เสียงที่กล่าวออกมาของไฉซื่อทั้งเบาและอ่อนโยน แต่พอเข้าหูเหล่าคนที่มีแผนการในใจกลับฟังแล้วเสียดหูเป็พิเศษ
เสิ่นเย่ว์เฉินได้ยินคำพูดนี้ก็เกิดความสงสัยขึ้นมา นางชะงักไปเล็กน้อยเมื่อเบนสายตาขึ้นมองท่าทางทุกคนอีกครั้งในใจพลันตื่นตระหนก รีบมองฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นด้วยท่าทางลังเลใจ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นขมวดคิ้วเล็กน้อยก่อนหันไปกล่าวด้วยรอยยิ้มเต็มใบหน้า“ในเมื่อฮูหยินผู้เฒ่าจูอยากพบเ้าก็ไปเถิด อย่าลืมถามสารทุกข์สุขดิบของนางแทนข้าด้วย”
แม้ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังยิ้มแต่ดวงตากลับไม่ได้ยิ้มตามสักกระผีกริ้นจ้องมองเสิ่นเย่ว์เฉินด้วยสายตาที่ทั้งไม่เข้าใจระคนกังวลใจ
เสิ่นเย่ว์เฉินตอบรับเสียงเรียบ แล้วหมุนตัวเดินตามไฉซื่อออกไปท่ามกลางสายตาของทุกคน
บรรยากาศภายในสวนกลายเป็เงียบงันฉับพลัน คล้ายว่าจู่ๆ ทุกคนก็ไร้คำจะเอ่ย
หลีซื่อที่นั่งอยู่ในตำแหน่งประธานประคองถ้วยชากระเบื้องขาวลายไผ่เขียวขึ้นมาสีหน้ามืดครึ้ม ริมฝีปากแดงระเรื่อเผยอขึ้นเล็กน้อย “ไปยกน้ำซวนเหมยเย็นมาหลายๆถ้วยเถิด”
เหล่าสาวใช้ได้ยินดังนั้นก็รีบนำถ้วยชาบนโต๊ะออกไปเตรียมน้ำซวนเหมยและถาดกระเบื้องที่มีผลไม้เรียงรายเข้ามาใหม่อีกครั้งเมล็ดบัวโรยน้ำตาลแต่ละเมล็ดใช้ทานคู่กับน้ำซวนเหมย ขณะเปลี่ยนไปดื่มน้ำซวนเหมยบรรยากาศภายในสวนก็กลับคืนเป็ปกติ แต่หัวข้อสนทนาเปลี่ยนจากเื่เครื่องประดับและพัสตราภรณ์ไปเป็เื่ตระกูลเสิ่นแล้ว
อันที่จริง การที่ฮูหยินผู้เฒ่าจูระบุชื่อเชิญเสิ่นเย่ว์เฉินไปกะทันหันเช่นนี้ในสายตาของคนไม่ทราบความต่างคิดว่าตระกูลเสิ่นกับตระกูลจูคบหากันคุ้นเคยดีมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้น อีกทั้งคนที่มาเป็แขกในวันนี้ล้วนมีความมุ่งมั่นคาดหวังของตนและเตรียมตัวมาเพื่อตระกูลจูไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อยากให้ความตั้งใจของตนสูญเปล่า เหมือนการใช้ตะกร้าสานไปตักน้ำ
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกับเซียวซื่อยังคงดื่มชาราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังเข้าร่วมหัวข้อสนทนากับผู้อื่นเอ่ยปากชื่นชมข้อดีของเสิ่นเย่ว์เฉินเป็ครั้งเป็คราวแต่ในใจกลับร้อนรนและหม่นหมอง ทำอย่างไรก็ไม่อาจสงบใจได้
ไฉซื่อพาเสิ่นเย่ว์เฉินและสาวใช้กลุ่มหนึ่งเดินข้ามสระน้ำใสจนเห็นก้นสระกลางสวนฉางชุนจากนั้นก็เดินผ่านระเบียงทางเดินแสนคดเคี้ยวที่มีราวจับสลักลวดลายงดงาม ก่อนจะทะลุประตูวงเดือนแห่งหนึ่งเข้าไปในลานเรือนที่กว้างขวางโอ่อ่า
ไฉซื่อเพิ่งพาเสิ่นเย่ว์เฉินเดินเข้าไปถึงในลานก็มีหญิงรับใช้เฝ้าประตูสองคนเร่งเดินออกมาต้อนรับ
สวนตระกูลจูใหญ่เกินไปแล้วจริงๆ ใหญ่จนราวกับจะทำให้ผู้คนลืมทิศหลงทางได้เลย
ระหว่างทางเสิ่นเย่ว์เฉินเอาแต่คิดถึงสาเหตุที่ฮูหยินผู้เฒ่าจู้าพบตนหรือจะเป็เพราะคัมภีร์ที่นางเคยคัดลอกม้วนนั้นจริงๆ
แม้ในใจจะกระวนกระวายก็ยังไม่ลืมสนใจทิวทัศน์งดงามรายทาง นางมองซ้ายทีขวาที แต่ท่าทางกลับไร้ซึ่งความประหม่าไฉซื่อเห็นท่าทางเหล่านี้อยู่ในสายตาจึงอดเลิกคิ้วขึ้นไม่ได้
ก่อนหน้านี้เห็นเด็กคนนี้มีท่าทางเชื่อฟังนอบน้อมยังคิดว่านางขี้ขลาด…ไม่นึกว่านางจะควบคุมจิตใจให้สงบนิ่งได้ด้วย
แดดเปรี้ยงตรงศีรษะ ทุกสิ่งในสวนล้วนเปล่งประกายระยิบระยับตามแสงตะวันราวกับถูกโรยด้วยผงทอง
ลานเรือนแห่งนี้ใหญ่ประมาณสองเท่าของลานเรือนหลักตระกูลเสิ่น หันหน้าไปทางทิศเหนือเป็ทรงสี่เหลี่ยมตรงกลางของลานมีต้นแปะก๊วยเขียวชอุ่มอยู่ต้นหนึ่งที่นี่ไม่มีการตกแต่งหรูหรา ไม่มีการประดับประดาของตกแต่งที่เกิดจากน้ำมืุ์มากเกินไปดูแล้วทั้งเรียบง่ายและเงียบสงบ
เสิ่นเย่ว์เฉินยืนอยู่กลางลาน ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใดจึงใจลอยเช่นนั้นจนเมื่อไฉซื่อเอ่ยเรียก นางถึงรีบสาวเท้าเร็วขึ้นเล็กน้อยเดินตามไฉซื่อเข้าไปในห้อง ในที่สุดก็ได้พบกับฮูหยินผู้เฒ่าจูซึ่งนั่งอยู่บนเก้าอี้ไท่ซือ[1]ที่ทำจากไม้มะเกลือสลักลายั
ฮูหยินผู้เฒ่าจูสวมเสื้อคลุมแขนยาวสีแดงเืหมู โดยมีด้ายทอเป็ลวดลายอักษรฝูซ่อนอยู่บนผืนผ้าเข้าคู่กับกระโปรงผ้าไหมสีม่วงลายมรกต บนลำคอสวมมุกมรกตเม็ดกลมเต็มเม็ดที่นำมาร้อยเรียงเป็สร้อยใบหน้าของนางดูซูบผอม สีหน้าเคร่งเครียด เส้นผมสีเทาได้รับการหวีอย่างพิถีพิถันมวยเป็ทรงอยู่บนศีรษะอย่างเรียบร้อย ประดับด้วยปิ่นไม้ลายเมฆสองด้ามแม้บริเวณดวงตาจะมีร่องลึกตามวัยแต่สีหน้ากลับดูมีชีวิตชีวาโดยเฉพาะดวงตาคมกริบส่องประกายแวววาวคู่นั้น ไม่คล้ายคนชราอายุเกินเจ็ดสิบปีเลยแม้แต่น้อย
ข้างเท้าของนางมีสาวใช้แต่งกายงดงามนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น ในมือถือค้อนคนงาม[2]สองด้ามพลางทุบขาฮูหยินผู้เฒ่าจูเบาๆ
คนชราเมื่ออายุเยอะจะกลัวทั้งความเย็นและความอบอ้าว ดังนั้นวันนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจูจึงไม่ได้เผยตัวให้เห็นในงานชมบุปผาเพียงส่งคนไปเชิญเสิ่นเย่ว์เฉินให้มาพบหน้ากันสักครั้งตามลำพัง
“คารวะผู้าุโเ้าค่ะ” ไฉซื่อเข้ามาก็คารวะแม่สามีทันทีนางเดินไปอยู่ข้างกายฮูหยินผู้เฒ่าจูด้วยตนเองแล้วชี้ไปที่เสิ่นเย่ว์เฉิน ยิ้มพลางเอ่ย“ข้าพาคุณหนูใหญ่ตระกูลเสิ่นมาพบท่านแล้ว”
เสิ่นเย่ว์เฉินเดินเข้ามายอบกายต่อหน้าฮูหยินผู้เฒ่าจู แล้วกล่าวว่า “เย่ว์เฉินคารวะฮูหยินผู้เฒ่าจูเ้าค่ะขอให้ฮูหยินผู้เฒ่าจูสุขภาพแข็งแรงอายุยืนยาว”
เสิ่นเย่ว์เฉินหลุบตาลงเล็กน้อยไม่กล้ามองไปรอบๆ ตลอดทางนางไม่อาจสงบความกังวลในใจลงได้เลยคล้ายกำลังส่งสัญญาณเตือนว่าจะมีเื่บางอย่างเกิดขึ้นให้เตรียมรับเื่ที่จะเกิดขึ้นให้ดีฮูหยินผู้เฒ่าจูทำเพียงมองนางแล้วกล่าวเสียงเรียบ “ลุกขึ้นเถิด เข้ามาให้ข้าดูหน้าอย่างละเอียดหน่อย”
เสิ่นเย่ว์เฉินเงยหน้ามองฮูหยินผู้เฒ่าจูแล้วมองไฉซื่อก่อนจะสืบเท้าเดินเนิบนาบไปสองสามก้าว
ความกระปรี้กระเปร่าในดวงตาฮูหยินผู้เฒ่าจูเปล่งประกายยิ่งขึ้น และยิ่งจับจ้องนางตรงๆคล้าย้าค้นหาอะไรบางอย่างบนร่างของนางก็มิปาน
เสิ่นเย่ว์เฉินยืนอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนประหนึ่งร่างกายถูกเชือกรัดรึงปล่อยให้ฮูหยินผู้เฒ่าจูกวาดตามองสำรวจไป ขณะเดียวกันนางก็ลอบปาดเหงื่อกับตนเองในใจ
ชั่วชีวิตของฮูหยินผู้เฒ่าจูอ่านคนมานับไม่ถ้วนเคยพบสตรีรูปโฉมงดงามมากความสามารถระดับต้นๆ มาก็ไม่น้อยดังนั้นหากว่ากันเื่รูปโฉม เสิ่นเย่ว์เฉินบุตรีเ้าเมืองตรงหน้านี้ยังด้อยกว่าสาวใช้ทั้งสี่ที่ยืนรอปรนนิบัติอยู่ในห้องนี้มากนับว่าดาษดื่นธรรมดา แต่หากว่ากันด้วยเื่ของบุคลิกทั่วสรรพางค์กายของนางสะอาดสะอ้าน การวางตัวก็สุขุมและสง่างามเทียบกันแล้วดีกว่าคนที่รู้จักเพียงผัดแป้งประทินโฉม เนื้อตัวประดับประดาด้วยเครื่องเงินเครื่องทองเ่าั้มาก
ดังคำกล่าวที่ว่าแต่งภรรยาเอกเลือกความดี แต่งอนุเลือกความงามสิ่งที่นางหาคือว่าที่นายหญิงตระกูลจู ไม่ใช่หญิงงามเลิศล้ำอันใด
แต่เดิมตระกูลเสิ่นที่เต๋อโจวไม่ได้มีชื่อเสียงโด่งดังแม้เสิ่นจื้ออวิ๋นนายท่านใหญ่ตระกูลเสิ่นจะเป็ขุนนางขั้นสี่ แต่หากสืบสาวราวเื่จนถึงแก่นก็เป็เพราะพ่อตาให้การช่วยเหลือใช้เส้นสายผลักดันจนเป็เขาในทุกวันนี้ได้
ตระกูลจูย่อมดูแคลนตระกูลที่ไร้รากฐานเช่นนี้ทว่าดวงเกิดที่เทพหนานเทียนกำหนดลงมากลับมีเสิ่นเย่ว์เฉินเพียงผู้เดียวที่เหมาะสมกันพอดิบพอดี…ดวงของนางเป็ดวงพิฆาตดาวร้ายเจริญรุ่งเรืองมั่งคั่งมีโอกาสประสบความสำเร็จสูง…ความร่ำรวยเล็กน้อยขึ้นอยู่กับความมัธยัสถ์ แต่ความมั่งคั่งขนานใหญ่ขึ้นอยู่กับ์บางทีโชคชะตาที่กำหนดทุกสิ่งทุกอย่างนี้คงเป็การลิขิตจาก์
ฮูหยินผู้เฒ่าจูมองสำรวจเสิ่นเย่ว์เฉินรอบหนึ่ง ในที่สุดก็พูดขึ้นว่า“ดวงตางดงามกระจ่างใส ตัวอักษรก็เขียนได้ดีเป็เด็กที่ทำให้คนอื่นเอ็นดูจริงๆ…เป่าผิงไปจัดเตรียมที่นั่งและยกชามาให้คุณหนูเสิ่น ส่วนสะใภ้รองก็นั่งลงก่อนเถิด”
เสิ่นเย่ว์เฉินย่อเข่าคารวะอีกครั้งพร้อมเอ่ยว่า “ขอบคุณฮูหยินผู้เฒ่าจูเ้าค่ะ”กล่าวจบก็นั่งลง มือทั้งสองวางซ้อนอยู่ข้างหน้าอย่างสงบเสงี่ยม
ไฉซื่อยืนอยู่ด้านข้างมาตลอด หากฮูหยินผู้เฒ่าจูไม่ให้นางนั่งนางย่อมไม่กล้านั่งต่อให้มีคนนอกและผู้าุโท่านอื่นอยู่ด้วยก็ไม่ได้
แม้จะอยู่ห่างไปบ้าง ทว่าเสิ่นเย่ว์เฉินยังคงได้กลิ่นไม้จันทน์จางๆจากฮูหยินผู้เฒ่าจู นางย้อนนึกถึงพุทธคัมภีร์ที่ไฉซื่อเคยพูดถึงก่อนหน้านี้ท่าทางผู้าุโท่านนี้ก็เป็ผู้ยึดมั่นในพระพุทธเช่นกันกระมัง
[1] เก้าอี้ไท่ซือ คือ เก้าอี้ที่มีพนักพิงและที่วางแขนสองข้าง
[2] ค้อนคนงาม คือ ค้อนด้ามเล็กที่ใช้ทุบนวดตามร่างกาย