“โอ๊ย” เสียงของไท่หยางร้องขึ้น ความเจ็บปวดบริเวณก้นกบไล่ไปตามสันหลังของเขาทำให้เขาตื่นขึ้นมาทันที ความปวดเมื่อยที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อนมันทำให้เขาคิดว่าเกิดอะไรขึ้น
“โอ๊ย” เต๋อเทียนที่รู้สึกตัวเพราะได้ยินเสียงของไท่หยางก็ร้องขึ้นเช่นกัน ความเจ็บปวดบริเวณก้นกบกับอาการปวดเมื่อยเนื้อตัวทำให้เขาไม่สามารถนอนหลับได้อีกต่อไป
ทั้ง 2 คนลืมตาขึ้นพร้อมกัน ดวงตาของทั้งคู่ประสานกันในระยะประชิด ก่อนที่ทั้ง 2 คนจะดีดตัวออกจากกัน แต่พวกเขากลับยิ่งตกใจเป็น 2 เท่าเมื่อพบว่าตัวเองกับอีกฝ่ายต่างเปลือยเปล่า ซ้ำยังมีคราบสีขาวเปรอะเปื้อนตามตัว ซ้ำตรงบริเวณต้นขาเยื้องไปด้านหลังมีเส้นสายสีแดงคล้ำซึ่งพวกเขาดูก็รู้ว่ามันคือเลือดที่แห้งแล้ว
“พวกเจ้าประลองกระบี่กันครึ่งค่อนคืน ดีที่เราเป็นคนหลับง่าย จึงไม่ได้กระทบการนอนของเรามากนัก” ไป่ฉียิ้ม
“ท่านอวี้กง เอ่อ ท่านเห็นตอนพวกผม....ทำ....กันเหรอครับ” ไท่หยางถาม สีหน้าของเขายังคงตกใจกับสิ่งที่ตนได้เห็นในเช้านี้
“หึ เห็น แล้วเราก็ได้ยินเสียงด้วย” ไป่ฉีกล่าว
“ตาย ๆ ๆ ถ้าพ่อผมรู้ งานนี้ไม่รู้จะโดนอะไรบ้าง” ไท่หยางกุมขมับ
“พ่อผมก็เหมือนกัน” เต๋อเทียนกำลังนวดขมับ พยายามนึกว่าเมื่อคืนเกิดอะไรขึ้น
“เราไม่พูด เจ้า 2 คนไม่พูด ใครจะรู้” ไป่ฉีแนะทางออกให้
“ท่านอวี้กง ท่านก็รู้ว่าเสียงภายในมันดังออกไปถึงภายนอก เกรงว่าบ่าวที่เฝ้าอยู่หน้าเรือนรับรองของท่านจะไปรายงานประมุขแล้ว” ไท่หยางกล่าว ภายในใจวิตกกังวลมาก
“ไม่ต้องห่วง เมื่อคืนเราใช้อักขระลมปราณ ปิดกั้นเสียงไม่ให้ดังออกไป คนข้างนอกไม่มีทางได้ยินแน่นอน พวกเจ้าวางใจได้” เมื่อได้ยินคำพูดนี้ของไป่ฉี ทั้ง 2 คนก็มีท่าทีผ่อนคลายลง
“ว่าแต่ทำไมพวกผมจำอะไรไม่ได้เลย” เต๋อเทียนสงสัย ทำกันขนาดนี้แต่พวกเขากลับจำอะไรไม่ได้ หลังเต๋อเทียนกล่าว ไป่ฉีใช้นิ้วจิ้มไปที่กลางหน้าผากและส่งภาพเมื่อคืน (ภาพที่ไป่ฉีสร้างขึ้นเอง) ให้ทั้ง 2 คนเห็นภาพ
ในความทรงจำที่ไป่ฉีป้อนให้นั้น ไท่หยางกับเต๋อเทียนที่เห็นเขาหลับไปแล้ว นั่งคุยกันสักพักเกิดคอแห้ง จึงดื่มชาดับกระหาย แต่ไม่คิดว่ากาน้ำชาที่ใส่ยาปลุกกำหนัดยังไม่ได้ถูกเปลี่ยนออกไป พวกเขาทรมานจากยาปลุกกำหนัดได้ไม่นาน ก็ตกลงที่จะช่วยเหลือกัน จนสภาพเป็นแบบเมื่อเช้าที่พวกเขาตื่นมาสบตากัน
หลังได้เห็นภาพเหตุการณ์เมื่อคืนที่ไป่ฉีถ่ายทอดให้ดู ทั้ง 2 มองหน้ากันก่อนจะก้มหน้าหลบสายตากันเองด้วยความอับอายในการกระทำของตัวเองเมื่อคืน ก่อนจะเปลี่ยนสีหน้าเป็นซีดเผือด เมื่อนึกขึ้นได้ว่า หากเมื่อคืนพวกเขาไม่ช่วยกันเองแล้วไปล่วงเกินอวี้กงเข้า ไม่อยากคิดเลยว่าชีวิตน้อย ๆ ของพวกเขาจะเป็นยังไงในเช้านี้
“นี่เป็นโอสถรักษา กินและโคจรลมปราณเพื่อดูดซับมันซะ อาการบาดเจ็บที่.....นั่นแหละจะหายเป็นปลิดทิ้ง เพราะมันคงจะไม่ดีเท่าไหร่ถ้าพวกเจ้าเดินแบบเสียศูนย์ออกจากเรือนรับรองของเรา” ไป่ฉีกล่าวพร้อมกับยื่นโอสถให้ทั้ง 2 คน ซึ่งเต๋อเทียนกับไท่หยางรีบรับมาแล้วส่งเข้าปากตัวเองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็เริ่มโคจรลมปราณทันที
ช่วงสายไป่ฉีเดินไปที่ลานประลอง ชมการประลองจัดอันดับ เพื่อปรับเปลี่ยนตำแหน่งภายในตำหนักเทพ แน่นอนว่าบางปีตำแหน่งอาวุโสก็เกิดการเปลี่ยนแปลงเช่นกัน และวันที่ 2 จบลงโดยที่ไป่ฉียังได้รับการดูแลจากไท่หยางและเต๋อเทียน
ด้วยความช่วยเหลือของไป่ฉีเมื่อเช้า ทำให้ทั้ง 2 คนยิ่งรู้สึกติดหนี้เขามากขึ้น ซ้ำยังยกน้ำชาเพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์อีกด้วย
“อืม ไม่มียาปลุกกำหนัดผสม ตกลง เราจะรับพวกเจ้าเป็นศิษย์อันดับที่ 2 กับ 3 ของเรา พวกเจ้าไปตกลงกันเอาเองว่าใครจะเป็นอันดับที่ 2” หลังได้ยินไป่ฉีกล่าว เต๋อเทียนกับไท่หยางก็ตกลงกันว่าไท่หยางจะเป็นอันดับที่ 2 ส่วนเต๋อเทียนเป็นอันดับที่ 3
ไป่ฉีแปลกใจเล็กน้อย เพราะปกติทั่วไป คนมักจะแก่งแย่งกันเพื่อให้ได้สถานะที่สูงกว่าคนอื่น แต่เต๋อเทียนกับไท่หยางนั้นกลับตกลงกันได้ง่ายดาย ยิ่งยืนยันได้ว่าทั้ง 2 เป็นคนใจกว้างระดับหนึ่งทีเดียว
“ว่าแต่ท่านอาจารย์ แล้วลำดับ 1 ไม่สิ ศิษย์พี่ของพวกเราเป็นใครครับ” ไท่หยางถาม
“เมื่อถึงเวลาพวกเจ้าจะรู้เอง เข้านอนกันเถอะ” ไป่ฉีกล่าว ก่อนจะล้มตัวลงนอน ส่วนไท่หยางกับเต๋อเทียน ทั้ง 2 คนต่างแยกกันนอนคนละมุมห้อง เพราะพวกเขายังจำสภาพของตัวเองในตอนเช้าได้อยู่
ในวันที่ 3 ไม่เหลือการประลองอะไรแล้ว มีแต่เพียงแค่งานแต่งตั้งตำแหน่งภายใน ไป่ฉีจึงได้ขอลากลับทันที ส่วนจางหนี่หวังนั้นยังคงตัดสินใจอยู่ต่ออีกวันหนึ่ง คงไม่ต้องบอกว่าประมุขจางคงติดใจหนุ่ม ๆ ที่ทางจี๋หลินเวิ่นเทียนจัดหามาให้สนองความจิตของเธอเป็นแน่
ที่ห้องเช่าของครอบครัวไป่
“กลับมาแล้วครับ” ไป่ฉีเปิดเข้ามาในห้องก็พบว่าไม่มีใครอยู่เลย
'พี่ชิงชิงออกไปข้างนอกเหรอ ช่างเถอะ เราเองก็ไปเตรียมตัวดีกว่า' ไป่ฉีเดินไปหยิบชุดนักเรียนของเขาออกมาเตรียมเอาไว้ นับว่าการไปตำหนักเทพกิเลนครั้งนี้เวลากระชั้นชิดเกินไปสักหน่อย เพราะว่าหลังจากเขากลับมา วันถัดไปก็ต้องไปสอบเข้าที่มิดการ์ดต่อในตอนเช้าทันที ดังนั้นเขาจึงเตรียมชุดกับเอกสารที่จำเป็นให้เรียบร้อย
“หือ ไป่ฉี นายกลับมาแล้วเหรอ” เมิ่วชิงชิงเปิดประตูห้องเข้ามาพร้อมกับของสดเต็มมือ ทักขึ้นเมื่อเห็นชายหนุ่มที่บอกว่าจะไปทำธุระ 3 วัน กลับมาแล้วและกำลังนั่งจัดเอกสารอยู่
“ครับ กลับมาแล้ว พรุ่งนี้มีสอบที่มัธยมปลายมิดการ์ด เลยมาเตรียมเอกสารน่ะ” ไป่ฉีเงยหน้าจากเอกสารแล้วตอบเมิ่งชิงชิง
“นายทานอะไรหน่อยไหม เดี๋ยวฉันทำให้กิน” เมิ่งชิงชิงถาม
“เอาเป็นซี่โครงหมูตุ๋นน้ำแดงไหมครับ” ไป่ฉียกยิ้มขึ้น เมิ่งชิงชิงปล่อยมือจากถุงของสดทันที ราวกับคนไม่มีแรง ทำไมน่ะเหรอ เพราะเธอนึกถึงฉากทานอาหารกับไป่ฉีคราวก่อนขึ้นมา คิดได้แบบนั้นก็คว้าเอาฟักทองขนาดเหมาะมือขึ้นมาจากถุงแล้วทำท่าจะปาใส่ไป่ฉี
“ตาบ้า จงใจให้ฉันอายใช่ไหม” เมิ่งชิงชิงหน้าแดง ตอนแรกเธอคิดจะเดินไปทุบเจ้าคนฉวยโอกาสตรงหน้า แต่นึกขึ้นได้ว่ามือเธอจะเจ็บซะเอง เลยใช้ลูกฟักทองที่ซื้อมาแทน
ส่วนไป่ฉีนั้นหยิบเอากระดาษเอกสารมา 1 แผ่นก่อนจะตวัดมันอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ฟักทองทั้งลูกกลายเป็นชิ้นลูกเต๋าสวยงามหล่นเรียงกันบนโต๊ะอย่างเป็นระเบียบ
“อ่ะ......” เมิ่งชิงชิงถึงกับอ้าปากค้าง เธอไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง กระดาษเอกสารแสนบอบบางแบบนั้น ไป่ฉีกลับใช้มันตัดฟักทองออกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยได้อย่างสบาย ทั้งที่ปกติขนาดเธอใช้มีดยังต้องใช้แรงตั้งเยอะกว่าจะปอกเปลือกหรือหั่นมันได้ เธอได้สติเมื่อสัมผัสได้ว่ามีมือหนากำลังโอบเอวของเธอ
“พี่ชิงชิงคิดถึงผมไหม” ไป่ฉียื่นหน้าเข้ามาใกล้ ๆ ดวงตาปรือดูมีเสน่ห์ยั่วยวนชวนให้เมิ่งชิงชิงอยากจะทำผิดศีลธรรมจริง ๆ แต่เธอก็กดข่มอารมณ์เอาไว้แล้วรีบใช้มือดันหน้าของไป่ฉีออกทันที
“ออกไปเลย ส่วนคำตอบ.....ใช่ ฉันคิดถึงนาย” เมิ่งชิงชิงตอบไป่ฉี แต่เธอมองไปทางอื่นแทน
“งั้น ไปกันเถอะ เดี๋ยวผมช่วยทำอาหารนะ” ไป่ฉีกล่าวก่อนจะคว้าเอาถุงของสดที่พื้นขึ้นมา กระชับอ้อมแขนแกร่งโอบรัดร่างบางของเมิ่งชิงชิงไว้กับตัว ก่อนจะเดินไปห้องครัวราวกับเมิ่งชิงชิงและของที่เขาถือไม่มีน้ำหนักเลยแม้แต่น้อย
ช่วงเย็น
พ่อกับแม่และเมิ่งชิงชิงนั่งทานข้าวกัน โดยพ่อกับแม่ของไป่ฉีนั้นพูดให้กำลังใจไป่ฉี เพราะโรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดนั้นเป็นโรงเรียนที่มีการแข่งขันในการสอบเข้าสูง เกรดเฉลี่ยของไป่ฉีนั้นเพิ่งมาดีเอาตอนอยู่มัธยมต้นปี 3 ทำให้ทั้ง 2 กลัวว่าไป่ฉีอาจจะสอบไม่ติดก็ได้
เช้าวันรุ่งขึ้น
ไป่ฉีแต่งตัวแต่เช้า โดยเมิ่งชิงชิงขับรถไปส่งไป่ฉีที่โรงเรียนมัธยมปลายมิดการ์ดตั้งแต่เช้า เมื่อไป่ฉีลงจากรถ เขาก็ได้พบกับคนที่แทบไม่ได้เจอกันเลยช่วงนี้
“โย่ ไป่ฉี ไม่ได้เจอกันนาน คิดถึงนายโคตร แว๊ก” มู่ซื่อเฉิงที่พุ่งมาจะกอดไป่ฉีก็ต้องคว้าอากาศแล้วล้มลง เพราะไป่ฉีนั้นเอี้ยวตัวหลบนั่นเอง
“ฉันบอกแล้วว่าอย่ามากอด มันแหยงเฟ้ย” ไป่ฉีกล่าว
“ไงไป่ฉี” ต้าถงเดินมาคู่กับหัวหน้าห้อง
“ว่าไงต้าถง แล้วเพื่อน ๆ นายล่ะ” ไป่ฉีถาม
“พวกนั้นดูเหมือนจะหากีฬาที่ตัวเองชอบเจอแล้ว ส่วนฉันว่าจะเข้าชมรมบาสที่นี่” ต้าถงตอบ
“ดีแล้วที่นายเลือกสิ่งที่นายต้องการจะทำได้” ไป่ฉีกล่าว
“ไป่ฉี ฉันไปก่อนนะ” เมิ่งชิงชิงกล่าวก่อนที่จะเดินจากไป
“ใครน่ะ” ต้าถงถาม
“แฟนไป่ฉี ควบตำแหน่งผู้จัดการส่วนตัว” มู่ซื่อเฉิงกระซิบเบา ๆ ให้ต้าถงได้ยินเท่านั้น เมื่อต้าถงได้ยินก็มองมาที่ไป่ฉีพร้อมกับยกนิ้วให้
“หาได้ดีเพื่อน” ต้าถงกล่าว
“เหอะ ๆ” ไป่ฉีหัวเราะแห้ง ๆ
“เราไปหาที่นั่งคุยกันดีกว่าไหม” หัวหน้าห้องกล่าว ทำให้พวกไป่ฉีเพิ่งสังเกตเห็นว่าตัวเองกำลังเป็นจุดสนใจ ด้วยหน้าตาของต้าถง ซื่อเฉิง และไป่ฉีจัดได้ว่าเป็นที่หมายปองของสาว ๆ แน่นอน ยิ่งทั้ง 3 คนมารวมกันราวกับสิ่งมีชีวิตที่ผลิตฟีโรโมนเคลื่อนที่ดี ๆ นี่เอง แต่ก็มีเหตุที่ทำให้กลุ่มของไป่ฉียิ่งกลายเป็นเป้าสายตาขึ้นไปอีก เมื่อมีชายหนุ่ม 2 คนเดินเข้ามาหากลุ่มของไป่ฉี
“พี่ไป่ฉี สวัสดี” เป็นไป๋หู่น้องชายของไป๋กุ้ยอิงนั่นเอง นี่เป็นครั้งที่ 2 ที่ไป่ฉีเห็นไป๋หู่ในชุดนักเรียน ไม่ใช่ชุดฝึกยุทธ์
“ไป่ฉี มาแต่เช้าเลยนะ ว่าแต่บรรยากาศของกลุ่มนายนี่สุดยอดเลย เป็นจุดเด่นที่มองเห็นได้ตั้งแต่ระยะไกลจริง ๆ” หลี่ซีหยานกล่าว ที่เข้ากล้าทำตัวเป็นกันเองกับไป่ฉี เพราะไป่ฉีบอกให้เขาทำตัวตามสบาย
นักเรียนหญิงที่มาสอบเข้าในวันนี้ต่างจ้องไปที่กลุ่มของไป่ฉี ราวกับดวงตาของพวกเธอสามารถปล่อยลำแสงออกมาได้ เพราะตอนนี้มีหนุ่มหล่อถึง 5 คนรวมตัวกันอยู่ ส่วนหัวหน้าห้องที่ตอนนี้ถูกต้าถงเปลี่ยนลุคซะใหม่ ตกเป็นเป้าของความอิจฉาอย่างรวดเร็ว
“ต้าถง ดูแฟนนายไว้ดี ๆ ฉันว่ามีคนจ้องเล่นงานแฟนนายเพราะความอิจฉาแน่” ไป่ฉีกล่าว
“ไม่ต้องห่วง ฉันจะตามติดแม้แต่ตอนไปเข้าห้องน้ำเลย” ต้าถงกล่าว ก่อนจะถูกหัวหน้าห้องตีแขนไปทีหนึ่ง
กลุ่มของไป่ฉีไปหาที่นั่งคุยกัน โดยกลุ่มของเขาถูกรายล้อมไปด้วยกลุ่มของนักเรียนหญิงจำนวนมาก เป็นที่อิจฉาของนักเรียนชายที่มาเข้าสอบ แต่พวกนักเรียนชายพยายามจะไม่คิดอะไรมากด้วยเพราะต้องทำสมาธิและอ่านทวนเนื้อหาที่ยังจำไม่ค่อยได้ ส่วนกลุ่มของไป่ฉีนั้นก็กำลังรับการติวเข้มจากไป่ฉีเช่นกัน
เมื่อใกล้ได้เวลาสอบข้อเขียน กลุ่มของไป่ฉีเพิ่งนึกขึ้นมาได้ว่ายังไม่รู้ว่าพวกตนสอบกันห้องไหน แต่ไป่ฉีก็ยื่นกระดาษที่เขาจดห้องสอบของทุกคนเอาไว้ให้ทุกคนได้ดู ก่อนจะแยกย้ายกันไปตามห้องสอบของแต่ละคน
ห้องสอบของมัธยมปลายมิดการ์ดนั้นทันสมัยมาก บนโต๊ะของผู้เข้าสอบจะมีแท็บเล็ตวางไว้ ซึ่งข้อสอบทั้งหมดนั้นจะเชื่อมต่อกับระบบภายในของโรงเรียนผ่านทางแท็บเล็ต มีระบบสแกนลายนิ้วมือแทนการเซ็นชื่อเข้าสอบเพื่อยืนยันตัวตน ระบบลายนิ้วมือนี้ยังเชื่อมต่อกับทะเบียนราษฎร์ เป็นการป้องกันการสวมรอยเข้าสอบแทนอีกด้วย
ไป่ฉีที่ลองตรวจสอบระบบดูคร่าว ๆ ก็ยกยิ้มขึ้น ระบบนี้แน่นหนาพอสมควรเลยทีเดียว หากนำมันไปใช้ที่ต้าเซียน การสอบขุนนางก็คงจะโกงกันยากขึ้นล่ะนะ
“ทุกคนเปิดแท็บเล็ตขึ้นมา” เสียงของอาจารย์คุมสอบที่เดินเข้ามาในห้องกล่าวขึ้น นักเรียนที่เข้าสอบทั้งหมดต่างก็เปิดหน้าจอขึ้นมา สิ่งที่เด้งขึ้นมาที่หน้าจออย่างแรกคือระบบสแกน (ราชบัณฑิตยสถาน ใช้คำว่า กราดตรวจ หรือกราดภาพ แทนนะครับ ส่วนคอมพิวเตอร์แม้เราจะใช้ทับศัพท์กันแต่ก็มีคำที่ให้ไว้เป็นภาษาไทยคือ คณิตกร ครับ)
“ทำการสแกนลายนิ้วมือ โดยใช้หัวแม่มือข้างขวาเหมือนกับตอนที่พวกเธอใช้สมัครสอบ” อาจารย์กล่าวต่อ ไป่ฉีกับนักเรียนคนอื่นทำตามทันที
“มีผู้เข้าสอบครบ ให้ทุกคนคลิกเข้าไปที่ไอคอนที่เป็นชื่อของตน ซึ่งมีเพียงไอคอนเดียวในหน้าจอ เมื่อกดไปแล้วข้อสอบทั้งหมดจะแสดงขึ้นมา พวกเธอสามารถทำข้อสอบได้เลย นอกจากนี้หลังจากที่ทำข้อสอบเสร็จแล้ว รอเพียง 5 นาที ผลคะแนนสอบจะออกมาให้พวกเธอ หลังจากการสอบของนักเรียนทั้งหมดที่เข้าสอบในวันนี้จบลง 10 นาที จะประกาศผลการสอบข้อเขียนทันที โดยคนที่มีลำดับตั้งแต่ 1-300 จะได้เข้าไปในรอบสอบสัมภาษณ์ ปากกาเสียบอยู่ด้านบนของตัวแท็บเล็ต ให้ใช้มันเขียนในส่วนที่เป็นข้อสอบที่ต้องเขียน” อาจารย์คุมสอบอธิบาย นักเรียนหลายคนต่างก่นด่าในใจ นอกจากจะคัดนักเรียนเป็นหมื่นคนให้เหลือแค่ 300 คนในคราวเดียวแล้ว ยังจะมีสอบสัมภาษณ์เพื่อลดจำนวนคนลงอีกงั้นเหรอ
“เริ่มทำข้อสอบได้ เวลาในการสอบเริ่มนับถอยหลังแล้ว” อาจารย์คุมสอบกล่าวพร้อมกับชี้ไปที่หน้าจอ LED ที่ดูเหมือนจะเป็นกระดานสำหรับใช้สอนนักเรียน บนหน้าจอปรากฎตัวเลขขึ้น ซึ่งทุกคนดูออกว่ามันเป็นเลขบอกเวลา ที่กำลังเริ่มนับถอยหลังแล้ว จึงได้เริ่มก้มหน้าทำข้อสอบของตนทันที
_________________________________
+ฝากเพจนิยายด้วยครับ+
