สะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร

    ตอนที่ ๑๕๙ กลืนกินโอสถเพิ่มความสูง

    ในห้องกลางยานเหาะ เด็กชายตัวจ้อยกำลังจารอักขระลงในหุ่นไม้สีทองอย่างขะมักเขม้น นอกห้องมีผู้คุมกฎยืนคุ้มกันในทิศทั้งสี่ ข้างในห้องมีอาคมกางกั้นที่สร้างขึ้นอย่างแน่นหนา
    ภายในห้องรูปทรงสี่เหลี่ยมยังมีชายอีกสามคนยืนอยู่ ป้านโหวลี่และหยุนยี่เชิ่งมองดูจิวฟงอย่างเงียบๆ ฝ่ายหวงหยินฟายืนพิงผนังห้องโดยที่ไม่ปริปากพูดอะไร ทว่าคนแซ่หวงก็จับจ้องไปยังศิษย์ตัวน้อยอย่างไม่กะพริบตา
    ชายชราผู้มีเครายาวซ่อนประกายวาวในดวงตาเอาไว้ไม่อยู่ ทุกครั้งที่เขาเห็นแสงสีเหลืองผ่องอำไพสาดส่องจากปลายแหลมของเหล็กจารสีดำ หยุนยี่เชิ่งก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาพลันเต้นแรง ทั้งสามเฝ้าดูเด็กชายอยู่เช่นนั้น เมื่อจิวฟงวางมือจากงานที่อยู่เบื้องหน้า ป้านโหวลี่ก็เริ่มการสนทนา
    “ท่านหานยี่ไม่ยอมให้ใครแตะต้องหุ่นไม้ ข้าจึงไม่อาจยื่นมือช่วยจารอักขระเวทเพื่อยกระดับหุ่นพยนต์ให้มีปราณถึงขั้นที่สี่...”
    “ให้จิวฟงจารอักขระลงในตัวหุ่นย่อมดีที่สุด แม้พวกเราจะมีบันทึกที่ท่านเหรินชิงเต้อทิ้งไว้ให้ศึกษา แต่จิวฟงย่อมรู้ถึงรายละเอียดปลีกย่อยของร่างหุ่นที่เขาสร้างขึ้นมากับมือ ไม่ว่าเขาจะกลายมาเป็นผู้ใช้อักขระเวทขั้นใด แต่อักขระที่ฝังไว้ในไม้สนห้าหมื่นปีก็เต็มเปี่ยมไปด้วยไอปราณของเขา ด้วยเหตุนี้จึงมีเพียงจิวฟงเท่านั้นที่จะสร้างร่างหุ่นของท่านเหรินชิงเต้อได้อย่างไร้ที่ติ”
    สองเจ้าสำนักพยักหน้าให้กัน พวกเขามองเด็กชายด้วยแววตาเชื่อมั่น ฝ่ายหวงหยินฟากอดอกแล้วมองดูศิษย์ตัวน้อย จากนั้นเขาก็เอ่ยถามด้วยเสียงเฉียบ
    “พลังปราณของเจ้าถึงขั้นใดกันแน่”
    จิวฟงไม่ได้ตอบคำถามผู้เป็นอาจารย์ ในตอนนี้เขายังสร้างหุ่นพยนต์ไม่สำเร็จ เขาทอดสายตามองหุ่นไม้ เด็กชายจมอยู่ในสมาธิ จิวฟงเพ่งมองตันเถียนของหุ่นพยนต์สีทองอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็หยิบเหล็กจารสีดำสนิทขึ้นมาอีกครั้ง
    ไม่มีการรีรอ ไม่มีการลังเล จิวฟงถ่ายพลังปราณไปยังปลายแหลมของแท่งโลหะยาว แสงสีเหลืองอำไพทวีความกระจ่างจ้า พริบตานั้นจิวฟงก็จารอักขระโบราณอันทรงพลังไปที่ฐานปราณของหุ่นสีทอง...
    ฉึกๆๆ ฉึกๆ ฉึก!!!
    เด็กชายจารอักขระได้รวดเร็วยิ่งนัก มือที่จับเหล็กจารหมุนไปมาด้วยความเร็วสูง หากแม้นอักษรโบราณคือภาษาพูด ความเร็วในการร้อยเรียงถ้อยคำในตอนนี้ก็เปรียบประหนึ่งการเปล่งวาจา!
    พรึ่บ!!!
    ทันใดนั้นแสงสีเหลืองก็ฉาดฉายออกมาจากร่างหุ่นพยนต์ ทั่วทั้งห้องสว่างไสวไปด้วยแสงจากอักขระของเด็กชายตัวจ้อย ร่างหุ่นสีทองคล้ายกับโปร่งใสไปชั่วขณะ ผ่านไปห้าคู่ลมหายใจ แสงที่แผ่รัศมีก็หดตัวกลับมารวมอยู่ที่ฐานปราณ ลวดลายอักขระที่อัดแน่นไปทั่วร่างหุ่นไม้สว่างวาบขึ้นอีกครั้ง แล้วแสงนั้นจึงค่อยๆจางหาย
    ป้านโหวลี่พยักหน้าให้หยุนยี่เชิ่ง คนทั้งสองมองหน้ากันด้วยตาที่เป็นประกายวาว เด็กชายผู้มากพรสวรรค์ใช้เวลาน้อยกว่าที่พวกเขาคิด ขบวนเรือเหาะยังไม่เข้าเขตแดนของแคว้นฉู่เลยด้วยซ้ำ หุ่นไม้ก็กลับกลายมามีปราณขั้นที่สี่ตามความประสงค์ของหานยี่เรียบร้อยแล้ว
    จิวฟงแบกหุ่นไม้สีทองเอาไว้ จากนั้นเด็กชายก็หันไปมองผู้เป็นอาจารย์ เจ้าเปี๊ยกก้มหัวลงเล็กน้อยก่อนที่จะเปิดเผยกับชายตาเดียว
    “เรียนผู้อาวุโสหวง ข้าได้ปฏิบัติตามคำสั่งของท่านอย่างเคร่งครัด ตอนนี้ข้าครอบครองเสาปราณแล้วสามต้น...”
    ชายตาเดียวไม่มีสีหน้าประหลาดใจ ป้านโหวลี่ยิ้มมุมปากเพียงเล็กน้อย ฝ่ายหยุนยี่เชิ่งพยักหน้าอยู่หลายหน ปรมาจารย์แพทย์เทวะเพิ่งทราบได้ไม่นานว่าจิวฟงสามารถปกปิดขั้นปราณ เขาจับจ้องมองดูเด็กชายอยู่เช่นนั้น แล้วปรมาจารย์แพทย์เทวะก็ล้วงเอาโอสถสีฟ้าใสให้จิวฟงหนึ่งเม็ด
    “โอสถเร่งการเจริญเติบโต ในโอสถนี้มีโสมพันปีตัวผู้เป็นส่วนประกอบหลัก ข้าใคร่ครวญดูแล้ว อย่างน้อยเลือดในกายครึ่งหนึ่งของเจ้าก็คือเลือดมนุษย์ โอสถชนิดนี้ต้องช่วยให้เจ้าสูงขึ้นไม่มากก็น้อย ส่วนโอสถที่ใช้ปลุกการตื่นของกายากำเนิดยังไม่เสร็จเรียบร้อย ข้าให้ผู้อาวุโสหลัวชิงกู่และเหล่าคณาจารย์ทำการปรุงโอสถต่อจากข้า คิดว่าหลังจากงานแสดงความรู้จบลง พวกเราจะกระตุ้นการตื่นของกายาจักรพรรดิให้เจ้าได้”
    “ท่านอาจารย์ โอสถกระตุ้นการตื่นอะไรนั่นไม่จำเป็นหรอก แค่โอสถเพิ่มความสูงอย่างเดียวก็พอแล้ว!”
    เจ้าเปี๊ยกมองเม็ดยาสีฟ้าที่อยู่ในมือด้วยตาที่เบิ่งโต ใจของเด็กชายเต้นระรัวดังตึกๆ จิวฟงหย่อนโอสถเข้าปากอย่างช้าๆ พอโอสถเม็ดวาวแตะลิ้น เด็กชายก็รีบกลืนมันลงไปในทันที
    อึก...
    จิวฟงเพ่งความรับรู้ไปทั่วร่าง ชายทั้งสามเฝ้าดูเด็กชายตัวน้อยอย่างใกล้ชิด หวงหยินฟาและป้านโหวลี่หรี่ตาพร้อมกับใช้ความคิด ขณะนั้นเองร่างของจิวฟงก็เกิดการเปลี่ยนแปลง...
    ร่างกายของจิวฟงสั่นน้อยๆจนแทบสังเกตไม่เห็น หยุนยี่เชิ่งพยักหน้าซ้ำๆอยู่หลายหน เขารู้แล้วว่าโอสถชนิดนี้ได้ผล โสมพันปีตัวผู้ออกฤทธิ์อย่างที่คิดไว้ ปรมาจารย์แพทย์เทวะลูบเครายาวสองสามที ก่อนที่จะกล่าวด้วยน้ำเสียงภาคภูมิใจ
    “โอสถนั้นบริสุทธิ์ถึงสิบส่วนเต็ม โสมพันปีตัวผู้ที่นำมาใช้ก็อยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด พืชวิเศษที่นำมาปรุงโอสถก็ล้วนแต่มีไอวิเศษที่บริบูรณ์ ข้าคำนวณสัดส่วนของโอสถอย่างเหมาะสม ด้วยโอสถนี้เจ้าจะดูมีอายุขึ้นสักหนึ่งปี ลักษณะภายนอกของเจ้าจะไม่ต่างจากเพื่อนๆที่อยู่ในวัยเดียวกัน...”
    จิวฟงยิ้มหน้าแป้น เขาประสานมือแล้วก้มหัวไปตั้งหลายหน ชายทั้งสามยังคงเฝ้าสังเกตการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นกับเด็กชาย พวกเขาเห็นว่าใบหน้าของเจ้าเปี๊ยกค่อยๆดูมีอายุขึ้น จิวฟงดูสมกับเด็กวัยย่างสิบสี่ ทั้งผิวหนังและกล้ามเนื้อก็ดูเปลี่ยนไป มาบัดนี้จิวฟงดูเหมือนเด็กโตที่ใกล้จะย่างเข้าสู่วัยหนุ่ม
    เจ้าเปี๊ยกกำกระจกไว้แน่น เขามองสำรวจร่างกายอยู่หลายหน เมื่อเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงจิวฟงก็ดีใจเป็นล้นพ้น แม้ใบหน้านั้นจะดูมีอายุขึ้นแค่เล็กน้อย แต่เด็กชายก็ถึงกับยิ้มไม่หุบ
    ในตอนนี้จิวฟงรับรู้ได้อย่างเลือนรางว่าร่างของเขากำลังยืดขึ้น...ยืดขึ้น ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่คู่ลมหายใจร่างกายเล็กๆก็หยุดสั่นโดยสิ้นเชิง
    “เดี๋ยว...เดี๋ยวๆๆ อย่าเพิ่งหยุดออกฤทธิ์สิ ข้าสูงขึ้นมาแค่นิดเดียวเอง!” จิวฟงตกอกตกใจ เจ้าเปี๊ยกรีบวิ่งไปยังผนังห้องที่เขาขีดเส้นทำเครื่องหมายไว้ จิวฟงวางหุ่นลงแล้วยืนชิดผนังอย่างเร่งรีบ
    เด็กชายชักกระบี่เงาพรายแล้วใช้ศาสตราประจำสำนักเป็นเครื่องวัดความสูง เขาวางกระบี่ไว้แนบศีรษะ จิวฟงปักคมกระบี่ลงไปในเนื้อไม้ มองตามเส้นเดิมที่เคยขีดไว้ แล้วเด็กชายก็พบว่าตัวเขาสูงขึ้นเพียงนิดเดียว...นิดเดียวจริงๆ
    เจ้าเปี๊ยกชะเง้อชะแง้มองหาความช่วยเหลือ หยุนยี่เชิ่งขมวดคิ้วแล้วส่ายหน้า จิวฟงร้องขอโอสถเม็ดสีฟ้าอีกหนึ่งเม็ด ฝ่ายปรมาจารย์แพทย์เทวะถอนหายใจแล้วเอ่ยบอกด้วยเสียงเรียบๆ
    “ถ้ากินเข้าไปอีกเจ้าก็จะดูแก่ขึ้น...”
    “ข้าไม่สนใจ ขอแค่สูงขึ้นอีกนิดก็ยังดี!” เจ้าเปี๊ยกรีบเข้าไปเขย่าแขนชายชรา ใบหน้าของเด็กชายเหมือนกับจะร้องไห้ หยุนยี่เชิ่งได้แต่ส่ายหัว ขณะนั้นเองหวงหยินฟาก็เอ่ยเรียบๆ
    “ท่านเจ้าสำนักหยุนปรุงโอสถได้อย่างสมบูรณ์แบบ โอสถทำหน้าที่ของมันอย่างเที่ยงตรง โอสถของท่านหยุนยี่เชิ่งเร่งการเจริญเติบโตให้เจ้าได้ แต่การที่เจ้าแทบจะไม่สูงขึ้น เป็นเพราะว่า...เจ้ามีรูปร่างเตี้ยโดยธรรมชาติ!”
    “...”
    จิวฟงหันขวับมองผู้เป็นอาจารย์ เด็กชายเบิ่งตากว้างพร้อมกับอ้าปากค้าง จิวฟงค่อยๆนึกทบทวนถึงความหลัง หกเดือนที่ผ่านมามีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งทั้งหมดนี้สืบเนื่องมาจากการที่เขาต้องการโอสถเพิ่มความสูง
    เขาอุตส่าห์ถ่อมามาถึงขุนเขาเหยาวู่เพื่อขอความช่วยเหลือจากปรมาจารย์แพทย์เทวะ ตัวเขาได้ทำตามเงื่อนไขที่ชายชราตั้งไว้ จิวฟงได้ขึ้นไปถึงยอดเขาเหลียนฉี แต่ทั้งหมดที่เขาทำมานั้นสูญเปล่า ด้วยโอสถของแพทย์อันดับหนึ่งแห่งทวีปเฉียนฉิน ร่างกายของเขากลับสูงขึ้นเพียงนิดเดียว!
    “ไม่ๆๆๆ ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้!”
    จิวฟงร้องเสียงหลง เขาพุ่งพรวดออกไปที่ประตู ทว่ารอบๆห้องมีอักขระเวทของผู้ใช้ชุดทองกั้นขวาง เด็กชายไม่ได้ใส่ใจว่าใครเป็นผู้ร่ายอาคม จิวฟงหยิบแหวนสมมาตรขึ้นมาสวมใส่แล้วลบอักขระเวทอย่างไม่ย่อท้อ ป้านโหวลี่ส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ แล้วเขาก็ถอนอักขระอาคมให้
    ทันทีที่เขตอาคมอันแน่นหนาสลายหายวับ เจ้าเปี๊ยกที่แบกหุ่นพยนต์ก็ปรี่ออกไปด้านนอก จิวฟงมองซ้ายมองขวา เมื่อสายตาของเขาสอดประสานกับสายตาของลี้เจ่ยที่กำลังมองมา เจ้าเปี๊ยกก็ตะโกนดัง
    “ผู้อาวุโสลี้ ข้าขอยืมรองเท้าของท่านหน่อย!”
    “ฟงน้อย รองเท้านั้นใหญ่เกินไป แต่ไม่ต้องกังวล ข้าได้เตรียมรองเท้าคู่ใหม่ไว้ให้เจ้าแล้ว!”
    ลี้เจ่ยยิ้มแฉ่ง เขาล้วงหยิบรองเท้าที่มีขนาดพอเหมาะกับเท้าน้อยๆของศิษย์ผู้น้อง ทว่าส้นของมันก็สูงประมาณหนึ่งคืบ จิวฟงมองรองเท้านั้นด้วยแววตาวับวาว คราวนี้เจ้าเปี๊ยกไม่กล่าวคำปฏิเสธอีกต่อไป
    จิวฟงรีบก้มหัวแล้วคว้ารองเท้าส้นหนามาสวมใส่ พอตัวเองสูงขึ้นถึงหนึ่งคืบ เจ้าเตี้ยก็รู้สึกสบายใจขึ้นเป็นกอง
    “เป็นไงบ้าง ข้าดูเป็นผู้ใหญ่ขึ้นรึยัง!” จิวฟงหันไปถามหงส์ขาวที่โผเข้ามาหา
    “เกว้กๆๆ”
    หงส์สีขาวบริสุทธิ์พยักหน้าอยู่หลายหน หากเป็นเจ้าหางเพลิงที่ส่ายหัวไปมา มันแทบไม่รู้สึกว่าเจ้าเปี๊ยกแก่ขึ้น...ไม่รู้สึกว่าสูงขึ้น อย่างดีความสูงก็เพิ่มขึ้นมาเพียงนิดเดียว
    “หง่าว” สงสัยเจ้าเตี้ยคงไม่สูงไปกว่านี้แน่
    เจ้าเปี๊ยกเดินเชิดหน้าไปทั่วยานเหาะ ผู้คนต่างรู้สึกขำในกิริยาของเด็กน้อย หลายคนที่อยู่บนยานเหาะลำนี้เป็นถึงผู้อาวุโสหรือไม่ก็เป็นผู้คุมกฎ เมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กๆน้อยๆที่เกิดขึ้นกับเด็กชาย พวกเขาก็พอจะเดาได้ว่าธรรมชาติของจิวฟงนั้นมีรูปร่างเตี้ย ขณะที่เหล่าผู้คนกำลังหัวเราะให้กับเด็กชายที่สวมใส่รองเท้าส้นหนา หวงหยินฟาก็ออกจากห้องกลางลำยานแล้วเดินตรงมาหาลี้เจ่ย
    หวงหยินฟายืนจับขอบยานพาหนะเหินหาว สายตาของเขาทอดไปยังที่หมายปลายทางที่ยังอยู่ห่างไกล ทางด้านลี้เจ่ยก็หันไปมองยังแดนพายัพของทวีปเฉียนฉิน จากนั้นผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์อสูรก็ไต่ถามอาจารย์ของตน
    “ท่านอาจารย์ สองคนนั้นอยู่ที่ไหน...”
    น้ำเสียงของลี้เจ่ยแฝงไปด้วยเค้าแห่งความเครียด เขาไม่แน่ใจว่าที่สำนักปฐพีพิฆาตมีอะไรรออยู่ รู้เพียงว่างานแสดงความรู้ที่ว่างเว้นไปนานถูกจัดขึ้นเพื่อเหยียบย่ำสำนักวายุจำรัสให้จมดิน แม้ตอนนี้สำนักวายุจำรัสได้ผนวกรวมกับสำนักแพทย์เชิ่งหัวจนกลายเป็นสำนักหนึ่งโลกาที่ยิ่งใหญ่ แต่ดูเหมือนว่าความพยายามในการทำให้สำนักหนึ่งโลกาล่มสลายจะยังคงอยู่
    “ข้าบอกสองคนนั้นให้ไปเจอกันที่สำนักปฐพีพิฆาต คนคู่นั้นไปถึงแคว้นฉู่ได้ทันเวลาแน่” หวงหยินฟาหันมาพยักหน้าให้ลูกศิษย์คนโต ลี้เจ่ยพยักหน้าเพียงเล็กน้อย จากนั้นคนแซ่ลี้ก็มองไปยังเด็กชายที่ยังคงเดินไปเดินมา เพื่อสร้างความคุ้นชินกับรองเท้าคู่ใหม่
    คนแซ่ลี้กวักมือเรียกจิวฟงให้เดินเข้ามาหา เมื่อเจ้าเปี๊ยกมาอยู่ต่อหน้าหวงหยินฟาและลี้เจ่ย คนจอมกะล่อนก็เปิดเผยกับเด็กชาย ลี้เจ่ยบอกว่าทางตระกูลมู่อยู่เบื้องหลังการระดมเหล่าผู้ฝึกตนมาจากทั่วทั้งทวีปเฉียนฉิน
    “ไม่ใช่ความผิดของเจ้าที่ไปท้าทายมู่ฉีเชิ่ง ตั้งแต่ที่ข้ายังอยู่ที่สำนักวายุจำรัส พวกคนของตระกูลมู่ก็ได้แทรกซึมเข้ามาในสำนักของเรา ปัญหาระหว่างตระกูลมู่กับสำนักวายุจำรัสเปรียบได้กับเชื้อไฟที่รอวันปะทุ เจ้าแค่เร่งให้มันระเบิดเร็วขึ้นเท่านั้นเอง”
    ลี้เจ่ยตบไหล่จิวฟงพร้อมกับยิ้มกว้าง ฝ่ายเจ้าเปี๊ยกพยักหน้าหลายๆหน จิวฟงคิดว่าการจากไปของตระกูลมู่มีข้อดีไม่น้อย ในตอนนี้สำนักหนึ่งโลกาได้เกิดขึ้นใหม่ เหล่าสมาชิกล้วนสมัครสมานสามัคคี
    แม้ใบหน้าของจิวฟงจะมีรอยยิ้ม แต่ลึกๆแล้วเขารู้สึกเป็นกังวล นั่นเพราะทางสำนักหนึ่งโลกาได้ขนผู้คนชั้นหัวกะทิไปยังดินแดนพายัพของทวีปเฉียนฉินอย่างเต็มกำลัง...
    “มีอะไรรออยู่ที่นั่น” เจ้าเปี๊ยกแหงนคอถามผู้เป็นอาจารย์ หวงหยินฟาส่ายหน้าน้อยๆก่อนที่จะเอ่ยถ้อยคำ
    “ยังไม่รู้แน่ชัด แต่เตรียมพร้อมไว้ดีที่สุด” พูดจบหวงหยินฟาก็กวาดตามองเหล่าผู้อาวุโสของสำนักหนึ่งโลกา เขามองไปยังคนของหุบเขาจินเฉียงที่อยู่บนยานเหาะลำเดียวกัน คนเหล่านั้นต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด
    จิวฟงมองเติ้งไช้หยี่พ่อครัวธรรมดา มองไปที่กัวไฉคนหาฟืน ส่งสายตาไปที่ซื่อหรงคนดูแลสถานที่ ปราดตามองดูคนทั้งหมดอยู่ครู่เดียวก็พบความผิดปกติ
    “ผู้อาวุโสหวง พี่เจิ้งล่ะ ทำไมพี่เจิ้งไม่ได้มาด้วย”
    “คนผู้นั้นขอตัวไปทำธุระ เขาจะรีบเดินทางไปให้ถึงสำนักปฐพีพิฆาตให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้”
    หวงหยินฟาไม่ได้มองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนืออีกต่อไป สายตาของเขาส่งไปยังใจกลางพื้นแผ่นดินของทวีปเฉียนฉิน...


    คล้ายกับเรื่องสะเทือนสวรรค์ สะท้านอสูร ที่คุณอ่าน