เช้าวันใหม่ที่แดนลับสระทมิฬ สายลมอ่อนๆ พัดผ่านทุ่งหญ้าสีทองอร่าม ท่ามกลางแสงแดดที่ทอแสงอ่อนๆ ทั่วทั้งท้องฟ้า หลี่หยางยืนอยู่หน้าทางเข้าแดนลับ เขามองไปยังประตูแห่งความลับที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืดของต้นไม้ใหญ่และสายหมอกบางๆ เสียงของการเดินทางดังก้องในหูขณะที่เขาพร้อมเดินไปยังเส้นทางที่เขาเคยได้ยิน แต่ยังไม่เคยได้เข้าไปสัมผัส
บริเวณเชิงเขาที่เงียบสงบกลับเต็มไปด้วยผู้คนในชุดคลุมพลังวิญญาณหลากสี บ้างยืนประสานมือเงียบ ๆ บ้างตรวจสอบอาวุธและเสบียง ท่ามกลางนั้น ผู้นำตระกูลหลี่ ปรากฏตัวขึ้นในชุดคลุมสีน้ำเงินเข้ม สะบัดชายผ้าด้วยลมปราณอันสงบนิ่ง ด้านหลังเขาคือ อาวุโสที่สอง แห่งตระกูลหลี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านผนึกและกลไกโบราณ
“อาวุโสสาม อยู่ที่นี่แล้วรึ?”
หลี่เทียนหยุนยิ้มบาง ๆ แล้วก้าวออกมาจากด้านข้าง พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ แต่แฝงไว้ด้วยความหมายลึกซึ้ง
“ข้าพาหยางเอ๋อมาถึงที่นี่ตั้งแต่ก่อนพวกท่านจะมาเสียอีก”
ผู้นำตระกูลหลี่หันไปมอง อาวุโสที่สาม ด้วยแววตาตื่นตะลึงปนตื่นเต้น
“อาวุโสสาม… เจ้าเลื่อนระดับแล้วงั้นหรือ?”
เสียงของเขาแม้ไม่ดังมาก แต่ก็ดังพอจะทำให้ผู้คนโดยรอบหันขวับมามอง สีหน้าของอาวุโสคนอื่นและเหล่าศิษย์เปลี่ยนไปทันที
“ใช่แล้วผู้นำ หลังจากปิดด่านฝึกฝน ข้าได้ทะลวงสู่ขั้น ‘สื่อวิญญาณ’ เรียบร้อยแล้ว และยังเปิดแดนวิญญาณแล้วด้วย”
ทันทีที่อาวุโสที่สามเอ่ยว่าได้ทะลวงสู่ขอบเขต สื่อวิญญาณ เสียงของเขาดังดั่งสายฟ้าแลบฟาดลงกลางจิตใจของทุกคน
ผู้นำตระกูลหลี่ถึงกับก้าวเข้ามาใกล้หนึ่งก้าว สีหน้าตกตะลึงก่อนกลายเป็นยิ้มกว้างเต็มเปี่ยมไปด้วยความยินดี
“ยอดเยี่ยมมากอาวุโสสาม! เจ้าติดอยู่ที่หลอมจิตขั้นเก้ามานานนับสิบปี… ในที่สุดก็สามารถทะลวงผ่านได้เสียที!”
ผู้อาวุโสใหญ่พยักหน้าเร็ว ๆ สีหน้าแม้สงบแต่แววตาซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
“ข้าเองยังไม่กล้าเชื่อ เจ้าทะลวงได้ในช่วงเวลาเช่นนี้… ฮ่า ๆ ดี! ดีมาก! ตระกูลหลี่เราจะยืนหยัดมั่นคงไปได้อีกนาน!”
เสียงซุบซิบของเหล่าศิษย์และผู้ติดตามดังระงม บางคนถึงกับอ้าปากค้าง
“นี่มันระดับที่สามารถครอบงำแดนลับได้เลยนะ!”
อาวุโสสามเพียงยิ้มบาง ๆ กล่าวอย่างถ่อมตัว
“ทุกอย่างเพราะโชคเข้าข้าง ข้าก็เพียงใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่าเท่านั้นเอง”
หลี่หยางที่ยืนข้าง ๆ มองภาพตรงหน้าแล้วพลันเกิดความรู้สึกมุ่งมั่นในใจ
“ขอบเขตสื่อวิญญาณ… อีกไม่นาน ข้าจะตามไปให้ทันท่าน!”
บรรยากาศโดยรอบเต็มไปด้วยความกระตือรือร้นและความหวัง ก่อนที่ผู้นำตระกูลจะหันไปทางหน้าผาใหญ่ที่มีอักขระเรืองแสงเป็นวงเวท
“เตรียมตัวให้พร้อม—แดนลับสระทมิฬ… กำลังจะเปิดแล้ว!”
เบื้องหน้าผานั้น วงเวทขนาดยักษ์เปล่งแสงสีครามเข้มสลับม่วงเรืองรอง พลังวิญญาณจากธรรมชาติกระเพื่อมอย่างรุนแรงจนพื้นดินสั่นสะเทือน ฝูงนกกระเจิงขึ้นฟ้า ขณะที่สายลมหมุนวนรอบบริเวณ
ผู้นำตระกูลหลี่ ก้าวออกมายืนหน้าสุด ยกมือขึ้นกล่าวเสียงดัง
“ข้าหลี่เทียนไห่ ผู้นำตระกูลหลี่ ขอเปิดประตูเข้าสู่แดนลับสระทมิฬ!”
อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสสาม พลันประสานมือร่วมกัน ปลดปล่อยพลังวิญญาณสอดประสานเข้าสู่วงเวทเรืองแสง เสียง ‘ฟี่ววว’ ดังขึ้นตามด้วยแสงสว่างสาดออกมาจากกลางหน้าผา ก่อนจะปรากฏเป็นประตูพลังงานขนาดมหึมา แกนประตูหมุนช้า ๆ พร้อมแรงดึงดูดมหาศาลจากภายใน
“เปิดแล้ว!”
“แดนลับสระทมิฬ… ปรากฏแล้วจริง ๆ!”
เหล่าผู้เยาว์ของตระกูลหลี่ต่างเบิกตากว้างด้วยความตื่นเต้น หลายคนเริ่มจัดอาวุธ เตรียมยาเม็ดรักษา และตรวจสอบสัตว์อสูรคู่ใจของตน
หลี่เทียนหยุน เดินมาเคียงข้างหลี่หยาง ยิ้มพลางกล่าว
“เจ้าพร้อมหรือยัง หยางเอ๋อ?”
หลี่หยาง พยักหน้า สีหน้าเยือกเย็น มั่นคง
“พร้อมแล้วครับ…”
ผู้นำตระกูล หันมายังเหล่าผู้เยาว์แล้วกล่าวเสียงก้อง
ผู้นำตระกูลหลี่เอ่ยเสียงดังหนักแน่น ดังก้องไปทั่วหน้าทางเข้าสู่แดนลับสระทมิฬ สายตาทุกคู่จับจ้องอยู่ที่เขา
“พวกเจ้าเข้าไปครั้งนี้…
นอกจากจะตามหาสิ่งของมีค่า—สมบัติลับหรือวัตถุดิบอสูร หรือฝึกฝนการต่อสู้กับสัตว์อสูรแล้ว
จงอย่าลืมตามหาบ่อวิญญาณทั้งหกให้พบ!
ผู้ใดสามารถดูดซับพลังจากบ่อเหล่านั้นได้ จะถือว่าเป็นโอกาสอันล้ำค่าสำหรับการฝึกฝน!”
เขาหยุดชั่วครู่ มองไปรอบๆ กลุ่มศิษย์รุ่นเยาว์และผู้นำกลุ่มนักฝึกยุทธสายต่างๆ จากตระกูลหลี่
“…และจำไว้ให้ดี! บ่อวิญญาณแต่ละแห่งมีสัตว์อสูรเจ้าถิ่นอยู่ จงระวังหากสู้ไม่ได้ก็อย่าได้ฝืน“
จากนั้นอาวุโสใหญ่ก็เสริมขึ้นมา
“ผู้ที่มีสัตว์อสูรคู่ใจ—อย่าลืมให้พวกมันดูดซับพลังร่วมกับเจ้า
บางทีมันอาจเป็นจุดเปลี่ยน นำพาพวกเจ้าสู่โอกาสวิวัฒนาการระดับสูงก็เป็นได้!”
“จำไว้ให้ดี—หลีกเลี่ยงการเข้าไปยัง ส่วนกลางของแดนลับ โดยเด็ดขาด!
ที่นั่น… คือที่ตั้งของ สระวิญญาณทมิฬ อันเป็นต้นกำเนิดพลังของบ่อวิญญาณรอบนอกทั้งหกแห่ง พวกเจ้าอยู่แค่รอบนอกก็เพียงพอแล้ว สัตว์อสูรน้อยใหญ่ที่อยู่รอบใจกลาง ต่างดุร้ายและทรงพลัง…หากไม่ถึงระดับหลอมจิตวิญญาณขั้นปลาย อย่าได้คิดแม้แต่จะเข้าไป!”
ผู้นำตระกูลหลี่เสริมเสียงนิ่งจริงจัง
“จงจำไว้—บ่อวิญญาณทั้งหกที่กระจายอยู่รอบนอกก็เพียงพอแล้วสำหรับการฝึกฝน
ผู้ใดใจร้อน ย่ำเท้าเข้าไปยังศูนย์กลางโดยขาดการเตรียมตัว… มีแต่ตายเปล่าเท่านั้น”
หลี่หยางได้ยินดังนั้น พลันหันมองแผนที่ผังคร่าวๆ ของแดนลับที่แจกไว้ก่อนเริ่ม
“ใจกลาง… สระทมิฬ… หากจิ้งจอกจันทร์ทมิฬของข้าได้ดูดซับพลังจากที่นั่น มันอาจเกิดหารเปลี่ยนแปลง“
ผู้นำตระกูลเอ่ยต่อ “และสิ่งที่ต้องระวังอีกย่าง อย่าได้รุกล้ำเข้าไปในอาณาเขตของสัตว์อสูรชั้นจ้าวอสูร ระดับจอมพล ตนนั้น หากพบเจอให้รีบหนีทันทีก่อนมันจะตื่นขึ้น”
“หยางเอ๋อร์ ระวังตัวให้ดี” เสียงของหลี่เทียนหยุนดังขึ้นข้างหลัง หลี่หยางหันไปมอง ปู่ผู้ทรงพลังยืนอยู่ด้วยท่าทางสงบ เสียงและสีหน้าเรียบเฉยแต่แฝงไปด้วยความห่วงใย
“ไม่ต้องห่วงครับ ปู่ ผมเตรียมตัวมาดีแล้ว” หลี่หยางตอบกลับด้วยรอยยิ้มแม้ในใจเขายังมีความกังวลอยู่บ้าง
หลี่เทียนหยุนพยักหน้ารับ รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าผู้สูงวัย “แดนลับนี้ไม่เหมือนที่ไหน อันตรายมักแฝงตัวในความเงียบสงบ อย่าลืมใช้ความสามารถของสัตว์อสูรให้เต็มที่”
“ทุกคนเข้าไปได้
ม่านแสงวิญญาณสีดำอมม่วงคลี่ออกช้า ๆ พร้อมเสียงกึกก้องของกลไกโบราณที่ขยับตัวตามจังหวะของพลังที่ปลดผนึก…
ครืดดด…!
เส้นแสงโบราณบนพื้นผิวเสาศิลารอบทางเข้าส่องประกาย ก่อนจะเปิดเผยเป็นประตูเวทย์ที่ทอดลึกเข้าไปในม่านหมอกอันหนาวเย็น
หลี่หยางก้าวเท้าเข้าไปเป็นกลุ่มแรกพร้อมหลี่เทียนหยุนและศิษย์ของตระกูลหลี่อีกหลายคน แสงเย็นวาบผ่านร่างของเขาเมื่อเท้าแตะผ่านขอบเขตแดนลับ