จารึกที่ 370 : ประจันหน้ามหาปราชญ์ : ขีดเขียนกฎเกณฑ์ล้างบัญชาสวรรค์
เสียงฟ้าคำรามที่ไร้ซึ่งเมฆฝนดังกึกก้องสะท้านไปทั่วห้วงลึกของทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้ง โดมสุญญากาศที่คอยปกป้องหอคัมภีร์ต้นกำเนิดปรากฏรอยร้าวลุกลามเป็นวงกว้างประดุจใยแมงมุม กลิ่นอายแห่งความกดดันที่แผ่ซ่านลงมานั้น หนักอึ้งเสียจนอากาศธาตุรอบบริเวณเริ่มเปลี่ยนสภาพกลายเป็นของแข็ง มันมิใช่เพียงปราณสวรรค์ที่หนาแน่น ทว่ามันคือ 'เจตจำนง' ของผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดแห่งการปกครอง
ท่ามกลางจักรวาลจำลองของหอคัมภีร์ หมู่เกาะคัมภีร์นับหมื่นแสนสั่นไหวอย่างรุนแรง เส้นสายสีทองและสีเงินที่เชื่อมโยงม้วนคัมภีร์ต่างๆ ขาดสะบั้นลงทีละเส้น อดีตกาลที่หลับใหลกำลังถูกบีบคั้นด้วยอำนาจปัจจุบัน
สหายทั้งห้าที่ยืนรายล้อมอาเจียต่างกระชับศัสตราในมือแน่น หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพราย ทว่าดวงตาทุกคู่กลับเบิกโพลงด้วยไฟแห่งการต่อสู้
"ขอบเขตอำนาจนี้... เหนือล้ำกว่ากู้ไห่หรือผู้พิทักษ์ใดๆ ที่เราเคยพบพานมาหลายขุมนัก" ฉินมู่หลางเค้นเสียงลอดไรฟัน รังสีอำมหิตของกระบี่หยกเย็นถูกบีบอัดจนถึงขีดสุด ทว่าก็ยังสั่นระริกเมื่อเผชิญหน้ากับความกดดันที่แท้จริง
เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่เบิกเนตรดาราอยู่บนยอดหอคัมภีร์ ร้องเตือนเสียงหลง "อาเจีย! มันกำลังทะลวงม่านน้ำหมึกเข้ามา! มันไม่ใช่ร่างกายเนื้อ ทว่ามันคือภาพฉายของเจตจำนงที่ก่อตัวขึ้นจากกฎเกณฑ์แห่งสวรรค์!"
สิ้นคำเตือนของดรุณีน้อย รอยแตกร้าวบนโดมสุญญากาศก็พังทลายลง ลำแสงสีทองคำเจิดจ้าพุ่งทะลวงฝ่าความมืดมิดของทะเลน้ำหมึก พุ่งตรงลงมายังหอคัมภีร์ต้นกำเนิด ลำแสงนั้นม้วนตัวก่อรูปขึ้นเป็นร่างเงาขนาดยักษ์ของบุรุษชราในชุดคลุมสีทองอร่าม ใบหน้าของร่างเงานั้นเลือนราง ทว่าดวงตาสีทองที่จ้องมองลงมากลับเปี่ยมไปด้วยความหยิ่งยโสและความเหยียดหยาม
"มดปลวกผู้โสมม... บังอาจแตะต้องรากฐานที่ถูกทอดทิ้งของสวรรค์"
เสียงของร่างเงาดังก้องกัมปนาทประดุจสัจธรรมที่ไม่อาจโต้แย้ง มันคือเจตจำนงของ 'มหาปราชญ์อู๋ขุย' หนึ่งในเสาหลักผู้คุมกฎแห่งวิหารเทพอนันตกาล!
มหาปราชญ์อู๋ขุยมิได้กวาดสายตามองสหายทั้งห้า ทว่าดวงตาสีทองของเขากลับจับจ้องไปยัง 'หยาดหมึกหยดแรก' ที่บัดนี้หลอมรวมอยู่กับพู่กันนิรันดร์ในมือของอาเจีย
"ส่งมอบหยาดหมึกนั้นมา และข้าจะมอบความเมตตาให้วิญญาณของพวกเจ้าได้แตกดับอย่างรวดเร็ว หาไม่แล้ว... พวกเจ้าจะถูกจองจำอยู่ในทะเลน้ำหมึกแห่งนี้ ชดใช้ความโอหังด้วยการถูกกัดกินอย่างทรมานชั่วนิรันดร์"
อาเจียหยัดยืนอย่างสง่างามท่ามกลางแรงกดดันที่หมายจะให้คุกเข่า รอยยิ้มเย็นชาปรากฏบนใบหน้าที่เริ่มมีเลือดฝาดกลับคืนมาจากการหล่อเลี้ยงของหยาดหมึกหยดแรก ชายหนุ่มมิได้ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมอีกต่อไป ทว่าเขาเปิดเผยความทะเยอทะยานอย่างโจ่งแจ้ง
"มหาปราชญ์อู๋ขุย... ท่านผู้บัญญัติกฎแห่งสวรรค์" อาเจียเอ่ยเสียงเรียบ ทว่ากังวานลึกซึ้งทัดเทียมเสียงฟ้าคำราม "ท่านกล่าวหาว่าพวกข้าแตะต้องรากฐานที่ถูกทอดทิ้ง... ทว่า แท้จริงแล้ว สวรรค์ต่างหากที่ 'ขโมย' อำนาจไปจากรากฐานเหล่านี้ และพยายามฝังกลบหลักฐานแห่งการขโมยนั้น! หยาดหมึกนี้คือสิทธิ์ขาดในการสร้างสรรค์ หาใช่สิ่งของที่สวรรค์พึงครอบครอง!"
"สามหาว!"
มหาปราชญ์อู๋ขุยตวาดก้อง ร่างเงาสีทองขนาดยักษ์ยกฝ่ามือขึ้นเบื้องบน ก่อนจะกดทับลงมายังจุดที่กลุ่มของอาเจียยืนอยู่!
*ครืนนนนน!*
ฝ่ามือสีทองคำขนาดยักษ์ที่ประกอบขึ้นจากปราณสวรรค์และเจตจำนงแห่งการสะกดข่ม พุ่งแหวกอากาศธาตุลงมาประดุจขุนเขาทองคำที่ร่วงหล่นจากฟากฟ้า ม้วนคัมภีร์และหมู่เกาะศิลาในจักรวาลจำลองที่ขวางทาง ล้วนถูกบดขยี้จนแหลกละเอียดเป็นผุยผง!
"ตั้งรับ!" อาเจียแผดเสียงสั่งการ
สหายทั้งห้าตอบสนองในทันที พวกเขาไม่รอให้ฝ่ามือทองคำตกลงมากระทบร่าง
"วิถีกระบี่หิมะสังหาร: ฝ่าสวรรค์!" ฉินมู่หลางพุ่งทะยานขึ้นเบื้องบน รังสีอำมหิตสีขาวโพลนที่แฝงอักขระมิติ ฟาดฟันขึ้นต้านรับฝ่ามือยักษ์!
"เพลิงบรรพกาล: แผดเผากฎเกณฑ์!" เฟิงอี้หรานคำราม ปลดปล่อยเกลียวเพลิงสีแดงอมทองพุ่งสวนขึ้นไปพันธนาการรอบนิ้วมือของฝ่ามือทองคำ!
เย่ปิงอวิ๋นและหลินชิงเสวี่ยผสานพลังกันอยู่เบื้องล่าง ม่านมิติพับซ้อนถูกกางออกนับร้อยชั้น พร้อมกับเถาวัลย์ศิลาที่แทงทะลุอากาศธาตุขึ้นไปหนุนเสริมความแข็งแกร่งของม่านมิติ
*เปรี้ยงงงงง! โครมมมม!*
การปะทะกันดังกึกก้องจนทะเลน้ำหมึกภายนอกเกิดคลื่นยักษ์! รังสีกระบี่ของมู่หลางสามารถสร้างรอยบากบนฝ่ามือทองคำได้เพียงตื้นๆ เปลวเพลิงของอี้หรานเผาผลาญปราณสวรรค์ได้เพียงส่วนนอก ฝ่ามือของมหาปราชญ์ยังคงกดทับลงมาอย่างเกรี้ยวกราด บดขยี้ม่านมิติของชิงเสวี่ยและเถาวัลย์ของปิงอวิ๋นจนแตกสลายไปทีละชั้นๆ!
"อั้ก!" สหายทั้งสี่กระอักเลือดพร้อมกัน แรงกดดันจากขอบเขตที่เหนือล้ำกว่าส่งผลกระทบอย่างรุนแรง
"มดปลวกที่ดิ้นรน ย่อมต้องพ่ายแพ้ต่อโชคชะตา" เสียงเย้ยหยันของอู๋ขุยดังก้อง
"โชคชะตาของพวกข้า มิได้ขึ้นอยู่กับคำพิพากษาของสวรรค์!"
อาเจียทะยานร่างขึ้นฝ่าดงความกดดัน ชายหนุ่มไม่ได้ใช้กำลังของสหายเป็นโล่กำบัง ทว่าเขาใช้การประวิงเวลาของพวกเขาเพื่อ 'รวมศูนย์' พลังแห่งหยาดหมึกหยดแรก!
พู่กันนิรันดร์ในมือซ้ายของอาเจียเปล่งแสงสีดำสนิทที่แฝงประกายสีทอง มันมิใช่ความว่างเปล่าของการลบล้างอีกต่อไป ทว่ามันคือ 'ความหนักอึ้งแห่งการบัญญัติ'!
อาเจียไม่ได้วาดอักขระป้องกัน ทว่าเขาตวัดพู่กันเป็นวงกว้างกลางอากาศธาตุ วาดอักขระ 'ผกผันวัฏจักร' ขนาดยักษ์!
"เมื่อสวรรค์ใช้เจตจำนงกดทับ... ข้าก็จะขอหยิบยืมสภาพแวดล้อมนี้มาสะท้อนกลับ!"
อักขระสีเทาเงินยวงที่อาบไล้ด้วยหยาดหมึกหยดแรก พุ่งทะยานขึ้นไปปะทะกับฝ่ามือทองคำของมหาปราชญ์อู๋ขุย! ทว่ามันไม่ได้กระแทกให้แตกหัก อักขระนั้นกลับซึมซาบเข้าไปในมวลปราณสวรรค์ อาเจียใช้เจตจำนงดึงเอา 'แรงกดดันแห่งอดีตกาล' ที่หลับใหลอยู่ภายในหอคัมภีร์ต้นกำเนิด มารวมศูนย์ที่อักขระของเขา!
*วิ้งงงง!*
พื้นที่ว่างเปล่ารอบฝ่ามือทองคำพลันบิดเบี้ยว แรงกดดันแห่งความรู้โบราณที่เคยกดทับสหายของอาเจีย บัดนี้ถูกอักขระผกผันดึงดูดให้พุ่งเป้าไปที่ฝ่ามือของมหาปราชญ์แต่เพียงผู้เดียว! ความรู้บริสุทธิ์ของอดีต กำลังบดขยี้ความจอมปลอมของปัจจุบัน!
"นี่มัน... อำนาจแห่งรากฐานดั้งเดิม!"
ร่างเงาของมหาปราชญ์อู๋ขุยชะงักงัน ฝ่ามือทองคำที่เคยหนักอึ้งดุจขุนเขา บัดนี้กลับปริแตกและแหลกสลายกลายเป็นละอองปราณสีทองที่ร่วงหล่นลงมา!
"พวกเจ้า... ถอยออกมา!" อาเจียตะโกนสั่งสหายทั้งสี่ เมื่อเห็นว่าการสะท้อนกลับสำเร็จผล
สหายทั้งสี่รีบทะยานร่างลงมายืนเคียงข้างอาเจีย พวกเขาหอบหายใจรุนแรง ทว่าดวงตายังคงจับจ้องศัตรู
"การอาศัยอำนาจของสถานที่ ย่อมมิใช่ความยั่งยืน ผู้ถือพู่กันเอ๋ย..." อู๋ขุยคำรามด้วยโทสะ ร่างเงาสีทองขยายใหญ่ขึ้นกว่าเดิม "ข้าจะทำลายหอคัมภีร์แห่งนี้ทิ้งเสียพร้อมกับพวกเจ้า!"
มหาปราชญ์อู๋ขุยรวบรวมปราณสวรรค์มหาศาล หมายจะระเบิดเจตจำนงทั้งหมดทำลายล้างพื้นที่ก้นทะเลน้ำหมึก!
"หากท่านคิดจะทำลายที่นี่ ก็จงลองดูเถิดว่า สวรรค์จะจ่ายค่าตอบแทนนี้ไหวหรือไม่!"
อาเจียก้าวออกมายืนประจันหน้าอย่างไม่เกรงกลัว ชายหนุ่มยกพู่กันนิรันดร์ขึ้นระดับสายตา "หยาดหมึกหยดแรก ได้หลอมรวมกับวิถีเต๋าของข้าแล้ว หากหอคัมภีร์นี้พังทลาย วัฏจักรของทะเลน้ำหมึกไร้ก้นบึ้งย่อมเสียสมดุล มวลธาตุแห่งความว่างเปล่าทั้งหมดจะปะทุทะลักขึ้นไปถึงสรวงสวรรค์... ท่านมหาปราชญ์ ท่านพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อความพินาศของวิหารเทพอนันตกาลหรือไม่!"
คำขู่ของอาเจียมิใช่คำกล่าวอ้างที่เลื่อนลอย มหาปราชญ์อู๋ขุยตระหนักดีถึงความเชื่อมโยงระหว่างทะเลน้ำหมึกและรากฐานของสามภพ หากสถานที่นี้ระเบิดออก แรงสะท้อนกลับย่อมสร้างความปั่นป่วนจนสะเทือนถึงบัลลังก์ของมหาราชันย์เซียน
ร่างเงาสีทองหยุดชะงัก การโจมตีที่กำลังรวบรวมถูกระงับไว้ชั่วคราว ดวงตาสีทองของอู๋ขุยฉายแววเกลียดชังและประเมินค่า
"ความเจ้าเล่ห์ของเจ้านั้นลึกล้ำนัก... ทว่า เจ้าไม่อาจซ่อนตัวอยู่ในรูหนูนี้ได้ตลอดกาล" อู๋ขุยเอ่ยเสียงเย็นเยียบ "เมื่อใดที่เจ้าก้าวเท้าออกจากทะเลน้ำหมึกแห่งนี้... กองทัพสวรรค์นับแสนจะรอฉีกเนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ การประกาศสงครามของเจ้า ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว ผู้ถูกลบนาม!"
"พวกข้าไม่เคยคิดจะซ่อนตัวอยู่แล้ว... และของขวัญต้อนรับของพวกท่าน ข้าจะขอเป็นผู้จัดเตรียมเอง" อาเจียแย้มยิ้มท้าทาย
ร่างเงาของมหาปราชญ์อู๋ขุยค่อยๆ เลือนหายไปในแสงสีทอง ทิ้งไว้เพียงคำขู่และเศษซากของโดมสุญญากาศที่ปริแตก
เมื่อความกดดันแห่งสวรรค์มลายหายไป สหายทั้งห้าก็ทรุดตัวลงนั่งกับพื้นด้วยความอ่อนล้า ทว่าเสียงหัวเราะของเฟิงอี้หรานกลับดังขึ้นทำลายความตึงเครียด
"ฮ่าๆๆ! ขับไล่มหาปราชญ์สวรรค์กลับไปได้ด้วยคำขู่... อาเจีย เจ้ามันยอดเยี่ยมที่สุด!"
"มันมิใช่แค่คำขู่ อี้หราน... ทว่ามันคือการใช้ตรรกะแห่งผลประโยชน์มาบีบบังคับ" อาเจียถอนหายใจยาว ชายหนุ่มเก็บพู่กันนิรันดร์ ก่อนจะกวาดสายตามองสภาพของหอคัมภีร์ที่เริ่มพังทลายจากการปะทะ "ที่นี่ไม่ปลอดภัยอีกต่อไป เราต้องรีบถอนตัวกลับขึ้นสู่ผิวน้ำ"
อาเจียไม่ได้หยิบฉวยคัมภีร์ใดๆ เพิ่มเติม เพราะความรู้ที่จำเป็นที่สุดได้ถูกสลักไว้ในห้วงวิญญาณและหลอมรวมกับหยาดหมึกหยดแรกแล้ว
ชายหนุ่มทั้งหกทะยานร่างกลับขึ้นสู่ป้อมปราการหมื่นอักขระที่จอดรออยู่อย่างปลอดภัย
"ตั้งเข็มทิศ! ถอนสมอ! มุ่งหน้ากลับสู่ผิวน้ำ!" อาเจียสั่งการเสียงก้อง
ป้อมปราการหมื่นอักขระเคลื่อนตัวออกจากซากหอคัมภีร์ต้นกำเนิด พุ่งทะยานทะลวงเกลียวคลื่นน้ำหมึกสีดำสนิท กลับขึ้นสู่ทะเลดาวสิ้นสูญเบื้องบน
การปะทะครั้งนี้ได้ประกาศจุดยืนอย่างชัดเจน สวรรค์ได้รับรู้ถึงการคงอยู่ของผู้สืบทอดที่แท้จริง และพวกอาเจียก็ได้รับรากฐานที่เพียงพอจะต่อกร บัดนี้ ภารกิจต่อไปคือการนำความรู้และหยาดหมึกหยดแรกนี้ มาหล่อหลอมกองทัพหุ่นศิลาให้สมบูรณ์ การเผชิญหน้าครั้งต่อไป จะมิใช่การข่มขู่หรือการหลบหนี ทว่ามันคือสมรภูมิแห่งมรรคาที่จะตัดสินชะตากรรมของสามภพ!