จารึกที่ 355 : ค่ายกลสกัดหมึกปฐมกาล : รอยขีดเขียนบัญญัติฟ้า
ท่ามกลางรอยแยกมิติสีเลือดที่ถูกตัดขาดจากวัฏสงสาร ปราศจากแสงเรืองรองของทินกร ปราศจากเงาร่มเย็นของจันทรา มีเพียงแสงสลัวสีแดงคล้ำที่แผ่ซ่านออกมาจากความว่างเปล่า กลิ่นอายแห่งความเก่าแก่ที่ดำรงอยู่มาก่อนการถือกำเนิดของสวรรค์และปฐพี ล่องลอยกดทับทุกอณูของอากาศธาตุจนหนักอึ้งประดุจตะกั่วเหลว
เบื้องล่างสุดของห้วงความว่างเปล่านั้น โซ่ตรวนสีทองคำที่เคยถักทอเป็นตาข่ายมิติเพื่อสะกดข่มความลับ บัดนี้แหลกสลายกลายเป็นเพียงเศษละอองแสงที่ถูกมวลธาตุรอบด้านกลืนกินจนมอดดับ เผยให้เห็นแผ่นศิลาสีเทาหม่นขนาดเพียงหนึ่งจั้ง (ประมาณ 3 เมตร) ลอยเคว้งคว้างอยู่อย่างโดดเดี่ยว บนพื้นผิวที่ขรุขระและปราศจากการสลักเสลาอันวิจิตรนั้น ปรากฏรอยขีดเขียนเพียงหนึ่งเส้น... เป็นรอยตวัดพู่กันที่ดูสามัญและเรียบง่าย ทว่ากลับแผ่คลื่นความถี่ที่สามารถบิดเบี้ยวการไหลเวียนของปราณในร่างของผู้ที่เข้าใกล้
อาเจียหยัดยืนอยู่กลางอากาศธาตุ ห่างจากแผ่นศิลานั้นเพียงสิบก้าว อาภรณ์สีครามที่ขาดวิ่นสะบัดพลิ้วตามแรงกระเพื่อมของกฎเกณฑ์ที่แผ่ออกมา ดวงตาอันลึกล้ำของชายหนุ่มสะท้อนภาพเส้นสายบนแผ่นศิลา หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความปรารถนาที่จะค้นคว้า ทว่าในขณะเดียวกัน สมอแห่งเต๋าภายในห้วงวิญญาณกลับส่งเสียงลั่นเปรี๊ยะ รอยร้าวที่เกิดจากการแบกรับปฏิกิริยาสะท้อนกลับของโซ่ตรวนสวรรค์ก่อนหน้านี้ กำลังถูกรังสีของอักขระปฐมกาลบีบอัดจนแทบจะแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
"เพียงแค่รอยขีดเดียว... กลับมีมวลความกดดันเทียบเท่ากับขุนเขานับร้อยลูกมาวางซ้อนกัน" อาเจียพึมพำเสียงแผ่วเบา หยาดเหงื่อเย็นเยียบผุดพรายบนหน้าผาก "นี่มิใช่เคล็ดวิชาที่ใช้สติปัญญาอ่านทำความเข้าใจ ทว่ามันคือ 'ก้อนมวลธาตุ' ที่อัดแน่นด้วยกฎเกณฑ์พื้นฐาน หากผู้ใดดึงดันจะใช้ปราณฟ้าดินเข้าไปสอดแนม ย่อมถูกความหนาแน่นของมันกระแทกจนกระดูกแหลกเหลว"
เฟิงหลิงเอ๋อร์ที่ลอยตัวอยู่ด้านหลัง ขมวดคิ้วเรียวเข้าหากัน ดวงตากลมโตของนางเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงินเข้มลึกล้ำ จุดแสงภายในรูม่านตาหมุนวนประดุจข่ายดาราจักร นางพยายามใช้เนตรดาราที่เพิ่งรู้แจ้ง เพ่งมองทะลุพื้นผิวของแผ่นศิลา เพื่อวิเคราะห์โครงสร้างที่ซ่อนอยู่
"อาเจีย... รอยขีดเขียนนั้นไม่มีช่องโหว่เลย" เสียงใสกระจ่างของดรุณีน้อยแฝงความตึงเครียด โลหิตหยดเล็กๆ เริ่มซึมออกจากหางตาของนางจากการฝืนเบิกเนตร "มันไม่ได้ถูกเขียนด้วยหมึก ทว่ามันคือการ 'กรีดมิติ' ให้เป็นรอย แล้วบีบอัดความว่างเปล่าเข้าไปอุดรอยรั่วนั้น... หากท่านแตะต้องมันเพียงผิวเผิน แรงสั่นสะเทือนจะตีกลับมาทำลายมือของท่านทันที"
"ข้าคาดการณ์ไว้แล้ว ว่าสวรรค์คงไม่โง่เขลาถึงขนาดนำของล้ำค่ามาวางทิ้งไว้โดยไร้กลไกป้องกันตัวของมันเอง" อาเจียแย้มยิ้มเย็นชา ชายหนุ่มมิได้ถอยร่น ทว่ากลับก้าวเดินเข้าไปใกล้อีกสามก้าว เขาประสานมือเข้าด้วยกัน ตีหน้าเศร้าเล่าความชอบธรรมท่ามกลางความมืดมิด เพื่อปลุกปั่นเจตจำนงของสหายและแทรกซึมเข้าสู่กฎเกณฑ์บรรพกาล
"สวรรค์วิหารเทพอนันตกาลช่างอำมหิตและขลาดเขลานัก..." หยาดน้ำตาแห่งความคับแค้นที่ถูกเสแสร้งขึ้นอย่างแนบเนียน เอ่อคลอในดวงตาของชายหนุ่ม "พวกเขาสอนให้มนุษย์บ่มเพาะพลังปราณ สอนให้พวกเราหลงระเริงกับค่ายกลอันวิจิตรซับซ้อน ทว่ากลับปิดบัง 'รากฐานที่แท้จริง' เอาไว้ในสุสานแห่งนี้... สวรรค์หวาดกลัวว่าหากมนุษย์ได้เห็นความเรียบง่ายของจุดเริ่มต้น พวกเราจะตระหนักได้ว่าอำนาจของสวรรค์นั้นเป็นเพียง 'ของปลอม' ที่ถูกสร้างขึ้นมาครอบงำมวลมนุษย์... การที่พวกเราดิ้นรนถอนรากถอนโคนสำนักจนกลายเป็นผู้ไร้นาม ก็เพื่อแสวงหาความจริงที่ถูกปล้นไปนี้!"
วาจาที่เปี่ยมด้วยความรันทดและข้อกล่าวหาอันรุนแรง ดังกังวานก้องไปทั่วรอยแยกมิติ อาเจียไม่ได้หวังให้แผ่นศิลาตอบรับความสงสาร ทว่าเขากำลังใช้คลื่นเสียงและอารมณ์ความถี่ต่ำ เพื่อ 'กะเทาะ' บรรยากาศอันตึงเครียดรอบๆ แผ่นศิลา ให้เกิดช่องว่างทางกฎเกณฑ์
ชายหนุ่มตวัดมือขวา พู่กันนิรันดร์ปรากฏขึ้นในกำมือ องค์หญิงน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ภายในด้ามพู่กันส่งเสียงร้องเตือนอย่างร้อนรน
"เจ้านายงี่เง่า! เจ้าอย่าได้คิดจะเอาพู่กันไปจิ้มมันเชียวนะ! เนตรดาราของแม่นางเฟิงก็บอกอยู่ว่ามันคือรอยกรีดมิติ หากปลายพู่กันของข้าไปสัมผัสเข้า ขนพู่กันวิญญาณของข้าได้ขาดกระจุย ไม่มีทางซ่อมได้แน่!"
"ข้าไม่ใช่คนเขลาที่จะเอาไม้ชี้ปิงไปงัดภูเขาศิลาหรอก องค์หญิงน้อย" อาเจียตอบกลับผ่านกระแสจิตอย่างเยือกเย็น "การจะดึงหมึกที่ไม่ได้ทำจากน้ำออกมา ย่อมต้องใช้ 'แท่นฝนหมึก' ที่แข็งแกร่งพอกัน... สหายเอ๋ย! การประลองกำลังจบลงแล้ว บัดนี้ถึงเวลาของศาสตร์แห่งการรื้อถอน!"
อาเจียหันกลับไปหาสหายทั้งสี่ ชี้ปลายพู่กันนิรันดร์เพื่อออกคำสั่งจัดวางค่ายกลอย่างรวดเร็ว
"พี่มู่หลาง! ท่านเพิ่งได้ 'ปลอกหุ้มกระบี่ศิลาดารา' มา จงชักกระบี่หยกเย็นออกครึ่งฝัก! ข้าไม่ต้องการปราณกระบี่ของท่าน แต่ข้าต้องการ 'แรงดูดกลืนมิติ' ของปลอกศิลาบรรพกาล จงนำมันไปตั้งไว้ที่ทิศอุดรของแผ่นศิลา เพื่อทำหน้าที่เป็น 'วาล์วระบายแรงดัน' คอยสูบซับปฏิกิริยาสะท้อนกลับ!"
ฉินมู่หลางพยักหน้ารับคำสั่ง ยอดกระบี่หนุ่มทะยานร่างเข้าประจำตำแหน่ง ทันทีที่เขาดึงกระบี่หยกเย็นออกจากฝักเพียงครึ่งชุ่น ปลอกหุ้มศิลาดาราก็แผ่รังสีสุญญากาศออกมา บีบอัดมิติรอบด้านให้เกิดแรงดึงดูดมหาศาล พร้อมรับแรงกระแทกทุกรูปแบบ
"อี้หราน! 'กำไลอัคคีบรรพกาล' ของเจ้าสามารถรักษาสมดุลความร้อนได้แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่แปรปรวน! จงไปประจำทิศทักษิณ ปลดปล่อยเพลิงอัคคีของเจ้าล้อมรอบแผ่นศิลาเอาไว้ ไม่ต้องเผาทำลาย ทว่าจงใช้ความร้อน 'ขยายมวลธาตุ' ของศิลาให้มันอ่อนตัวลงเพียงเสี้ยวมิลลิเมตร!"
"จัดไป! ข้าจะย่างมันให้สุกกำลังดีประดุจหมูหันตำรับตระกูลเฟิง!" เฟิงอี้หรานหัวเราะร่วน ทะยานร่างไปประจำตำแหน่ง เปลวเพลิงสีแดงอมทองถูกปลดปล่อยออกไปโอบล้อมแผ่นศิลาอย่างนุ่มนวลทว่าหนักแน่น ความร้อนถูกควบคุมด้วยกำไลศิลาอย่างสมบูรณ์แบบ ไม่มีการสูญเสียพลังงานแม้แต่น้อย
"ชิงเสวี่ย! ปิงอวิ๋น! 'เข็มทิศมิติ' และ 'เมล็ดพันธุ์ศิลา' ที่พวกเจ้าได้รับมา คือตัวเชื่อมต่อรากฐาน จงประจำทิศบูรพาและประจิม ใช้มิติและเถาวัลย์พฤกษาผสานเข้าด้วยกัน สร้างเป็น 'ตะแกรงกรองมวลธาตุ' ล้อมรอบแผ่นศิลาเอาไว้อีกชั้นหนึ่ง หากมีสิ่งใดหลุดรอดออกมาจากรอยขีดเขียน จงกรองสิ่งสกปรกทิ้งไปให้หมด!"
สองสตรีขานรับพร้อมกัน ม่านมิติสีเงินยวงและเถาวัลย์สีเขียวมรกตพุ่งทะยานออกไปถักทอประสานกันเป็นตะแกรงขนาดยักษ์ ครอบคลุมแผ่นศิลาและเปลวเพลิงของอี้หรานเอาไว้อย่างหนาแน่น
"หลิงเอ๋อร์! เนตรดาราของเจ้าคือเข็มทิศของข้า จงคอยบอกตำแหน่งที่มีความหนาแน่นต่ำสุดบนรอยขีดเขียนนั้นให้ข้าทราบแบบวินาทีต่อวินาที!"
"รับทราบ!" เฟิงหลิงเอ๋อร์กัดฟันฝืนความเจ็บปวด เบิกเนตรดาราถึงขีดสุด หมุนวนข่ายดาราจักรเพื่อวิเคราะห์การเปลี่ยนแปลงของสสาร
เมื่อค่ายกลรื้อถอนระดับบรรพกาลถูกจัดวางอย่างสมบูรณ์ อาเจียจึงลอยตัวขึ้นไปอยู่เหนือแผ่นศิลา ชายหนุ่มมิได้ใช้พลังปราณโจมตี ทว่าเขาหลับตาลง โคจร 'วิถีแห่งสูญตา' ให้ควบแน่นอยู่ที่ปลายพู่กันนิรันดร์ หมึกปราณสีเทาเงินยวงที่เต็มไปด้วยความว่างเปล่าไหลทะลักออกมา
"ในเมื่อรอยขีดเขียนนี้ คือการบีบอัดความว่างเปล่าเข้าไปอุดรอยร้าวมิติ... เช่นนั้น ข้าก็จะใช้ความว่างเปล่าของข้า ไป 'ละลาย' มันออกมาประดุจการฝนหมึก!"
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ลงไป ไม่ได้วาดทับรอยเดิม ทว่าเขาวาดอักขระหลิง 零 (สูญตา) ลอยอยู่เหนือแผ่นศิลาเพียงหนึ่งคืบ! จากนั้น ชายหนุ่มบีบเค้นสัจธรรมแห่งความหนักอึ้งในสมอแห่งเต๋า กดทับอักขระสูญตานั้นให้บดลงไปบนพื้นผิวของแผ่นศิลาโดยไม่ให้ขนพู่กันสัมผัสกับหินโดยตรง!
*ครืดดดดด! ครืดดดดด!*
เสียงเสียดสีทางกฎเกณฑ์ดังกึกก้องประดุจขุนเขาสองลูกบดขยี้กันเอง! อักขระสูญตาของอาเจียทำหน้าที่ดุจ 'แท่นฝนหมึก' ที่กดทับลงบนรอยขีดเขียนปฐมกาล แรงเสียดทานที่เกิดจากการปะทะกันของความว่างเปล่าสองรูปแบบ ทำให้พื้นผิวของแผ่นศิลาเริ่มเกิดอาการสั่นพ้อง (Resonance)
"มวลธาตุของศิลากำลังคลายตัว! ความร้อนของพี่อี้หรานแทรกซึมเข้าไปถึงชั้นที่สามแล้ว!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ตะโกนรายงาน
ทว่า ปฏิกิริยาสะท้อนกลับก็ปะทุขึ้นในวินาทีนั้น! รอยขีดเขียนบนศิลาสัมผัสได้ถึงการล่วงล้ำ มันปลดปล่อยคลื่นกระแทกมิติพุ่งสวนขึ้นมาหมายจะทำลายล้างผู้ที่ฝืนลิขิต!
*เปรี้ยง!*
"ปลอกหุ้มกระบี่ศิลาดารา... ดูดกลืน!" ฉินมู่หลางแผดเสียง ดึงกระบี่ออกอีกครึ่งชุ่น แรงดึงดูดสูญญากาศของปลอกกระบี่ดูดซับคลื่นกระแทกนั้นเข้าไปจนหมดสิ้น ทว่าแรงปะทะก็ทำให้มือของยอดกระบี่หนุ่มสั่นเทิ้มจนง่ามนิ้วฉีกขาด โลหิตไหลซึม
"ตะแกรงมิติ... บีบอัด!" หลินชิงเสวี่ยและเย่ปิงอวิ๋นเร่งเร้าค่ายกล ตะแกรงเถาวัลย์และมิติกดทับรังสีทำลายล้างที่เล็ดลอดออกมา กรองเอาความบ้าคลั่งทิ้งไป เหลือเพียงมวลธาตุบริสุทธิ์
อาเจียกัดฟันกรอด เลือดสีแดงคล้ำไหลซึมจากมุมปาก การบังคับแท่นฝนหมึกสูญตากินพลังสมาธิอย่างมหาศาล สมอแห่งเต๋าในห้วงวิญญาณของเขาปริร้าวเพิ่มขึ้นอีกหลายสาย ทว่าชายหนุ่มมิยอมถอย เขาออกแรงกดพู่กันผ่านอากาศธาตุเพิ่มขึ้นอีก!
"ยังไม่พอ... ความหนาแน่นของมันสูงเกินไป... ต้องรีดเค้นมันออกมาให้ถึงแก่น!"
"อาเจีย! ตรงกลางรอยขีดเขียน! โครงสร้างตรงนั้นกำลังบางลง!" เฟิงหลิงเอ๋อร์ชี้เป้าอย่างแม่นยำ
อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ เปลี่ยนวิถีการกดทับ พุ่งเป้าไปที่จุดอ่อนนั้นในพริบตา!
*เพล้ง!*
เสียงแตกร้าวดังสนั่น แผ่นศิลาสีเทาหม่นที่ดำรงอยู่มานับหมื่นปี ทนรับความกดดันจากการขยายตัวด้วยความร้อน การบีบอัดของมิติ และการเสียดสีของวิถีสูญตาไม่ไหว ในที่สุด รอยขีดเขียนเส้นนั้นก็ 'หลุดลอก' ออกมาจากพื้นผิวศิลา!
มันมิได้แหลกสลาย ทว่ามันแปรสภาพกลายเป็น 'หยาดหมึกสีทองคล้ำ' ที่อัดแน่นไปด้วยความหนักอึ้งและกฎเกณฑ์แห่งการบัญญัติ! หยาดหมึกปฐมกาลพุ่งทะยานทะลุชั้นตะแกรงมิติ ลอยเคว้งคว้างอยู่ตรงหน้าอาเจีย
แผ่นศิลาที่สูญเสียรอยขีดเขียนไป พลันสูญเสียความเสถียร มันระเบิดออกเป็นผุยผงในเสี้ยวลมหายใจ!
การระเบิดของแผ่นศิลา ทำให้รอยแยกมิติที่พวกเขาอยู่ ขาดสมอเรือยึดเหนี่ยว มวลความว่างเปล่ารอบด้านเริ่มถล่มทลายลงมาบดขยี้กันเอง เสียงกึกก้องประดุจวันสิ้นโลกดังกังวานไปทั่ว!
"ถอนค่ายกล! รอยแยกมิติกำลังจะถล่มแล้ว!" อาเจียตะโกนสั่งการ ชายหนุ่มมิได้หลบหนีในทันที เขายื่นมือซ้ายที่ว่างเปล่าออกไป คว้าหมับเข้าที่หยาดหมึกสีทองคล้ำนั้น!
*ซู่!*
ทันทีที่หยาดหมึกปฐมกาลสัมผัสกับผิวหนัง มันไม่ได้ทำร้ายร่างกายภายนอก ทว่ามัน 'ละลาย' ซึมผ่านเส้นเลือด ทะลวงตรงเข้าสู่ห้วงวิญญาณของอาเจียราวกับอสรพิษที่หิวกระหาย!
"อ๊ากกก!" อาเจียแผดเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัสที่เหนือล้ำจินตนาการ หยาดหมึกนั้นพุ่งเข้าชน 'สมอแห่งเต๋า' ของเขาที่แตกร้าวอยู่แล้ว!
*โครม!*
สมอแห่งเต๋าที่ใช้ยึดเหนี่ยววิถีอักขระของชายหนุ่ม แตกสลายกลายเป็นเศษเสี้ยวชิ้นเล็กชิ้นน้อยในพริบตา! ทารกวิญญาณของเขาสั่นสะท้านอย่างรุนแรง การสูญเสียสมอแห่งเต๋าหมายถึงการสูญเสียรากฐานการบ่มเพาะทั้งหมด!
"อาเจีย! รากฐานของเจ้าแตกแล้ว!" เฟิงอี้หรานตะโกนด้วยความหวาดหวั่น ขณะพุ่งตัวเข้ามาคว้าคอเสื้อของอาเจียเพื่อลากขึ้นสู่เบื้องบน
"อย่าเพิ่งตื่นตระหนก... แค่แตกสลาย... หาใช่จุดจบ!" อาเจียกัดฟันแน่น โลหิตไหลทะลักจากตาทั้งสองข้าง ทว่าสติปัญญาของเขากลับสว่างไสวถึงขีดสุด
ท่ามกลางห้วงวิญญาณที่กำลังจะพังทลาย อาเจียใช้วิถีสูญตาขั้นสูงสุด ไม่ได้พยายามซ่อมแซมสมอเดิม ทว่าเขารวบรวมเศษซากของสมอแห่งเต๋าที่แตกหัก ผสมเข้ากับ 'หยาดหมึกปฐมกาล' ที่เพิ่งกลืนกินเข้ามา!
"ในเมื่อรอยขีดเขียนนี้ คือจุดเริ่มต้นของมวลธาตุ... ข้าก็จะใช้มัน เป็น 'รากฐาน' อันใหม่ของข้า! บัญชาอักขระ: หล่อหลอมวิญญาณปฐมกาล!"
อาเจียใช้เจตจำนงที่แข็งแกร่งประดุจเพชร บีบอัดเศษซากวิญญาณและหมึกปฐมกาลเข้าด้วยกัน หยาดหมึกสีทองคล้ำค่อยๆ ยืดตัวออก กลายเป็น 'รอยขีดเขียนหนึ่งเส้น' ที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือทารกวิญญาณของเขาแทนที่สมอแห่งเต๋าอันเก่า!
รอยขีดเขียนนี้ มิใช่อักขระที่มีความหมายตายตัว ทว่ามันคือ 'เส้นแกนกลาง' ที่อัดแน่นด้วยความหนักอึ้งของเซียนปฐมพี และความสามารถในการ 'บัญญัติสสาร' ของยุคบรรพกาล! กลิ่นอายของอาเจียแปรเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่ได้ทะลวงเข้าสู่ขอบเขตเซียนมนุษย์ ทว่ารากฐานวิญญาณของเขามีน้ำหนักและตรรกะที่สวรรค์ไม่อาจตรวจจับหรือทำความเข้าใจได้อีกต่อไป (0 ผสาน 1 กลายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่)
"หนี! ขึ้นไปข้างบนเดี๋ยวนี้!" มู่เฉินที่รออยู่ปากรอยแยกตวาดลั่น ร่างเนื้ออักขระของท่านแผ่ปราณเซียนแท้ดั้งเดิมลงมาดึงรั้งร่างของศิษย์ทุกคน
รอยแยกมิติถล่มทลายไล่หลังพวกเขากลับขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง อาเจีย เฟิงอี้หราน ฉินมู่หลาง หลินชิงเสวี่ย และเย่ปิงอวิ๋น ทะยานร่างฝ่ามวลความบีบอัดมิติ โดยมีเฟิงหลิงเอ๋อร์ใช้เนตรดาราหาช่องว่างทางหนีทีไล่ พวกเขาพุ่งพรวดพ้นรอยแยกสีเลือด กลับขึ้นมายืนหอบหายใจอยู่บนลานโลหะของเตาหลอมดาราได้สำเร็จ!
*ตู้มมมม!*
รอยแยกเบื้องล่างปิดตัวลงอย่างรุนแรง ส่งผลให้เตาหลอมดาราบรรพกาลสั่นสะเทือนจนฟันเฟืองบางส่วนหลุดกระเด็น ทว่ามันก็สงบลงในที่สุด
อาเจียค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้นยืน ชายหนุ่มเช็ดคราบโลหิตออกจากใบหน้า แววตาที่เคยมืดมิด บัดนี้ทอประกายแห่งความเข้าใจในกลไกของจักรวาลอย่างลึกซึ้ง เขากำพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น รู้สึกได้ถึง 'ความหนักอึ้ง' ที่เขาสามารถตวัดเขียนเพื่อสร้าง 'มวลธาตุ' ขึ้นมาจากความว่างเปล่าได้แล้ว
"รากฐานใหม่... เสร็จสมบูรณ์แล้ว" อาเจียแย้มยิ้มเจ้าเล่ห์ หันไปมองสหายที่สะบักสะบอมทว่าเปี่ยมด้วยความตื่นเต้น
"การรื้อถอนสมการของสวรรค์ช่างคุ้มค่ายิ่งนัก..." อาเจียยกพู่กันขึ้นชี้ไปยังโครงสร้างของป้อมปราการหมื่นอักขระที่ลอยอยู่ภายนอกดอกบัวโลหะ "พี่มู่หลาง อี้หราน... บัดนี้ ข้ามี 'หมึกปฐมกาล' เป็นแกนกลางแล้ว พวกเราจะนำพลังงานจากเตาหลอมดารานี้ ไปเชื่อมต่อกับแก่นภพปฐมกาลของเกาะ! ป้อมปราการของเราจะไม่ต้องพึ่งพาปราณฟ้าดินอีกต่อไป ทว่ามันจะขับเคลื่อนด้วย 'การปั่นป่วนมิติ' ที่สวรรค์ไม่สามารถสอดแนมได้!"
การทดลองที่แลกมาด้วยความเสี่ยงถึงชีวิต ได้ผลลัพธ์ที่สั่นสะเทือนรากฐานของสามภพ ป้อมปราการหมื่นอักขระกำลังจะได้รับการผ่าตัดใหญ่เพื่อกลายเป็นเรือรบที่ขับเคลื่อนด้วยกลไกบรรพกาลอย่างแท้จริง การเดินทางเข้าสู่ใจกลางสุสานเซียนโบราณ เพื่อสร้างกองทัพศิลาที่แข็งแกร่งที่สุด กำลังจะเปิดฉากขึ้นภายใต้ความเงียบงันที่รอวันแผดเผาสวรรค์!