จารึกที่ 203 : เปลวเพลิงผสานศัสตรา : ก้าวแรกสู่วิถีแห่งสูญตา
เมื่อแสงตะวันสาดส่องเป็นสีแสดอมแดง ค่อยๆ ลับหายไปหลังทิวเขาแห่งสำนักหมึกวารี ความมืดมิดของค่ำคืนก็เริ่มแผ่สยายปกคลุมผืนฟ้า ดวงดาราเรือนหมื่นค่อยๆ เปล่งประกายประดับนภา แข่งกับแสงจันทร์เสี้ยวที่สาดส่องลงมายังผืนดินอันแตกร้าว
ณ เรือนไผ่เร้นกายที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบริเวณชายขอบของหุบเขา สถานที่แห่งนี้เคยเป็นที่พำนักของ ‘ปู่หลิน’ ผู้อาวุโสสูงสุดผู้ล่วงลับ บัดนี้มันเงียบสงัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายของความทรงจำ
อาเจียผลักบานประตูไผ่ที่ผุพังเข้าไปด้านในอย่างแผ่วเบา เมื่อเขาเดินลึกเข้าไปถึงห้องนอนอันเรียบง่าย เขาก็พบกับแผ่นหินลับที่ซ่อนอยู่ใต้เตียงไม้เก่าๆ ตามคำชี้แนะของหลินชิงเสวี่ย
เมื่อใช้ปราณวิญญาณปลดผนึกค่ายกลที่สลักไว้อย่างแยบยล แผ่นหินก็เลื่อนเปิดออก เผยให้เห็นหีบไม้จันทน์หอมที่ภายในบรรจุแร่ธาตุล้ำค่าเอาไว้มากมาย ทั้งเหล็กอุกกาบาต 陨铁 (อวิ๋นเถี่ย) บริสุทธิ์ ศิลาเพลิงโลกันตร์ และแก่นอสูรระดับสูงอีกหลายสิบเม็ด พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งที่เขียนด้วยลายมืออันสั่นเทา
‘อาเจีย... หากเจ้าได้อ่านจดหมายฉบับนี้ แสดงว่าข้าคงไม่อยู่ในโลกนี้แล้ว ทรัพยากรเหล่านี้คือสิ่งที่ข้าแอบสะสมไว้จากเบี้ยหวัดอันน้อยนิดตลอดหลายสิบปี ข้ารู้ว่าวิถีที่เจ้าเลือกเดินนั้น ต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล จงใช้มันเพื่อเป็นรากฐานในการกอบกู้สำนัก และจำไว้... อย่าตระหนี่กับชีวิตตนเองให้มากนัก’
อาเจียกำจดหมายในมือแน่น นัยน์ตาสีเข้มสั่นไหวเล็กน้อย ทว่าหยาดน้ำตาไม่ได้รินไหล เขาเพียงแค่พับจดหมายเก็บไว้ในอกเสื้อใกล้กับหัวใจ เอื้อมมือไปตบย่ามข้างเอวที่เจ้าถุงเงินหลับใหลอยู่อย่างแผ่วเบา ก่อนจะฉีกยิ้มที่แฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
"ท่านปู่หลิน... ท่านประเมินความงกของข้าต่ำเกินไปแล้ว ทรัพยากรพวกนี้ ข้าจะไม่ใช้มันทิ้งขว้างเด็ดขาด แต่ข้าจะเอามันไปต่อยอดให้กลายเป็นภูเขาทองคำต่างหาก!"
เด็กหนุ่มหอบหีบสมบัติล้ำค่า เดินฝ่าความมืดมุ่งหน้าไปยัง 'ลานหลอมศัสตรา' ซึ่งเป็นอาณาเขตของผู้อาวุโสหลี่และศิษย์พี่หลี่มู่กู่ โชคดีที่ยามนี้ไร้ผู้คน อาเจียนำเศษซากกระบี่หักเล่มหนึ่งที่เก็บกู้มาจากศพของยอดฝีมือสำนักอัสนีบาตขึ้นมาวางไว้บนแท่นตีเหล็ก มันคือ ‘กระบี่วายุสลาตัน’ อาวุธระดับวิเศษที่แม้จะหักครึ่งไปแล้ว แต่แก่นปราณวายุภายในยังคงหมุนวนอย่างเกรี้ยวกราด
อาเจียหันไปพยักหน้าให้กับเงาดำทะมึนที่ยืนเฝ้าอยู่ "เจ้าสัว คุ้มกันสถานที่นี้ไว้ให้ดี อย่าให้แม้แต่มดสักตัวเล็ดลอดเข้ามาได้ ข้าต้องใช้สมาธิขั้นสูงสุด!"
สิ้นเสียงสั่งการ พยนต์เทวะใน ‘ร่างราชันย์อเวจี’ ก็ก้าวออกมาจากมุมมืด ความสูงหนึ่งจ้างที่อัดแน่นไปด้วยมวลกล้ามเนื้อโลหะดูปราดเปรียวและอันตรายถึงขีดสุด ที่แผ่นหลังของมัน ปรากฏ "ปีกโลหะหกแฉก" กางสยายออกดุจปีกของราชันย์มาร เปลวเพลิงสีแดงฉานสว่างวาบขึ้นในความมืด
เมื่อเห็นว่าการคุ้มกันแน่นหนา อาเจียก็สูดลมหายใจลึก ดึงสมาธิทั้งหมดกลับมายังเศษกระบี่เบื้องหน้า
(เจ้าคิดจะนำแก่นวายุที่หลงเหลือ ไปผสานกับอักขระเพลิงเพื่อสร้างศัสตราเล่มใหม่สินะ) เสียงของมู่เฉินดังขึ้นในห้วงจิตสำนึก (วิถีแห่งนักยันต์ทั่วไป การนำธาตุที่ขัดแย้งและส่งเสริมกันอย่างรุนแรงเช่น ‘ลม’ และ ‘ไฟ’ มาอยู่ร่วมกันในภาชนะที่แตกร้าว ย่อมจบลงด้วยการระเบิดทำลายล้าง... หากเจ้าฝืนใช้อักขระสูญตาบีบบังคับมันอีก เส้นชีพจรเจ้าได้ขาดสะบั้นแน่!)
"ข้าทราบดีถึงความเสี่ยงขอรับท่านอาจารย์" อาเจียตอบกลับ นัยน์ตาฉายแววเด็ดเดี่ยว "ข้าจึงไม่ใช้อักขระสูญตาเปล่าๆ แต่ข้าจะใช้ 'ศิลาเพลิงโลกันตร์' และ 'เหล็กอุกกาบาต' ที่ท่านปู่ทิ้งไว้ให้ เป็นตัวรับแรงกระแทกจากกฎเกณฑ์ฟ้าดินแทนร่างกายของข้า!"
พู่กันนิรันดร์ถูกเรียกออกมาอยู่ในมือขวา แสงสีทองอมดำเปล่งประกายเจิดจ้า อาเจียวางแร่ธาตุล้ำค่าลงรอบแท่นตีเหล็ก และนำศิลาปราณระดับต่ำสิบก้อนมาวางเป็นสื่อกลาง ก่อนจะตวัดปลายพู่กันลงบนอากาศธาตุ
"วิถีแห่งสูญตา... กรงขังจำแลง!"
ปลายพู่กันลากเส้นสายที่ดูไร้รูปทรง อาศัยศิลาปราณเป็นเชื้อเพลิง อักขระหลิง 零 (หลิง) ปรากฏขึ้นกลางอากาศ มันไม่ได้เกิดจากพลังชีวิตของเขาโดยตรง แต่ดึงเอาพลังจากแร่ธาตุมาใช้เป็นโครงสร้าง พื้นที่มิติเหนือแท่นตีเหล็กบิดเบี้ยว กฎเกณฑ์ของฟ้าดินถูกตีกรอบจำกัดไว้
"อักขระเพลิง... อักขระคงกระพัน... ประทับรอย!"
เส้นสายสีแดงเพลิงที่เต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด และเส้นสายสีน้ำตาลทองที่หนักแน่น ถูกวาดขึ้นมาเหนือวงแหวนสูญตา ทันทีที่อักขระทั้งสองก่อตัว พวกมันพุ่งเข้าห้ำหั่นกันเองตามสัญชาตญาณ ทว่าอำนาจของสูญตาที่ใช้แร่โลหะเป็นตัวค้ำยัน ได้ทำหน้าที่เป็นกรงขัง บังคับให้พลังที่ขัดแย้งต้องหลอมรวมกัน
"ย้าก!!" อาเจียคำรามลั่นในลำคอ หน้าผากมีเหงื่อเม็ดโป้งผุดพราย เส้นเลือดที่ขมับปูดโปน เขากดด้ามพู่กันนิรันดร์ลงไป บังคับให้ศิลาเพลิงโลกันตร์ละลายกลายเป็นของเหลว ผสานอักขระเข้ากับตัวกระบี่วายุสลาตันที่หักครึ่ง!
เปรี้ยง!!
แสงสว่างเจิดจ้าบาดตาระเบิดออก บังเกิดเสียงคลื่นอากาศอัดกระแทกอย่างรุนแรง ศิลาปราณรอบแท่นแหลกสลายกลายเป็นผุยผง แร่เหล็กอุกกาบาตถูกหลอมละลายเข้าไปเติมเต็มรอยร้าว พายุหมุนลูกเล็กๆ ก่อตัวขึ้น เปลวเพลิงสีแดงทองหมุนวนผสานเข้ากับสายลมอย่างลงตัว
ดาบคมกริบที่ถือกำเนิดขึ้นใหม่ มีความยาวกว่าเดิม ใบดาบเป็นสีดำสนิททว่ามีเส้นริ้วสีแดงเพลิงพาดยาวไปตามคมกระบี่ ทุกครั้งที่สายลมพัดผ่าน มันจะส่งเสียงหวีดร้องราวกับอสูรร้ายที่กระหายเลือด
"สำเร็จ... กระบี่เพลิงวายุบรรพกาล!" อาเจียยิ้มกว้างด้วยความปีติ มือขวาเอื้อมไปคว้าด้ามกระบี่
อึก!
แม้จะใช้แร่ธาตุรับแรงกระแทกไปแล้วกว่าแปดส่วน ทว่าเศษเสี้ยวของกฎเกณฑ์สวรรค์ที่สะท้อนกลับมา ก็ยังคงทำให้ลมปราณของเขาปั่นป่วน เลือดกำเดาสีแดงสดไหลซึมออกจากจมูก อาเจียทรุดลงคุกเข่าหอบหายใจอย่างหนักหน่วง ทว่านัยน์ตากลับเป็นประกายวาววับ
"แค่กๆ... ขาดทุนเรื่องสุขภาพไปบ้าง... แต่ดูกระบี่เล่มนี้สิขอรับท่านอาจารย์! พลังทำลายล้างระดับนี้ มันเทียบเท่าศัสตราระดับสูงขั้นยอดเยี่ยมเลยนะขอรับ! ถ้าเอาไปประมูลที่นครหลวง... มันต้องขายได้ไม่ต่ำกว่าหนึ่งแสนศิลาปราณแน่ๆ! ข้าจะได้มีเงินไปซื้อยามารักษาเจ้าถุงเงินเสียที!"
มู่เฉินได้แต่เอามือกุมขมับอย่างหมดคำพูดกับความหน้าเงินและความรักสัตว์แบบแปลกๆ ของศิษย์คนนี้
อาเจียค่อยๆ พยุงร่างของตนเองลุกขึ้น เขาใช้เวลาพักปรับลมปราณและกลืนโอสถฟื้นฟูระดับต่ำไปสองเม็ดเพื่อระงับอาการบาดเจ็บภายใน ก่อนจะจัดการห่อกระบี่เพลิงวายุบรรพกาล และเศษอาวุธอื่นๆ โยนขึ้นไปบนหลังของเจ้าสัว
ล่วงเข้าสู่ช่วงค่ำคืนที่เงียบสงัดไร้ผู้คน อาเจียในชุดคลุมสีดำมิดชิด กระโดดขึ้นขี่บนหลังของพยนต์เทวะร่างยักษ์ มือข้างหนึ่งกุมย่ามที่ใส่เจ้าถุงเงินไว้แน่น
"เอาล่ะ เจ้าสัว! กางปีกออก เราจะลอบออกไปอย่างเงียบเชียบที่สุด มุ่งหน้าสู่นครหลวง... ได้เวลาไปขูดรีด... เอ้ย! ไปเจรจาการค้ากับคุณชายเฟิงอี้หรานแล้ว!"
ปีกโลหะหกแฉกของร่างราชันย์อเวจีกางสยายออกกว้าง เปลวเพลิงสีแดงในดวงตาสว่างวาบ ก่อนที่ร่างยักษ์ใหญ่จะดีดตัวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้ายามราตรี แหวกม่านเมฆพุ่งตรงสู่นครหลวง ไร้ซึ่งร่องรอยใดๆ ทิ้งไว้เบื้องหลัง นอกจากตำนานการผสานศัสตราที่จะสั่นสะเทือนวงการค้าอาวุธของโลกเซียนในอีกไม่ช้า!