ตอนที่ 39 สถานการณ์
ในฐานะเถ้าแก่ร้านสุราใต้ร่มไทร หลังจากที่เขาดำเนินกิจการร้านสุราแห่งนี้มาได้สามวัน หลี่เฉินอันก็วางมือจากหลงจู๊ของร้านกลายเป็นเถ้าแก่ร้านเต็มตัว
แม้ว่าร้านสุราแห่งนี้จะมีคนงานไม่มากนัก แต่ทุกคนก็ปฏิบัติหน้าที่และให้ความร่วมมือกันเป็นอย่างดี
ชุ่ยซานเหนียง มารดาของหลี่เสี่ยวฮวาเริ่มคุ้นชินกับการทำงานที่ร้านสุราแห่งนี้แล้ว นางจะรับหน้าที่เป็นคนคอยเก็บเงิน พอประตูร้านสุราเปิด นางก็จะนั่งประจำที่คอยเก็บเงิน
สุราสิบชั่งนั้นขายได้วันละร้อยถ้วย
หากลูกค้าที่เข้ามาในร้านต้องการดื่ม พวกเขาจะต้องจ่ายเงิน 200 อีแปะก่อน ถึงจะได้สุราไปหนึ่งถ้วย และสามารถซื้อได้เพียงถ้วยเดียวเท่านั้น
เมื่อขายถ้วยที่หนึ่งร้อยหมด ก็เป็นอันหมดหน้าที่ในวันนี้ของนาง
ร้านสุราจะไม่รับลูกค้าใหม่อีก และจะปิดให้บริการเมื่อลูกค้าที่กำลังนั่งดื่มอยู่ในร้านออกไปหมดแล้ว
ชุ่ยฮวาชำนาญในการกลั่นสุราแล้ว ในช่วงสายของแต่ละวันที่ร้านสุรายังไม่เปิดทำการ จะเป็นช่วงกลั่นสุรา โดยมีชุ่ยซานเหนียงเป็นคนก่อไฟ หลี่เสี่ยวฮวาเติมวัตถุดิบ ส่วนชุ่ยฮวารับหน้าที่ควบคุมดูแลขั้นตอนการกลั่นสุราในแต่ละขั้นตอน
ในตอนบ่าย เมื่อร้านเปิดแล้ว ชุ่ยฮวาจะรับหน้าที่เป็นคนคอยต้อนรับดูแลลูกค้าอยู่ในร้าน ส่วนหลี่เสี่ยวฮวาจะนั่งอยู่ที่ประตูหลังของร้านเพื่อป้องกันไม่ให้ใครมาก่อความวุ่นวายในร้าน
ซึ่งนี่คือพนักงานอย่างเป็นทางการของร้านในตอนนี้
ถึงแม้จะมีคนน้อย แต่ทุกคนกลับทำงานอย่างมีระบบระเบียบ
ทำให้หลี่เฉินอันว่างงานไปโดยปริยาย
เขายังคงตื่นแต่เช้าออกไปวิ่งทุกวัน ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็ค่อนข้างเห็นได้อย่างชัดเจน เขาคิดว่าตอนนี้พละกำลังของเขาเพิ่มขึ้นมาไม่น้อย กล้ามเนื้อของเขาดูแข็งแรงขึ้น เส้นเอ็นบนร่างกายดูเหมือนจะเริ่มยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้นแล้ว อย่างน้อยตอนนี้เขาก็สามารถยกขาเตะแส้ได้ในระดับความสูงที่เพียงพอ
และเช้าตรู่ของวันนี้ ขณะที่เขาเพิ่งกลับมาจากการวิ่งออกกำลังกาย เขาก็พบว่ามีแขกคนหนึ่งมาเยือนที่ร้านสุราของเขา
หลิวจั๋ว !
ร้านสุราแห่งนี้เพิ่งเปิดกิจการมา 5 วันแล้ว และนี่เป็นครั้งแรกที่หลิวจั๋วมาเยี่ยมเยียนร้านสุราของเขา แถมยังมาในเวลาเช้าตรู่อีกด้วย
ฉะนั้นเขาคงไม่ได้มาเพื่อดื่มสุราเป็นแน่ แต่หลี่เฉินอันก็ยังคงไปตักสุรามาวางตรงหน้าเขาหนึ่งถ้วยดังเดิม
“ตอนนี้ท่านอาจารย์กลับไปแล้ว” หลิวจั๋วยกถ้วยสุราขึ้นมาสูด ถึงแม้ในใจจะรู้สึกทึ่งกับกลิ่นหอมอันเข้มข้นของสุรานี้ แต่เขากลับยังคงไม่แสดงสีหน้าใดๆออกมา “ก่อนเดินทาง ข้าได้ไปส่งอาจารย์ที่ศาลาฮัวเจียนห่างออกไปทางทิศตะวันออกของเมืองราว 3 ลี้”
เขาจิบสุราอย่างอดใจไม่ไหว แล้วลิ้มรสมันอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานถึงสิบอึดใจ
“ท่านอาจารย์กำชับข้าว่าสิ่งสำคัญของเมืองกวงหลิงอยู่ที่ประตูทางทิศตะวันตกของจิงตู”
“เมืองยวี่จิงแห่งจิงตูเชื่อมต่อกับเมืองกวงหลิงด้วยคลองยวี่กว่างต้าอวิ้น และยังเชื่อมต่อกับแนวแม่น้ำแยงซีเกียงของทางเหนือเจียงหนานด้วย ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นับตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบัน กวงหลิงได้กลายเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและด้านการทหาร”
เขาจิบสุราลงไปอีกหนึ่งอึก แต่ในใจของหลี่เฉินอันกลับรู้สึกสับสนมึนงงเล็กน้อย
ความทรงจำของเขาในด้านนี้มันช่างตื้นเขินนัก แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจแล้ว เพราะถึงเยี่ยงไรตอนนี้เขาก็ยังเด็กเกินไป เดิมทีเขาแค่อยากใช้ชีวิตสบาย ๆ ในร้านสุราแห่งนี้ แต่โชคชะตาทำให้เขาต้องกลายมาเป็นซิ่วอีแห่งหอลี่จิ้ง เพื่อความปลอดภัยของตนเอง เขาจึงอยากเรียกระดมพลสมาชิกหอลี่จิ้งทั้ง 800 คนในสาขาเมืองกวงหลิงมาในตอนที่เขาต้องการจะขยายฐานการผลิตของสุราฮั่วผิงชุนขึ้นมา
แต่ตอนนี้มันยังเป็นเพียงความคิด
แผนการของเขาคือการเก็บเงินให้ได้สักก้อนหนึ่งในปีนี้ จากนั้นเขาจะไปซื้อที่ดินนอกเมืองเพื่อเปิดโรงกลั่นสุราอย่างเต็มตัว
แต่เขาเพิ่งมาถึงโลกนี้ เขาจึงอยากออกไปท่องดูโลกนี้ให้ทั่ว เขาไม่ได้มีเจตนาอื่นใด แต่เพียงแค่อยากทิ้งร่องรอยของตนเองไว้ในโลกนี้บ้างก็เท่านั้น
ดังนั้น เมื่อฟังคำพูดเหล่านี้ของหลิวจั๋ว เขากลับไม่รู้เลยว่ามันเกี่ยวข้องอันใดกับตัวเขา แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคงนั่งฟังอย่างเงียบ ๆ
“ในรัชศกจิ่งฮัวของแคว้นหนิง……นั่นก็คือก่อนรัชศกต้าเต๋อนั่นเอง แคว้นหนิงเคยประสบกับภัยสงครามที่เกือบทำให้ทั้งแคว้นต้องล่มสลายมาแล้วครั้งหนึ่ง”
“สิ่งนี้ไม่ใช่เพราะชนเผ่าทางทะเลทรายตอนเหนืออพยพลงใต้ แต่เป็นเพราะชนเผ่าเชียงในพื้นที่ตะวันตก แต่เดิมดินแดนตะวันตกเคยมีแคว้นมากถึง 36 แว่นแคว้น ทว่าบัดนี้กลับผนวกรวมเป็นแคว้นเดียวที่มีชื่อว่าแคว้นซีเย่”
“แคว้นซีเย่ชำนาญการสงคราม ไม่ได้ด้อยไปกว่าแคว้นคนเถื่อนของทะเลทรายทางเหนือเลย”
“ในรัชศกจิ่งฮัว แคว้นทั้ง 36 แคว้นในดินแดนตะวันตกได้ระดมพลทหารกว่าสามแสนนายบุกเข้าโจมตีแคว้นหนิง พวกเขาเคลื่อนกำลังพลตรงเข้าโจมตีด่านหลินสุ่ยของกวงหลิง ในภาคตะวันตกมีแม่น้ำไม่กี่สาย และทหารส่วนใหญ่เป็นทหารราบที่ไม่เก่งในการทำสงครามทางน้ำ”
“แคว้นหนิงได้ระดมพลทหารทั่วทั้งแคว้นทำสงคราม ชี้เป็นชี้ตายกับกองกำลังพันธมิตรของดินแดนตะวันตกที่ด่านหลินสุ่ย……หลังจากชัยชนะอันน่าสลดใจ กองกำลังพันธมิตรภูมิภาคตะวันตกที่เหลืออีกแปดหมื่นนายก็ถอนกำลังออกจากแคว้นหนิง จากนั้นพวกเขาก็ร่วมกันสถาปนาแคว้นซีเย่ขึ้นมา”
“แคว้นหนิงสูญเสียกำลังทหารไปเป็นจำนวนมากในศึกสงครามครานี้ โชคยังดีที่มีเสนาบดีชางปู้ชี่ปรากฏตัวขึ้น อีกทั้งยังมีฮ่องเต้ต้าเต๋อผู้มีคุณธรรมสูงส่งทรงทำงานหนักเพื่อปกครองแคว้น หลังจากใช้เวลายาวนานถึงสามสิบปีเต็มในการบรรเทาความบอบช้ำทางจิตใจ ในที่สุดแคว้นหนิงก็ค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้นอีกครั้ง”
“แม้ว่าในปีที่ 13 ของรัชศกจิ่งไท่ ทางตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นหนิงจะถูกรุกรานจากจักรวรรดิถู่ปั่ว แต่แม่ทัพจงหลีพั่วและฮูหยินฝานก็สามารถนำทัพคว้าชัยชนะกลับมาได้ แคว้นหนิงจึงไม่ได้รับผลกระทบจากภัยสงคราม”
“พอลองนับดู แคว้นหนิงของเราสงบสุขมานานนับร้อยปีแล้ว แต่บัดนี้……”
หลิวจั๋วยกถ้วยสุราขึ้นดื่มให้หมดในคราเดียว เขายกแขนเสื้อขึ้นเช็ดปากด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “อาจารย์ให้ข้ามาเล่าสิ่งเหล่านี้ให้เจ้าฟัง”
“ข้าคิดว่าคงเป็นเพราะท่านอาจารย์ให้ความสำคัญกับเจ้ามาก หรือบางทีอาจเป็นเพราะท่านอาจารย์ได้กลิ่นไม่ดีบางอย่าง หวังว่าเจ้าจะรู้จักใช้ประโยชน์จากสถานการณ์นี้และหลีกเลี่ยงภัยอันตรายได้ …”
หลิวจั๋วไม่ได้พูดต่อให้จบ เสียงคำสามคำที่ว่า “แต่บัดนี้….” ยังก้องอยู่ในหูของหลี่เฉินอันไม่หาย
แน่นอนว่าความหมายของคำเหล่านี้ชัดเจนอยู่แล้ว ตอนนี้เกรงว่าแคว้นหนิงกำลังจะเผชิญหน้ากับอันตรายบางอย่างที่เขายังไม่รู้
แต่สิ่งเหล่านี้ก็ดูไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรสำหรับหลี่เฉินอันในตอนนี้ เพราะต่อให้แคว้นหนิงล่มสลายลงไป แล้วเยี่ยงไรเล่า ?
แม้ว่าเขาจะเปิดร้านสุราในตรอกเอ้อร์จิ่งโกว แต่ลึก ๆ ในใจเขาก็ยังเป็นคนนอก
อย่างน้อยตอนนี้เขาก็ไม่มีความรู้สึกว่าตนเองได้เป็นส่วนหนึ่งของแคว้นหนิง
นอกจากนี้ เขายังไม่มีความทะเยอทะยานที่จะพลิกสถานการณ์เหมือนเสนาบดีชาง
“ข้าเข้าใจความหมายของพี่ฮัวแล้ว”
“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าคิดว่าพี่หลิวควรเสริมความแข็งแกร่งทางการทหารของเมืองกวงหลิง อย่างน้อยก็น่าจะไม่มีภัยอันตรายใด ๆ ”
หลิวจั๋วหัวเราะเยาะให้กับตนเอง “ในฐานะพี่ชาย ข้าเองก็อยากทำบางอย่างเช่นกัน เพียงแต่ว่า……ข้านี้มีใจแต่ไร้กำลัง ! ”
หลี่เฉินอันรู้สึกสับสนเล็กน้อย ในฐานะข้าหลวงผู้มีอำนาจสูงสุดในเมือง ถึงเยี่ยงไรก็นับว่าเป็นขุนนางระดับสูง เขาจะหมดหนทางได้เยี่ยงไร ?
เมื่อเห็นว่าหลี่เฉินอันมีสีหน้าไม่เข้าใจ หลิวจั๋วก็ลุกขึ้นยืน เขาเดินไปสองก้าวแล้วยืนอยู่กลางลาน
“กองกำลังทหารในกวงหลิงส่วนใหญ่เป็นกองทัพเรือที่ประจำการอยู่ที่เจียงเฉิง แต่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา กรมกลาโหมไม่ได้จัดสรรเงินมาบำรุงรักษาเรือรบเหล่านั้น ไม่ต้องพูดถึงการสร้างเรือรบใหม่เลย”
“แม้แต่เรื่องพื้นฐานที่สุดอย่างเรื่องปากท้องของทหารก็ยังยากที่จะจัดสรรให้เพียงพอ เจ้าบอกข้าทีว่าข้าควรทำเยี่ยงไร?”
หลี่เฉินอันตกตะลึง “คลังของแคว้นย่ำแย่ขนาดนั้นเชียวหรือ?”
“เดิมทีไม่นับว่ายากจนขนาดนั้น แต่นับตั้งแต่ที่ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้สร้างพระราชวังฉางเล่อทางตะวันออกของเมืองยวี่จิงเมื่อสิบปีก่อน……อย่าว่าแต่คลังของแคว้นเลย แม้แต่เงินทุนภายในก็ไม่เพียงพอที่จะหาเงินเลี้ยงชีพได้”
หลี่เฉินอันตกตะลึงอีกครั้ง
พระราชวังฉางเล่อนั่นต้องใหญ่โตถึงเพียงไหนกัน ?
มิน่าล่ะ หอลี่จิ้งถึงได้ไม่มีเงินจ่ายค่าจ้างมาสามปีแล้ว
ไม่แปลกใจเลยที่ฮัวม่านถิงจะเป็นกังวล
หากมีสงครามเกิดขึ้นอีกในเวลานี้ เกรงว่าแคว้นหนิงจะต้องล่มสลายไม่มีชิ้นดีแน่นอน !
“ไร้สาระอะไรถึงเพียงนี้ ? ”
“น้องชายระวังคำพูดด้วย ! ระวังอย่าให้คนของหน่วยปลามังกรได้ยินคำพูดเหล่านี้เป็นอันขาด มิเช่นนั้นอาจเป็นการนำหายนะมาสู่น้องชายได้ ! ”
“หน่วยปลามังกรคืออะไรขอรับ ? ”
“มันคือหน่วยที่ก่อตั้งโดยอัครเสนาบดีจีไท่ เป็นหน่วยงานคล้ายกับหอลี่จิ้ง เขาเปรียบตนเองเป็นเสมือนปลา เปรียบฮ่องเต้เป็นมังกร พวกเขามีหน้าที่กำจัดผู้เห็นต่าง ! ”
“……จีไท่ผู้นี้สามารถใช้มือเดียวปิดบังทั้งท้องฟ้าได้หรือ ? ”
“แน่นอน มิเช่นนั้นองค์ชายรองจะกล้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ได้เยี่ยงไร ! ”