บทที่ 23 วิชาเซียนเหินเวหา
ก่อนหน้านี้ เขากลัวเหลือเกินว่าคนของตระกูลหลี่จะไม่ยอมมาด้วย ถึงตอนนั้น ต่อให้เขาจะทำอย่างไร ก็คงไม่สำเร็จ เพราะในเมืองอวี๋โจว ตระกูลหลี่เปรียบเสมือนผู้ปกครองสูงสุด
ในเมื่อตอนนี้ หลี่โย่วเวยมาถึงแล้ว เชื่อว่าหลี่จื่อเย่คงตามมาในไม่ช้าเช่นกัน
“ไป! เข้าเมืองกันเถิด”
เมื่อคิดถึงตรงนี้ มู่เหยาก็ปล่อยม่านรถลง แล้วออกคำสั่ง
“ขอรับ!”
ขบวนรถม้าค่อย ๆ เคลื่อนเข้าสู่เมืองหลวงแห่งแคว้นต้าซาง
ทันทีที่ขบวนรถม้าของหลี่โย่วเวยเข้ามาในเมืองหลวง บรรดาจวนตระกูลต่าง ๆ ก็ต่างส่งคนออกไปสืบหาข่าวคราว ไม่นานนัก ข่าวการมาเยือนของตระกูลหลี่ก็แพร่สะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวง
ภายในวังหลวง หญิงสาวผู้งดงามเลอโฉมดุจบุปผาเบ่งบานได้ยินข่าวที่ขันทีน้อยนำมา มุมปากของนางก็เผยรอยยิ้มเ้าเล่ห์ออกมา
ในที่สุด... คนของตระกูลหลี่ก็มาถึงจนได้
หลายปีมานี้ นางได้ยินเหล่าพี่ชายต่างพูดถึงตระกูลหลี่นี้มาหลายครั้ง
แม้แต่ท่านพ่อก็เคยกล่าวถึงตระกูลหลี่แห่งเมืองอวี๋โจวอยู่หลายหน
นั่นแสดงให้เห็นว่าตระกูลหลี่นั้น เริ่มมีอำนาจและอิทธิพลในแคว้นต้าซางมากขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม หลายปีมานี้ตระกูลหลี่ไม่เคยย่างกรายเข้าเมืองหลวงเลย ทำให้นางไม่มีโอกาสได้พบผู้คนจากตระกูลหลี่
“เรียนองค์หญิงเก้า องค์ชายสี่เสด็จมาขอเข้าเฝ้าขอรับ”
ขณะนั้นเอง ขันทีน้อยคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามารายงาน
“องค์ชายสี่หรือ? เชิญท่านพี่สี่เข้ามาเถิด” หญิงสาวกล่าว
“ขอรับ!”
ขันทีน้อยรับคำสั่ง แล้วรีบหมุนตัวจากไปทันที
ไม่นานนัก บุรุษในอาภรณ์สีขาวก้าวเดินเข้ามา ใบหน้าของเขาเคร่งขรึม ไร้รอยยิ้ม จังหวะการก้าวเดินของเขามั่นคง ทุกย่างก้าวมีระยะห่างเท่ากันทุกประการ ไม่มีความคลาดเคลื่อนแม้แต่น้อย
มู่ไป๋ องค์ชายสี่หนึ่งในสี่อัจฉริยะแห่งโลก ที่มีชื่อเสียงเทียบเท่ากับบุตรแห่ง์วิหารศักดิ์สิทธิ์ พุทธบุตรแห่งพุทธศาสนา และฮั่วหลินเอ๋อร์แห่งสำนักจูเชวี่ย เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นก็ให้ความรู้สึกกดดันที่ยากจะบรรยาย
“ท่านพี่สี่”
องค์หญิงเก้าเดินเข้าไปคำนับอย่างนอบน้อม
“มู่หรง องค์ชายสามกลับมาแล้ว” มู่ไป๋เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เ้าไม่คิดจะไปพบเขาหน่อยหรือ?”
“ท่านพี่สี่เองก็ไม่ได้ไปพบเขาไม่ใช่หรือ” มู่หรงยืดตัวขึ้น ใบหน้างามเฉิดฉายรอยยิ้ม “การพูดคุยกับท่านพี่สามนั้นมันเหนื่อยเกินไป ข้าอยู่แต่ในวังแบบนี้สบายใจกว่าเยอะ”
“ได้ยินว่าคนของตระกูลหลี่ก็มาด้วย เป็บุตรชายของตระกูลหลี่หรือไม่?” มู่ไป๋ถาม “ได้ยินมาว่า หลี่จื่อเย่ผู้นั้นไปเป็ศิษย์ของเซียนกระบี่เหมยฮวาเสียแล้ว ถ้ามีโอกาส ข้าอยากจะประลองฝีมือกับเขาดูสักครั้ง”
“เกรงว่าจะทำให้ท่านพี่สี่ผิดหวังเสียแล้ว” มู่หรงกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ตามข้อมูลของข้า คราวนี้ผู้ที่มาจากตระกูลหลี่คือบุตรสาวคนโตของตระกูลหลี่ นามว่าหลี่โย่วเวย ส่วนบุตรชายอย่างหลี่จื่อเย่ไม่ได้มาด้วย”
เมื่อได้ยินดังนั้น มู่ไป๋ก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ช่างน่าเสียดายจริง ๆ”
“ไม่น่าเสียดายหรอกเ้าค่ะ”
มู่หรงยิ้มมุมปากเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ในเมื่อบุตรสาวคนโตของตระกูลหลี่มาแล้ว ในไม่ช้าหลี่จื่อเย่ผู้นั้นก็คงจะตามมา”
“หมายความว่าอย่างไร” มู่ไป๋ถาม
“เื่วางแผนชิงไหวชิงพริบเช่นนี้ ท่านพี่สี่ไม่ชอบอยู่แล้วนี่เ้าค่ะ ไม่ต้องถามให้มากความหรอก” มู่หรงยิ้มอย่างมีเลศนัย “เอาเป็ว่า... ข้าพูดแล้วว่าหลี่จื่อเย่ต้องมา ก็คือต้องมาแน่ ๆ ท่านพี่สี่รออย่างสบายใจเถิด”
“อืม เช่นนั้นข้าไปละ”
มู่ไป๋พยักหน้า ก่อนจะหมุนตัวเดินออกไป
ด้านหลัง มู่หรงมองแผ่นหลังของพี่ชายที่จากไป ใบหน้างดงามของนางปรากฏแววจนใจ
นิสัยของท่านพี่สี่... ช่างแปลกประหลาดเสียจริง นอกจากฝึกฝนกระบี่แล้ว เขาก็ไม่เคยสนใจสิ่งใดอีกเลย
ในราชวงศ์ที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่นเช่นนี้ เขาช่างเป็บุคคลที่แตกต่างจากคนอื่นโดยสิ้นเชิง
เพียงแต่การที่ท่านพี่สี่ไม่คิดจะแย่งชิง มิได้หมายความว่าเขาจะวางตัวเป็กลางได้
หากนางคาดการณ์ไม่ผิด เมื่อไหร่ที่บุตรชายแห่งตระกูลหลี่มาถึงเมืองหลวง เมื่อนั้น... การต่อสู้ระหว่างราชวงศ์กับตระกูลหลี่รวมถึงการแย่งชิงอำนาจระหว่างองค์ชายภายในราชวงศ์ ก็จะเริ่มต้นขึ้นอย่างเป็ทางการ!
จวนตระกูลหลี่ ห้าวันผ่านไปแล้วนับั้แ่หลี่จื่อเย่ถูกหัวหน้าโจรทุบตีจนาเ็สาหัส
ตลอดห้าวันที่ผ่านมา หลี่จื่อเย่ต้องทนทุกข์ทรมานจากการรักษาของฉินเอ๋อร์นั่ว ทั้งแช่ยา สมุนไพรต่าง ๆ ทั้งยังต้องฝึกฝนลมปราณของวิชาเซียนเหินเวหาอย่างหนักอีก
และเป็อย่างที่ฉินเอ๋อร์นั่วและจางซอมซ่อคาดไว้ แม้หลี่จื่อเย่จะค้นพบวิธีฝึกฝนเคล็ดวิชาเซียนเหินเวหาที่ถูกต้อง ทั้งยังมียาบำรุงชั้นเลิศมากมาย แต่ความเร็วในการบ่มเพาะพลังของเขาก็ยังคงเชื่องช้า...
เชื่องช้ามาก!
เชื่องช้าจนน่าโมโห!
แม้แต่เซียนหญิงที่งดงามราวกับเทพธิดาอย่างฉินเอ๋อร์นั่วยังทนไม่ไหว หลายต่อหลายครั้ง นางเกือบจะทิ้งลูกศิษย์คนนี้ไปแล้ว
หากไม่ใช่เพราะหลี่จื่อเย่หน้าด้านพอ คอยอ้อนวอนขอร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า อีกทั้งเื่รับศิษย์ก็เป็ที่รู้กันไปทั่วแล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ฉินเอ๋อร์นั่วคงทนไม่ไหวจากไปแล้ว
“ใจเย็น ๆ เื่นี้ก็คาดการณ์ไว้แล้ว” จางซอมซ่อพูดอย่างพอใจขณะที่นั่งอยู่ริมทะเลสาบ
“ไม่ได้ ด้วยความเร็วเช่นนี้ แม้เขาจะฝึกฝนร้อยปีก็ไล่ตามฮั่วหลินเอ๋อร์ไม่ทัน ข้าต้องหาทางเปิดเส้นลมปราณอื่น ๆ ให้เขาโดยเร็ว” ฉินเอ๋อร์นั่ว กล่าวพลางกลั้นความโกรธไว้
“ยากนัก” จางซอมซ่อเอ่ยว่า “ตระกูลหลี่มีเงินทองมากมายและยาวิเศษก็มีเพียงพอ แต่เ้าก็เห็นแล้วว่าร่างกายของเขาเริ่มต้านทานยาวิเศษเหล่านี้ ฤทธิ์ของยาก็อ่อนลงเรื่อย ๆ หากเป็เช่นนี้ต่อไป แม้จะรวบรวมยาวิเศษทั้งหมดในใต้หล้ามา ก็ไม่เพียงพอที่จะช่วยให้เขาเปิดเส้นลมปราณทั้งแปดเส้นได้”
ต้องยอมรับว่า เ้าหนุ่มคนนี้เป็เหมือนหม้อยาเดินได้ ่นี้ยาวิเศษที่ใช้กับเขาคงมีมูลค่าพอที่จะซื้อเมืองหนึ่งได้แล้ว
แต่เพราะตระกูลหลี่มีทรัพย์สมบัติมากมาย จึงสามารถรับมือกับการสิ้นเปลืองอันน่าสะพรึงกลัวนี้ได้
“หากไม่ไหวจริง ๆ ข้าก็จะไปเมืองหลวงสักครั้ง”
ฉินเอ๋อร์นั่วกล่าวเสียงทุ้ม หากสามารถเอาโสมเืาาจากสำนักไท่เสวียมาช่วยหลี่จื่อเย่เปิดเส้นลมปราณเส้นที่สอง ความเร็วในการฝึกฝนของเขาก็จะเร็วขึ้นบ้าง
“เื่นี้ควรวางแผนให้รอบคอบ หัวหน้าสำนักน่ากลัวยิ่งนัก อีกทั้งในเมืองหลวงต้าซาง หัวหน้าสำนักไม่เคยพ่ายแพ้ แม้เ้าจะไปเองก็ยากที่จะสำเร็จ” จางซอมซ่อกล่าว
“การจะเอาโสมอายุพันปีนั้นมาจากใต้จมูกของหัวหน้าสำนัก การใช้กำลังนั้นเป็วิธีที่แย่ที่สุด”
ฉินเอ๋อร์นั่วกลับมาสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวว่า “ข้าจะคิดหาวิธีอื่น หากสามารถใช้การแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้โสมเืาาจากสำนักไท่เสวีย อาจจะเป็วิธีที่ดีที่สุด”
“ท่านหัวหน้าสำนักขงจื๊อ ผู้ควบคุมนักปราชญ์ทั่วหล้า มีสถานะสูงส่ง แล้วจะมีสิ่งใดที่สามารถทำให้เขาสนใจได้เล่า” จางวอมซ่อถอนหายใจเบา ๆ
ฉินเอ๋อร์นั่วหรี่ตาลงเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “เ้าหนุ่มนั่นพูดถูกอยู่ประโยคหนึ่ง ผู้คนในโลกล้วนแสวงหาผลประโยชน์ ต่างกันเพียงผลประโยชน์ที่้าไม่เหมือนกันเท่านั้น แม้ท่านหัวหน้าสำนักจะมีสถานะสูงส่ง แต่เขาย่อมมีสิ่งที่้าเช่นกัน หรือแม้กระทั่งสิ่งที่ปรารถนาแต่ไม่อาจได้มาอย่างแน่นอน”
“พูดถึงเ้าเด็กนั่น เขาไปไหนแล้ว?” จางซอมซ่อไม่อยากพูดถึงเื่นี้อีก จึงเปลี่ยนเื่คุย พลางมองไปรอบ ๆ
“ไปเขาฉีเหลียนแล้ว” ฉินเอ๋อร์นั่วตอบอย่างสงบ “เขาออกไปั้แ่เช้าตรู่แล้ว แต่ยามนี้เขาก็น่าจะกลับมาแล้ว”
“ท่านอาจารย์เซียนเหมยฮวา!”
ทันใดนั้น เสียงของหลี่จื่อเย่ก็ดังขึ้นจากด้านนอก แม้จะยังไม่เห็นตัว แต่แค่ได้ยินเสียง ก็รู้ได้ทันทีว่าเขาต้องเจอเื่ไม่ดีมาเป็แน่
ฉินเอ๋อร์นั่วขมวดคิ้ว มองไปทางด้านนอกลานหลังบ้าน
เห็นเพียงร่างของเด็กหนุ่มที่ดูอนาถวิ่งกลับมา เสื้อผ้าทั้งตัวขาดวิ่นแม้แต่ผมก็ยุ่งเหยิงราวกับรังไก่ ดูไม่ได้ต่างอะไรจากขอทานข้างถนน
“โอ้โห! แต่งตัวได้เข้ากับบรรยากาศจริง ๆ เ้าหนู เ้าไปขโมยลูกสาวบ้านไหนมา โดนเขาทุบตีมาหรือ?” จางซอมซ่อพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งสมเพชกึ่งขบขัน
“ไปให้พ้นเลย ตาเฒ่าจาง พูดจาอัปมงคล ท่านไม่คิดจะอวยพรอะไรดี ๆ ให้ข้าบ้างหรือไร”
หลี่จื่อเย่ด่ากลับอย่างหัวเสีย ก่อนจะเดินเข้ามาหาฉินเอ๋อร์นั่ว “ท่านอาจารย์ ข้าถูกพวกโจรชั่วช้าซุ่มโจมตี เกือบกลับมาไม่ได้แล้ว”
“อืม”
ฉินเอ๋อร์นั่วพยักหน้าอย่างเฉยเมย