หลังจากวันนั้นทั้งว่านเฟยและมู่หยางก็ไปที่วังบุปผาบ่อยครั้งบางวันก็แค่ไปดื่มเหล้าบางวันก็เพียงนั่งสนทนากับหญิงสาวจนดึกโดยเขาจะเรียกแค่มีมี่กับเหม่ยลี่สองสาวที่ดื่มกับพวกเขาเป็ประจำเท่านั้นและทุกครั้งเขาก็มักจะถามหาจื้ออัน อยู่เสมอ แม้ว่าหลังจากวันนั้น เขาจะไม่ได้เจอจื้ออันอีกเลยก็ตาม
ที่ศาลหลวงขณะทั้งว่านเฟยกับมู่หยางกำลังนั่งดูรายงานของคดี พวกทหารที่คอยสังเกตการณ์อยู่รอบๆหอบุปผาได้เข้ามารายงานเกี่ยวกับพฤติกรรมของผู้คุมที่เขาเห็น
“น่าจะมีราวๆ 20 คนได้ขอรับ ส่วนใหญ่เป็ชายวัย 20-30 ปีแต่ที่น่าแปลกคือ......”
เ้าหน้าที่ทำท่าทีลังเลเล็กน้อยที่จะเล่า
“อะไรงั้นรึ”
“จะมีหญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้าเดินออกเรือนผู้คุมประจำ บางครั้งก็มาแต่เช้าบางครั้งก็มาตอนเย็น”
ว่านเฟยเอามือจับปลายคาง เขาครุ่นคิดเื่ที่ทหารเล่าวังบุปผาไม่น่าจะอนุญาตให้ผู้คุมกับหญิงสาวคบหากันหรือว่า....นี่จะเป็การลักลอบคบหากัน ยิ่งค้นยิ่งเจอยิ่งสังเกตก็ยิ่งเห็นแต่เื่ประหลาด
“วังบุปผา....ไม่ใช่หอนางโลมธรรมดาสินะ”
คืนนี้ทั้งสองก็แวะไปที่หอบุปผาเช่นเคย คนในหอเริ่มจดจำใบหน้าของทั้งสองได้ เมื่อได้เจอกันปล่อยครั้ง สาวๆจึงเริ่มเปิดใจพูดคุยมากขึ้น
“วันนี้ไม่มีผู้คุมมาคอยเฝ้าแล้วรึ”
มู่หยางมองออกไปหน้าห้องที่ว่างเปล่าไม่มีใครยืนเฝ้า จึงแสร้งถาม
“แขกประจำที่สุภาพและมีมารยาท ผู้คุมก็จะปล่อยให้เราอยู่ลำพังเ้าค่ะ”
ว่านเฟยหันไปมอง และแสร้งทำเป็ไม่รู้เื่ราว
“จำเป็ต้องมีคนเฝ้าขนาดนั้นเลยรึ ขนาดของตึกนี้ น่าจะราวๆ 20 ห้องผู้คุมมีมากพอดูแลทั้งหมดได้งั้นหรือ”
เพราะมันไม่ใช่เื่ของลูกค้าและก็เป็คำถามทั่วไปที่ไม่ได้ดูน่าสงสัยอะไร มีมี่จึงตอบโดยไม่คลางแคลงใจ
“ผู้คุมที่นี่มีราวๆ 20 คนเ้าค่ะ แต่เข้ามาในวังได้ก็แค่ 10-12 คนที่เหลือจะคอยเฝ้าอยู่ด้านหน้า มีคนยืนเฝ้าตามตำแหน่งและก็มีคนเดินตรวจตราเ้าค่ะ”
ไม่นานนักก็มีคนยกเหล้าเข้ามาส่งว่านเฟยกับมู่หยางชะเง้อคอมองด้านหลัง มีมี่กับเหม่ยลี่แอบเห็นก็พากันขำ
“มองหาใครหรือเ้าคะ”
ทั้งคู่หันรีบหันกลับ พยายามเก็บอาการ แต่ก็อดที่จะเอ่ยถามไม่ได้
“วันนี้ก็ไม่มางั้นรึ?”
มีมี่ยิ้มเจือนๆและส่ายหน้า นางพูดไม่ได้ว่าชูหนี่สั่งไม่ให้จื้ออันมาหาแขกอีกเพราะกลัวว่าจะถูกจับได้ว่าเป็ชาย
“ข้ารู้สึกราวกับว่า.....นางกำลังหลบหน้าข้าอยู่อย่างนั้น”
คำพูดของว่านเฟยนั้นทำให้สองสาวสะดุ้ง
“มิใช่อย่างนั้นหรอกค่ะคุณชาย แต่นางไม่ได้มีหน้าที่รับแขก”
ว่านเฟยเริ่มขมวดคิ้ว
“แค่มาส่งอาหาร ข้าไม่ได้เรียกให้นางมานั่งดื่มด้วยเสียหน่อยแล้วเหตุใด....นางถึงไม่ยอมออกมา..หรือว่า...นางรังเกียจข้า”
หญิงสาวมองหน้ากัน กลอกตาไปมา ไม่รู้จะตอบให้ตรงกันอย่างไรไม่คิดว่าจะถูกถามคำถามที่กดดันเช่นนี้ มีมี่จึงลุกขึ้น
“ข้าจะลองไปถามหัวหน้าครัวดูนะเ้าค่ะหากตอนนี้นางไม่ได้กำลังยุ่งอยู่ จะให้เข้ามาพบค่ะ”
มีมี่ไม่ได้ตรงไปที่ครัวแต่นางตรงไปหาชูหนี่และเล่าเื่ราวให้ฟัง...หากเป็เช่นนี้ยิ่งจะโดนสงสัยชูหนี่จึงบอกให้จื้ออันเอาอาหารไปส่งที่ห้องให้ทั้งสอง
“จำไว้นะจื้ออัน เลี่ยงการอยู่ใกล้ พยายามอย่าตอบคำถามมากรีบกลับให้เร็วที่สุด”
ชูหนี่กำชับกับจื้ออันอีกครั้ง
ไม่นานหลังจากนั้น เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้นอีกครั้งก๊อก... ก๊อก...
"นำสำรับมาส่งเ้าค่ะ"
บานประตูก็ค่อย ๆ เปิดออก จื้ออันก้าวเข้ามาพร้อมถาดอาหารในมือเขาก้มตัวลงเล็กน้อย ก่อนคุกเข่าลงจัดวางสำรับบนโต๊ะ
ไม่เหมือนเสแสร้งชายทั้งสองนั่งตรงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด มู่หยางสะกิดว่านเฟยหลายครั้งส่วนว่านเฟยก็ได้แต่ทำตาโตและขมุบขมิบปาก เพื่อบอกให้เขาหยุดแต่จู่ๆมู่หยางก็พูดขึ้น
"ในที่สุดก็ได้พบเสียที สหายข้าบ่นหาเ้ามาหลายวันแล้ว"
ว่านเฟยยิ้มบาง ๆ ตามมารยาทก่อนหันไปทำตาดุใส่มู่หยางอีกครั้ง จื้ออันเอามือปิดปากหัวเราะเบาๆ
"เช่นนั้นหรือเ้าคะ นับเป็เกียรติของข้ายิ่ง"
เขาไม่ได้สนทนาต่อ เพียงก้มหน้าจัดเรียงชามอาหารทีละใบ แต่ในจังหวะที่วางถ้วยซุปลงตรงหน้าว่านเฟย สายตาของเขาพลันสะดุดเข้ากับบางสิ่ง
ชายเสื้อด้านในของว่านเฟยเปิดออกเล็กน้อยขณะที่กำลังยกมือขึ้นหยิกมู่หยาง ภายใน...มีป้ายหยกเล็ก ๆ ห้อยอยู่กับสายถักสีดำ ลายที่สลักบนแผ่นป้ายนั้นเป็อักษรคำว่า "ศาล" เป็ตราประจำตัวของเ้าหน้าที่ของศาลหลวง
ดวงตาของจื้ออันเบิกกว้างขึ้นทันใดก่อนจะรีบก้มลงเพื่อหลบไม่ให้ใครเห็น เขาพยายามทำสีหน้าให้เหมือนเดิมยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ภายในใจของเขา...กลับหวาดหวั่น
"คนของศาลงั้นหรือ....รึว่าพวกเขาจะเริ่มสงสัยข้าแล้ว..."
หลังจัดอาหารบนโต๊ะเสร็จจื้ออันก็ลุกขึ้นแต่สายตากลับแอบสังเกตผู้ถือป้ายหยกอย่างเงียบๆ ในขณะที่ว่านเฟยหันกลับมา ทั้งสองก็ได้สบตากันเพียงครู่หนึ่ง ต่างฝ่ายต่างยิ้มให้กันแต่ใบหน้าของว่านเฟยนั้น กลับแดงก่ำราวกับคนเมา
จื้ออันโค้งคำนับอย่างอ่อนช้อย
“หาก้าสิ่งใดเพิ่มเติมสามารถเรียกข้าได้ตลอดเ้าค่ะ"
“เ้าชื่ออะไรงั้นรึ?”
จื้ออันนิ่งครู่หนึ่ง ก่อนยิ้มและตอบเบาๆ
“ข้าชื่อ...จูอันเ้าค่ะ”
“จูอันงั้นรึ...ช่างเป็ชื่อที่ไพเราะยิ่งนัก”
ชายหนุ่มที่ท่าทางสุขุม กลับเก่งเื่ยกยอสาวจื้ออันยิ้มตอบรับก่อนออกจากห้อง แต่เมื่อประตูปิดลง รอยยิ้มบนใบหน้าก็ค่อย ๆเลือนหาย เหลือเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความระแวดระวังดังนั้นคืนนี้เขาจึงไม่ออกไปทำงาน หยุดภารกิจต่างๆไว้ชั่วคราวจนกว่าจะมั่นใจว่าชายสองคนนี้ ไม่ได้สงสัยในตัวเขา
กระทั่งเช้าวันถัดมาหวังฮุยมองออกไปนอกกำแพง เขาสังเกตเห็นชายหน้าเดิมนั่งอยู่ร้านน้ำชาฝั่งตรงข้ามมาหลายวันแล้วพอตกเย็น ก็เป็อีกคนหนึ่งเข้ามาแทนราวกับเปลี่ยนกะกันมาเฝ้า ทุกคนแต่งกายเหมือนชาวบ้านธรรมดา แต่ท่วงท่าการยืน การมอง และการเดินไม่ใช่คนธรรมดา
คืนนั้นหลังปิดเรือนรับรองเรียบร้อยแล้วเขาจึงไปแอบดูจื้ออันที่ห้อง จากที่คิดว่าจะเห็นที่นอนว่างเปล่ากลายเป็ชายหนุ่มเข้านอนแต่เร็ว เขาจึงวางใจ อย่างน้อยวันนี้จื้ออันก็ไม่ได้ออกไปด้านนอก
“จื้ออัน เ้าคงไม่รู้สินะว่า..ภัยกำลังใกล้จะถึงตัวแล้ว”