฉันนักใช่ไหม?
อย่างมันน่ะเหรอ? หูเจียวเจียวขำอย่างดูถูกจากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างมาดร้าย ตอนแรกๆ อีกฝ่ายก็น่าสนใจอยู่หรอก เพราะหน้าตาอีกฝ่ายจัดว่าหล่อเหลาเลยทีเดียวซึ่งตัวเธอเองก็ยอมรับ... ว่าผู้ชายคนนี้ดูสมกับเป็นชายชาตรีและมีแรงดึงดูดเหมือนกับสัตว์ป่าแต่มองไปมองมา เธอกลับรู้สึกหงุดหงิดซะงั้น
คิดตัวเองหล่อนักเหรอ? คิดว่าตัวเองขับรถแพงนักเหรอ?
ไอ้เส็งเคร็งเอ้ย!
กล้าทำเป็นอวดรวยต่อหน้าฉันคนนี้งั้นเหรอ?
รถของอีกฝ่ายแล่นจากไป ไฟโทสะในใจของเธอปะทุขึ้นอย่างไร้สาเหตุเธอกระดกสไปร์ทรวดเดียวครึ่งขวดแล้วก็โยนทิ้งไป
“คุณหนูครับ ซ่อมเสร็จแล้วครับ” ตอนนั้นเอง เสียงคนขับก็ลอยมาหูเจียวเจียวพลันกวักมืออย่างหงุดหงิด “ไปนั่งที่เบาะหลังซะ!”
“เร็วเข้าสิ! มัวลีลาอะไรอยู่!” ไฟโทสะยังคงสุมอก เธอเคาะประตูรถเรียกพวกเขา
อีกสองคนที่เหลือได้แต่มองหน้ายักไหล่ให้กันพวกเขามีลางสังหรณ์ว่าวันนี้คงต้องตามเก็บกวาดให้ราชินีคนนี้อีกแล้ว
“ครั้งหน้าต้องรายงานคุณหูให้ตักเตือนเธอหน่อยแล้วขืนปล่อยให้หูเจียวเจียวเป็นแบบนี้ต่อไป ต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นสักวันแน่ๆ” ชายหนุ่มขมวดคิ้วถอนหายใจ
“พวกเราเตือนเธอ เธอไม่ฟังหรอก แถ,ถูกด่ากลบมาอีกแต่ดีหน่อยที่ตอนนี้ยังอยู่ในมณฑลหมิงสุ่ย...” คนขับพูดเสริม
“ดีตรงไหนล่ะ ในมณฑลหมิงสุ่ยยังมีอีกหลายคนที่พ่อแม่ของเธอไม่กล้ายุ่ง”ชายหนุ่มพูดขึ้นอย่างจนปัญหา “ไม่รู้ทำไม ครั้งนี้ฉันรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไรเมื่อวานก็เลยนอนไม่ค่อยหลับ”
ครั้นเสียงพูดสิ้นสุดลง เสียง “ปรื๊น” ดังขึ้นรถทั้งคันออกไปพุ่งไปข้างหน้าทันที! ความเร็วถูกเร่งจนเต็มพิกัด!
“อ้าก...”
“ขับช้าๆ หน่อยสิ!” สีหน้าชายหนุ่มซีดเผือด พลันตะเบ็งเสียงส่วนสีหน้าของคนขับรถตอนนี้ซีดเป็นศพไปแล้ว “หูเจียวเจียว เธออยากตายนักเหรอ!ฉันยังไม่อยากตายนะเว้ย!”
“เบาๆ หน่อย! แม่งเอ๊ย!” ชายหนุ่มตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก เป็นครั้งแรกที่เขาสบถออกมาและไม่คิดจะตามใจน้องสาวตัวเองอีกต่อไป “เจียวเจียวฉันรู้ว่าเธอรีบไปหาเรื่องคนนั้น แต่ด้วยความเร็วของรถเรา อย่างไรก็ตามทัน!เธอจะใจร้อนไปทำไม!”
“ไม่!” หูเจียวเจียวตะโกนกลับพลางเหยียบคันเร่ง
“คุณหนูครับ หน้าที่ของผมคือรักษาความปลอดภัยของคุณขืนคุณขับด้วยความเร็วแบบนี้ต่อไป เกรงว่า...”
หูเจียวเจียวกัดริมฝีปากตัวเอง ในที่สุดก็ยอมผ่อนคันเร่งลง
“อีกเดี๋ยวถ้าตามมันทันแล้ว พวกนายห้ามขัดใจฉันล่ะ” เธอแค่นเสียงหึในลำคอแต่ความโมโหในใจกลับปะทุยิ่งกว่าเดิม
“ตามใจเธอ” ท่าทางของชายหนุ่มกลับมาดูเบื่อหน่ายเหมือนเดิมเพียงแต่คิ้วยังคงขมวดกันแน่น “อย่างไรเธอก็มีพ่อแม่คอยเก็บกวาดให้เหมือนเดิม...แต่ว่าเจียวเจียว ฉันขอเตือนเธอเอาไว้อย่าง ทางที่ดีที่สุดอย่าทำให้วงศ์ตระกูลมีปัญหา เพราะถ้าเกิดปัญหาขึ้นจริงๆ มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่เข้า...”
“น่ารำคาญจริง!” หูเจียวเจียวหันมาตะคอกใส่อย่างโมโห“ตกลงพี่เป็นพ่อหรือเป็นพี่ฉันกันแน่? เรื่องพวกนี้ต้องให้พี่มาสั่งสอนด้วยเหรอ?”
“ครับๆๆ งั้นฉันไม่ยุ่งแล้ว ตามใจเธอแล้วกัน”ชายหนุ่มพูดเสียงนุ่มอย่างสุภาพ และไม่พูดอะไรอีก
สวีหยางอี้นั่งฟังเพลงคลอๆ รถเคลื่อนที่ไปอย่างช้าๆ สบายอารมณ์ความรู้สึกภายใต้แสงอาทิตย์แบบนี้มีชีวิตชีวายิ่งกว่าภายในห้องหินอันเย็นเยือกและเงียบเหงาเป็นยิ่งนักภาพที่ปรากอยู่เบื้องหน้าเปรียบเหมือนภาพวาดสีสันสดใสหาใช่ความมืดมิดอันห่อเหี่ยวเหมือนในห้องหินไม่
ถ้าหลังจากนี้ ตบะของตัวเองสูงขึ้น เขาจะหาโอกาสเดินทางไปรอบโลกให้ได้ออกไปเปิดโลกกว้างและสัมผัสกับบรรยากาศใหม่ๆ ...เขามองเมฆยามเย็นบนท้องฟ้าอย่างใจลอยมุมปากกระดกขึ้นเล็กน้อยพลางเคาะนิ้วตามจังหวะเพลง
“ฟิ้ว!” ทันใดนั้น รถคันหนึ่งก็แล่นผ่านเขาไปอย่างรวดเร็วแต่กระนั้นเขาก็มองเห็นสาวน้อยจอมโวยวายที่กำลังเดือดดาลอยู่ยกนิ้วกลางให้ตัวเขาพร้อมกับด่าทออะไรสักอย่างซึ่งสวีหยางอี้ได้ยินไม่ถนัดหู แต่อ่านจากริมฝีปากแล้วน่าจะเป็นคำว่า...ไอ้หน้าโง่!
หน้าคุ้นๆ เหมือนกันนะ
“คุณสวีครับ รถทะเบียน 6666 อ้อมมาตัดหน้าพวกเราแล้วครับ”หลี่จงหยวนพูดขึ้น
“ปล่อยพวกเขาไป” สวีหยางอี้ตอบกลับเสียงนิ่ง
“ปี๊น!” ทันใดนั้น เสียงแตรรถดังสนั่น ไฟท้ายรถข้างหน้าสว่างสีแดงเสียดตาทำเอาหลี่จงหยวนตกใจจนต้องจอดรถกะทันหัน แต่เมื่อเงยหน้ามองอีกที พบว่าอีกฝ่ายขับหนีไปแล้ว
แม้หลี่จงหยวนจะฝึกตนเหมือนกัน แต่ความอดทนเขาก็มีขีดจำกัดคิ้วเขาเริ่มย่นเข้าหากัน ไฟโทสะเริ่มปะทุขึ้นมาในใจ
แต่ขับต่อไปยังไม่ถึงห้าเมตร เขาก็กุมขมับพูดขึ้น “คุณสวีหยางอี้ครับดูเหมือนไอ้รถซุปเปอร์คาร์ข้างหน้า... จะหาเรื่องพวกเราแล้วครับ...”
รอยยิ้มมุมปากของสวีหยางอี้เลือนหาย
สิ่งที่น่าหงุดหงิดที่สุดตอนตกอยู่ในห้วงอารมณ์สุนทรีย์ก็คือ...
ถูกขัดจังหวะ
เขาไม่อยากสนใจคนพวกนี้ แต่คนพวกนี้กลับมาขัดจังหวะในห้วงอารมณ์สุนทรีย์ที่เกิดขึ้นน้อยครั้งของเขาราวกับแมลงวันเรื่องแบบนี้ทำเอาเขาเริ่มหงุดหงิดขึ้นมาบ้างแล้ว
“แซงหน้าไป”
“คุณสวีครับ... แซงไม่ได้ครับ รถคันข้างหน้าเดี๋ยวผ่อนเดี๋ยวเร่งความเร็วพวกเขาจงใจไม่ให้เราแซงแล้ว ตอนนี้ก็ขับช้าเป็นเต่าเลย ขืนเป็นแบบนี้พรุ่งนี้คงไปไม่ถึงบึงบงกชจตุทิศ...”
“เป็นไง? เจ๋งไหมล่ะ?” ในเวลาเดียวกันหูเจียวเจียวเหลือบตามองรถอาวดี้ผ่านกระจกคนขับ ก่อนถุยหมากฝรั่งออกนอกรถ“ไม่เจียมตัว ก็อย่าคิดว่าจะหนีฉันพ้น!”
ผู้ชายสองคนที่นั่งอยู่เบาะหลังได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ หัวเราะแห้งๆเพราะพวกเขาเข้าใจนิสัยอีกฝ่ายเป็นอย่างดี ราวกับคำว่า ‘ผู้หญิงเจ้าอารมณ์’ถูกบัญญัติขึ้นมาเพื่อเธอ เมื่อโมโมขึ้นมา ต้องหาที่ลงและลากคนอื่นติดร่างแหความซวยนี้ไปด้วย
“คอยดูเถอะ เดี๋ยวอีกสักพักมีทะเลาะกันแน่ๆ” ชายหนุ่มถอนหายใจ“กี่ปีแล้วที่ฉันต้องคอยเก็บกวาด ตามสะสางเรื่องยุ่งเหยิงแบบนี้”
“ใครใช้ให้คุณเกิดมาเป็นลูกพี่ลูกน้องเธอกัน” คนขับรถแซวขึ้น“เดิมทีเวลานี้ก็น่าจะถึงที่หมายแล้ว เห็นแบบนี้แล้วอีกสองชั่วโมงก็คงไม่ถึงที่หมายหรอก”
สวีหยางอี้มองรถข้างหน้าจากที่เบาะหลังตัวเอง
อันที่จริง ทักษะการขับรถของเธอน่าชื่นชมจริงๆ ไม่นึกว่าจะปิดช่องทางการแซงได้ทุกช่องทางแบบนี้และไม่ใช่แค่พวกสวีหยางอี้ที่ต้องเผชิญปัญหานี้กลุ่มเดียวยังมีรถสี่ห้าคันด้านหลังพลอยโดนลูกหลงไปด้วย ทำเอาคนขับตะโกนด่าทอคอเป็นเอ็น
“คิดว่าเป็นรถสปอร์ทแล้วจะทำอะไรก็ได้เหรอ? ปล่อยให้คนอื่นไปก่อนไม่ได้รึไงวะ?”“รีบไปสิวะ! กว่าฉันจะได้ออกมาขับรถชิมวิวกับครอบครัวแบบนี้!มีจิตสำนึกบ้างไหมเนี่ย!” “ขับแบบนี้มาเป็นครึ่งชั่วโมงแล้ว พวกเราไปทำอะไรให้วะ?!” “ใครมันหาเรื่องเธอ ก็ไปจัดการคนนั้นสิ!”
“หุบปาก!” หูเจียวเจียวชะโงกหัวออกไปตะโกนด่าอย่างโมโห “ก็แซงไปดิ!แซงไม่ได้ก็หุบปาก!”
“จะให้เปิดทางให้งั้นเหรอ? ได้!ให้ไอ้โง่นั่นลงมาขอโทษฉันก่อนสิ! ขอโทษแล้วฉันจะเปิดทางให้!”
สวีหยางอี้เชิดคางขึ้น แต่หลี่จงหยวนกลับชะโงกหัวออกไปก่อน“พวกเราจะต้องโทษอะไร?”
“หนอย... แก...” หูเจียวเจียวกัดฟันกรอดพลางตะโกนขึ้น “ฉันไม่สน!!ยังไงแกก็ต้องขอโทษ!”
สวีหยางอี้พยักหน้า หลี่จงหยวนมุดหน้ากลับเข้ามา
“ให้ตายเถอะ! นี่มันนางบ้าตระกูลไหนวะ?! พ่อหล่อนใหญ่โตมาจากไหนวะ!?”รถคันท้ายสุด เป็นรถยี่ห้อธรรมดาทั่วไปข้างในเป็นกลุ่มนักศึกษามหาลัยฯ อายุราวยี่สิบเอ็ดยี่สิบสอง คนขับพูดขึ้นอย่างโมโห“อัดคลิปเอาไว้รึยัง? ถ่ายได้แล้วก็อัปโหลดลงอินเทอร์เน็ตด้วย!หล่อนอยากดังนักใช่ไหม ได้เลย งั้นพวกฉันจัดให้!”
“ถ่ายเอาไว้แล้ว! ฉันบันทึกวีดิโอเก็บไว้ตลอด น่าโมโหจริงๆ!”“อุตส่าห์ได้ออกมาเที่ยวสุดสัปดาห์ทั้งที ฉันอยากไปบึงบงกชจตุทิศมาตั้งนานแล้วต้องมาเจอยายบ้าคนนี้อีก”
เสียงด่าทอรอบข้างไม่วายลอยเข้าหูสวีหยางอี้ แต่สีหน้าของเขายังคงเหมือนเดิม“ขับชนไปเลย”
“ได้ครับ... หะ อะไรนะ? !”
หลี่จงหยวนคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
“ฉันบอกว่า...” สวีหยางอี้ลดกระจกลงมองรถคันข้างหน้าด้วยสายตาเย็นชา“ขับชนพวกมัน”
“ได้เลยครับ...”
หลี่จงหยวนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หนึ่งเฮือก ก่อนถอนรถทิ้งระยะห่างไปประมาณสองเมตรจากนั้นก็เหยียบคันเร่งเต็มแรง บังเกิดเสียง “โครม!” ดังสนั่นรถอาวดี้กับซุปเปอร์คาร์ปะทะกันเข้าแล้ว!
ครั้นเสียง “โครม!” ดังขึ้นทุกคนที่อยู่ในรถคันอื่นอีกห้าคันต่างตกตะลึงกันถ้วนหน้า!
“ให้ตายเถอะ!” นักศึกษาในรถคันหลังตกใจจนร้องตะโกนขึ้นมา“ชนท้ายเข้าจนได้!”
ทกคนต่างพากันลงจากรถ และมองดูสองคันข้างหน้ามีเรื่องกันอย่างตื่นตะลึง
“ชนแล้วเหรอ?” ผู้ชายวัยกลางคนคนหนึ่งมองดูท้ายรถที่ถูกชนพลางกลืนน้ำไหลอึก“เจ้ารถอาวดี้ก็เอาเรื่องเหมือนกันนี่หว่า รถหรูขนาดนี้ยังกล้าชนอีก...”
โทรศัพท์มือถือจำนวนมากถูกยกขึ้นมาพร้อมกันราวกับพร้อมใจกันหันกล้องไปที่รถสองคันนั้น
“ตู้ม!” เมื่อรถพุ่งเข้าชนท้ายทุกคนที่อยู่ในรถคันหน้าต่างพากันหัวกระแทกสิ่งที่อยู่ด้านหน้า
ปฏิกิริยาแรกของหูเจียวเจียวก็คือ... ไอ้โง่นี่ขับรถประสาอะไรวะ?!
ความตกใจปนความหงุดหงิดปะปนอยู่ในภายชายหนุ่มยุ่งเหยิงไปหมด...ภาพที่เขาเห็นก่อนหน้านี้...ไม่ใช่อุบัติเหตุชนท้าย!
อีกฝ่ายไม่สนใจว่าพวกเขาขับรถอะไรด้วยซ้ำ ไม่สนทะเบียนรถก็แค่อยากเล่นงานพวกเขากลับก็เท่านั้น
ดูเหมือนครั้งนี้ แก๊งค์คุณหนูจะเจอคนจริงเข้าให้แล้ว!
ตอนนี้บรรยากาศทั่วท้องถนนหลวงเงียบลง ทุกคนต่างลงจากรถมีเพียงรถสองคันคู่กรณีที่ยังไม่มีใครยอมลง
“เอาอีก” ดวงตาของสวีหยางอี้เจือแววเย็นชา “ถ้าฉันไม่บอกให้หยุดก็อย่าหยุด”
“ยังให้ชนอีกไหมครับ?”
สวีหยางอี้นิ่งเงียบไม่โต้ตอบ แต่สายตาเขาบอกไปทุกอย่างแล้ว
มันมีคนบางจำพวกที่ชอบทำตัวเหมือนแมลงวันบางครั้งเขาก็ไม่อยากสนใจแมลงวันพวกนี้ แต่ในเมื่อพวกมันตอมจนเขาหงุดหงิดแล้วล่ะก็เตรียมตัวถูกตบตายคามือได้เลย
โดยเฉพาะพวกแมลงวันที่มาตอมรังควานในช่วงที่เขากำลังด่ำดื่มอยู่ห้วงอารมร์สุนทรีย์หลังจากเข้าฌานอยู่ในห้องใต้ดินอันเหี่ยวเฉาเป็นครึ่งปีกว่า
ไร้เสียงตอบกลับ หลี่จงหยวน เม้มปากพลันถอยรถกลับไปอีกหนึ่งครั้ง
คนรอบข้างต่างพากันตกตะลึง
“ขะ... เขาจะชนอีกเหรอ?” รถของนักศึกษามหาลัยฯคันหลังตกตะลึงอึ้งค้าง แม้แต่คนขับรถของหูเจียวเจียวเองก็ยังอึ้งงัน
ครั้งเดียวก็พอแล้ว นี่ยังจะมีครั้งที่สองอีกเหรอ?
นี่ไม่ใช่คนนิสัยเอาเรื่องธรรมดาๆ แล้ว แต่คนในรถอาวดี้คนนี้ดูท่าจะเป็นคนระห่ำประเภทที่ขัดคอไม่ได้เลยทีเดียว!