รู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress

    ประธานสมาพันธ์ผู้ฝึกตนของประเทศ

            “...จะดีเหรอครับ?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยค่อนข้างที่จะรู้สึกลำบากใจ  อาการของเขามันเรื้อรังมาก็หลายปีจนแม้แต่ตัวเขาเองก็ยังแทบจะรู้สึกหมดหวังไปรอบหนึ่งแล้ว  นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่เขาไม่เคยเอ่ยปากขอร้องไป่ฟานเซียนเรื่องนี้ด้วยตัวเองเลยสักครั้งเดียว

             

            เขากลัวความรู้สึกผิดหวังหากว่ามันรักษาให้หายไม่ได้จริงๆ

             

            “ฉันคิดว่าน่าจะวินิจฉัยได้...แต่ในตอนนี้ฉันไม่มีอุปกรณ์เลยน่ะ” หมอเทวดาอย่างอู๋เจี่ยเองก็ไม่ได้เก่งฉกาจอย่างไร้เหตุผลเหมือนในการ์ตูน เขาไม่สามารถมองห่างๆหรือจับตัวผู้ป่วยทีเดียวก็รู้อาการและแนวทางในการรักษาโรคทั้งหมดได้ในแวบเดียว

             

            เขาจำเป็นต้องมีเครื่องมือและอุปกรณ์ที่ครบครัน

             

            และของเหล่านั้นมันก็อยู่ที่โลกฝั่งนู้นจนหมดสิ้นตัวเขาในตอนนี้เรียกได้ว่าแทบจะสิ้นเนื้อประดาตัว

             

            “จริงสิ  หัวหน้าหมู่บ้านฝากมาบอกว่าพวกเครื่องมือของนายสมัยก่อนทุกอย่างถูกเก็บรักษาไว้อย่างดีที่หมู่บ้านใต้เมฆานะ”

             

            จอมพลจางเซียนหยวนพูดโพล่งขึ้นมาขัดจังหวะ  แต่มันก็เป็นข่าวดีสำหรับอู๋เจี่ยจริงๆ เขาคิดว่าพวกมันคงจะโดนกาลเวลาเล่นงานจนหมดสภาพไปหมดแล้ว

             

            น่าจะเป็นลูกศิษย์ของเขาที่เก็บรักษาไว้ให้

             

            “ว่าแต่นายยังไม่ยอมกลับไปที่นั่นอีกเหรอ?”

             

            จางเซียนหยวนเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ก็อดสงสัยไม่ได้ เพราะหลังจากที่กลับมาฝั่งนี้ก็ผ่านไปหลายวันแล้วแม้แต่หัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาก็ยังกลับไปตั้งแต่วันแรก  แต่อู๋เจี่ยที่ควรกลับไปหมู่บ้านพร้อมกันกลับยังเลือกที่จะรบกวนไป่ฟานเซียนอยู่ในบ้านหลังนี้เสียได้

             

            “...ทำตัวไม่ถูกล่ะสิ?”

             

            หลิวเยี่ยนเฟยแค่เหล่มองก็เข้าใจความคิดของอู๋เจี่ยได้ทันที สำหรับชายหนุ่มที่ทิ้งสถานที่แห่งหนึ่งไปกะทันหันหลายปี  ทั้งพอกลับมาได้ก็ยังรู้สึกว่าต้องการจะจากไปอีกครั้งมันคงจะเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด

             

            “อา...ฉันรู้สึกผิดอยู่เต็มอกเลยล่ะ”

             

            อู๋เจี่ยหัวเราะแห้งๆ  เขาสูดสมุนไพรเข้าไปเต็มปอดเพื่อเปลี่ยนอารมณ์ที่กำลังหมองๆนี้ เขายังมีห่วงอยู่ในโลกฝั่งนู้นจนรู้สึกว่าตนเองได้ทำผิดต่อคนที่กำลังรอเขาอยู่ที่หมู่บ้านใต้เมฆาจริงๆ

             

            “เด็กคนนั้นน่าจะโตขึ้นมากเลยละมั้ง?”

             

             

            “...ค่ะ  หนูโตขึ้นมากเลยล่ะค่ะ  คุณหมอ”

             

            แค่ก!ๆ

             

            น้ำเสียงหวานใสที่ดังขึ้นอย่างกะทันหันจากทางประตูบ้านทำให้หมอเทวดาอย่างอู๋เจี่ยถึงกับสำลักควัน  ชายหนุ่มหันขวับไปมองอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา

             

            ที่หน้าประตูของห้องอาหารปรากฏร่างของสาวน้อยที่อยู่ในชุดสุภาพสีขาวดูสะอาดและเรียบร้อย  เธอดูเหมือนเด็กสาวที่อายุสิบเจ็ดสิบแปดปีที่ความงามกำลังจะบานสะพรั่ง แต่บนใบหน้าและแววตากลับแฝงไปด้วยความเย็นชาในยามที่จับจ้องมาทางอู๋เจี่ย

             

            “เสี่ยว...เสี่ยวถิง?”

             

            ชายหนุ่มจับจ้องไปทางสาวน้อยที่ทำหน้าฮึดฮัดอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา  แม้ว่าเขาจะเรียกแต่เธอก็ไม่ยอมตอบ  ทั้งแก้มของเธอยังพองเล็กๆและยังหลบตาเขาด้วย

             

            “ยังจำกันได้ด้วยเหรอคะ?”

             

            “...”

             

            ชายที่ได้ชื่อว่าหมอเทวดาอย่างอู๋เจี่ยถึงกับพูดไม่ออก เขาเหลือบไปเห็นหลิวเยี่ยนเฟยพยายามกลั้นขำอย่างเต็มที่จนอาการเกือบจะกำเริบ  ส่วนท่านจอมพลอย่างจางเซียนหยวนนั้นกลับหัวเราะออกมาอย่างไม่ปิดบัง

             

            “ฉันเป็นคนพามาเองน่ะ ก็นายไม่ยอมกลับไปพร้อมกับหัวหน้าหมู่บ้านนี่นา”

             

            จางเซียนหยวนอธิบายให้ฟังหลังจากที่หัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆากลับไปแล้วก็รีบโทรมาหาเพื่อบอกว่าหลานสาวของตนหรือ“ลูกศิษย์” ของหมอเทวดาอู๋เจี่ยได้ทำการเดินทางไปยังเมือง A ทางตะวันออกด้วยตัวเองแล้ว

             

            ทำให้เขาต้องไปรับหลานของสหายด้วยตัวเองทั้งยังพามาส่งถึงที่นี่

             

            “...ไหนบอกว่าเขตแดนนี่คนนอกเข้าไม่ได้?”

             

            อุ๋เจี่ยพึมพำ และเป็นจังหวะเดียวกับที่ไป่ฟานเซียนวางถ้วย้ำชาในมือลง

             

            “ข้าเห็นนางยืนอยู่หน้าประตูดูน่าสงสารเลยอนุญาตให้เข้ามาน่ะ”

             

            คำตอบของไป่ฟานเซียนทำให้ท่านหมอเทวดาหันขวับไปจ้องนางอยู่หลายวินาที  ดวงตาของเขาซับซ้อนและแปลกประหลาด

             

            นี่เธอมีความรู้สึกสงสารคนที่ไม่รู้จักแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไรกัน!?

             

            แต่ถึงจะบ่นอย่างไรก็คงจะเปลี่ยนอะไรไม่ได้แล้ว เขาหันไปเผชิญหน้ากับลูกศิษย์ของตนเองที่ไม่เจอกันมาหลายปี

             

            ในหัวของเขามีหลายเรื่องที่วนเวียนผสมปนเปกันจนไม่รู้จะพูดอะไร คนที่เขารู้สึกผิดที่สุดหลังจากที่หายตัวไปโดยไม่บอกกล่าวย่อมเป็นเด็กคนนี้    แต่สุดท้ายคำพูดที่ออกมาจากปากของเขาโดยไม่รู้ตัวกลับเป็น

             

            “...ฉันกลับมาแล้ว”

             

            มันอาจจะไม่จำเป็นต้องมีคำขอโทษ

             

            เพราะมันคือคำพูดเรียบง่ายซึ่งคนที่เป็นฝ่ายรอคอยอยากจะได้ยินที่สุด

             

            เด็กสาวที่ถูกเรียกว่าเสี่ยวถิงเลิกทำหน้าบูดบึ้ง  รอยยิ้มที่งดงามออกมาจากหัวใจของเธอจนเหมือนกับดอกไม้ที่บานสะพรั่ง

             

            “ยินดีต้อนรับกลับค่ะ  คุณหมอ”

             

             

             

             

             

             

             

            เพราะว่ามีแขกที่คาดไม่ถึงหลายคนเดินทางมาเยี่ยมเยียน  ทำให้มื้อกลางวันกลายเป็นอาหารมื้อใหญ่ หวงจื่อหานต้องหัวหมุนโทรให้คนตระกูลถังเดินทางมาช่วยจัดเตรียมอาหาร 

             

            “ขอบคุณที่ช่วยพาคุณหมอกลับมานะคะท่านไป่”

             

            หลินเสี่ยวถิงที่มีศักดิ์เป็นหลานสาวของหัวหน้าหมู่บ้านใต้เมฆาจึงได้ยินเรื่องราวทุกอย่างจากปากคุณปู่ของเธอมาแล้ว  แม้แต่เรื่องที่ไป่ฟานเซียนเป็นเพียง“ลูกสาวบุญธรรม” ของท่านจอมพลแค่ในนามเธอก็รู้ดี  นอกจากนี้ใช่ว่าเธอจะไม่ติดตามข่าวสารบ้านเมืองเสียเมื่อไรเรื่องที่หญิงสาวนางนี้ซัดกับ “มังกร” อย่างสูสีบนท้องฟ้าเมื่อหลายวันก่อนเธอก็รับรู้หมดแล้วเช่นกัน

             

            และเพราะว่าเธอไม่รู้ว่าควรจะเรียกหญิงสาวคนนี้ด้วยสถานะใดกันแน่  จะเรียกว่า “ปรมาจารย์ไป่”เหมือนเมื่อก่อนก็ดูจะไม่เหมาะ เพราะดูจากพลังของนางแล้วน่าจะเหนือกว่านั้นไปไกลโข

             

            ดังนั้นเรียกว่า“ท่านไป่ฟานเซียน” เฉยๆก็คงจะสุภาพมากกว่า

             

            “...แต่ข้าว่าเขาคงจะไม่อยากกลับมาที่นี่เสียเท่าไรกระมัง?”

             

            ไป่ฟานเซียนจิบน้ำชาและพูดโดยไม่ได้หันไปมองยังอู๋เจี่ยที่สะดุ้งโหยง  เขาต้องรีบละล่ำละลั่กแก้ตัวอยู่นานจนไป่ฟานเซียนขี้เกียจจะไปวุ่นวายกับเขาอีก พ่อบ้านชราอย่างหวงจื่อหานที่รับใช้นางมาตั้งแต่ต้นแอบอมยิ้มบางๆที่มุมปาก

             

            เขารู้สึกว่าท่านปรมาจารย์ไป่เปลี่ยนไปนิดหน่อย

             

            “นั่นคือมังกรแดงที่ปรากฏตัวขึ้นเมื่อวันก่อนเหรอคะ?”

             

            หลินเสี่ยวถิงทำตาโตอย่างประหลาดใจหลังจากที่ปรับความเข้าใจกับอาจารย์ของตนเองแล้วเธอก็มานั่งอยู่ใกล้ๆไป่ฟานเซียน

             

            เธอนั้นชื่นชม“จักรพรรดินีโอสถ” เป็นอย่างยิ่ง ความสามารถในการปรุงโอสถของนางน่าจะเหนือกว่าหมอเทวดาที่เป็นอาจารย์ของเธอเสียอีก  ดังนั้นสำหรับตัวเธอที่มุ่งมั่นจะเป็นหมอที่เก่งฉกาจความรู้เรื่องโอสถของไป่ฟานเซียนจึงดึงดูดเธอได้มากๆ

             

            “...ใช่”

             

            ไป่ฟานเซียนตอบรับขณะที่มองไปยังราชินีมังกรที่กำลังก้มหน้าก้มตากินเนื้อย่างที่เสิร์ฟมาจนพูนจาน และมีเด็กน้อยสามคนล้อมวงคอยตักอาหารมาให้เรื่อยๆด้วยดวงตาสดใส

             

            ไม่รู้ว่าศักดิ์ศรีและความองอาจของราชินีมันหายไปไหนหมด 

             

            ไม่ว่าจะดูอย่างไรไป่ฟานเซ๊ยนก็เห็นเพียงลูกมังกรวัยกำลังโตที่กำลังมีความสุขกับอาหารก็เท่านั้น

             

            ดูเหมือนเรื่องที่ว่า“จิตใจคนเราจะค่อยๆเปลี่ยนไปและหลอมรวมกับรูปลักษณ์ภายนอก” จะเป็นจริง

             

            หากนางยังให้ราชินีมังกรอยู่ในร่างนี้ไปสักสิบปีราชินีมังกรก็อาจจะเปลี่ยนไปมีนิสัยเหมือนอย่างเด็กน้อยไปจริงๆก็ได้

             

            แต่แบบนั้นก็ดีเหมือนกัน  

     

            “ท่านไป่  ความจริงแล้วที่มาวันนี้ยังมีเรื่องอื่น” จางเซียนหยวนที่พึ่งจะกลืนเนื้อย่างลงไปทั้งชิ้นหันมาคุยกับไป่ฟานเซียน

             

            เรื่องของหลิวเยี่ยนเฟยนั้นถูกเลื่อนออกไปก่อนจนกว่าอู๋เจี่ยจะกลับไปหมู่บ้านใต้เมฆา  นอกจากนี้ไป่ฟานเซียนเองก็ยังอยู่ที่นี่นางสามารถปรุงโอสถฉุกเฉินขึ้นมาระงับอาการของพลเอกหนุ่มได้สบายอยู่แล้ว

             

            แต่สิ่งสำคัญก็คือเป็นท่านพลเอกเองที่แอบส่งกระแสพลังปราณมากระซิบกับไป่ฟานเซียนและอู๋เจี่ย

             

            เขาสาธยายความยากลำบากและหนักหนาสาหัสของงานที่ได้รับในช่วงก่อนนี้ให้ฟัง ทั้งยังทิ้งท้ายอีกว่าโอกาสที่เขาจะได้ลาพักร้อนเช่นนี้มันไม่ได้มีง่ายๆ  ดังนั้นจนกว่าจะใกล้หมดเวลาลาพักของเขาเขาก็อยากจะพักผ่อนและใช้ชีวิตผ่อนคลายแบบนี้ไปอีกสักหน่อย

             

            ไม่อย่างนั้นเขาต้องโดนลากกลับไปทำงานทันทีที่หายดีแน่ๆ!

            ทั้งไป่ฟานเซียนและอู๋เจี่ยมองไปยังท่านพลเอกที่หาเรื่องอยากจะอู้งานด้วยสายตาแปลกๆ แต่สุดท้ายทั้งคู่ก็ยังยอมรับปากกับคำขอเล็กๆนี้ของหลิวเยี่ยนเฟย 

             

            “เรื่องอะไรล่ะ?”

             

            “ทั้งทางรัฐบาลและทางกองทัพตัดสินใจที่จะเปิดเผยถึงการมีอยู่ของพวกเราผู้ฝึกตนอย่างเป็นทางการแล้วครับ”

             

            จางเซียนหยวนอธิบาย

             

            “ไม่ใช่ว่าก็รู้กันไปทั่วแล้วหรอกรึ?”

             

            หลายวันมานี้ไป่ฟานเซียนรู้สึกว่าตนเองกลายเป็นพวกติดสิ่งอำนวยความสะดวกพวกนั้นไปเสียแล้ว  นางค่อนข้างจะมีความสุขกับการดูโทรทัศน์ในห้องนั่งเล่นและเปิดคอมพิวเตอร์เพื่ออ่านข่าวสารและเรื่องราวต่างๆตลอดทั้งวัน

             

            โดยเฉพาะใน  “ชุมนุมของผู้ฝึกตน”นั้นค่อนข้างจะวุ่นวายไปกันใหญ่ มีสมาชิกหน้าใหม่ที่ไม่แม้แต่จะเข้าถึงขั้นรวมปราณล้นทะลักเข้ามามากมายไปหมด  แล้วยังมีข่าวเรื่องที่ผู้ฝึกตนหลายๆคนเปิดเผยตัวตนต่อสาธารณะชนและใช้ความสามารถแสดงออกมาจนโด่งดังไปแล้วก็มี

             

            พวกเขาจะถูกเรียกว่า“อาจารย์”และเริ่มมีลูกศิษย์ลูกหามาฝากตัวจนแทบจะก่อตั้งกันเป็นสำนักกันไปแล้ว  แต่นั่นก็ยังเป็นแค่ส่วนน้อยและอย่างมากพวกเขาก็ยังอยู่แค่ในระดับจอมยุทธ์เท่านั้น เหล่าตัวตนระดับปรมาจารย์ที่มีจำนวนน้อยนิดยิ่งกว่ายังไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆและดูท่าทีกันไปก่อน

             

             

            “มันไม่เหมือนกันครับ  ความหมายของผมคือหลังจากนี้ผู้ฝึกตนจะถูกยอมรับเป็นตัวตนที่มีอยู่ทางกฎหมาย จะมีการจัดตั้งหน่วยงานของเหล่าผู้ฝึกตนโดยเฉพาะขึ้นมา และจะมีการลงทะเบียนตัวตนของเหล่าผู้ฝึกตนให้ถูกต้องตามกฏเกณฑ์ครับ”

             

            ไป่ฟานเซียนพยักหน้า นางคาดไว้อยู่แล้วว่ารัฐบาลต้องออกมาเคลื่อนไหวกับเรื่องราวนี้  เพราะหากปล่อยให้เป็นแบบนี้ต่อไปเหล่าผู้ฝึกตนจะเริ่มรวมตัวและแบ่งพรรคแบ่งพวกกันอย่างชัดเจนจนอาจถึงขั้นไม่สนใจอำนาจรัฐบาลอีกต่อไป

             

            ดังนั้นจึงจำเป็นต้องวางรากฐานเอาไว้เสียก่อน ให้ผู้ฝึกตนเหล่านั้นยังอยู่ในกฎหมายของประเทศ  และพยายามให้อยู่ร่วมกันกับคนธรรมดาให้ได้

             

            “แล้วสิ่งที่เจ้าต้องการคือ?”

             

            นางรู้ว่าจางเซียนหยวนคงจะไม่มาเล่าเรื่องนี้ให้นางฟังเฉยๆแน่ๆ

             

            “ผมอยากเสนอชื่อท่านให้เป็นประธานสมาพันธ์ผู้ฝึกตนของประเทศครับ...”

             

             

            เกิดความเงียบขึ้นมากะทันหัน เหล่าตัวตนที่อยู่ที่นี่ล้วนแต่มีภูมิหลังไม่ธรรมดาทั้งนั้น พวกเขาที่ได้ยินเรื่องเช่นนี้จึงหันขวับมามองทางไป่ฟานเซียนที่เป็นดั่งศูนย์กลางของพวกเขาอย่างพร้อมเพรียงกัน 

             

             

            “...เรื่องวุ่นวายแบบนั้นเจ้าก็ทำเองสิ”

             

             

             

             

             

             

    คล้ายกับเรื่องรู้ตัวอีกทีเวลาของข้าก็ผ่านมาหนึ่งหมื่นปี : The next 10,000 years of Alchemy Empress ที่คุณอ่าน

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    กำเนิดใหม่ : มหาปราชญ์เทพเซียนโอสถ

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    3.00M 2954
    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    เกิดใหม่ครั้งนี้ จะสร้างประเทศที่ดีได้ไหมนะ ?

    นิยาย แฟนตาซี
    106K 139
    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    เหนือนิรันดร์ จอมราชันเทพยุทธ์

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    1.87M 2430
    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    ประชา : 2090 (จบแล้ว)

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    18K 258
    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    ย้อนเวลามาเป็นเซียนหุ้น ( จบภาค )

    นิยาย แฟนตาซี
    150K 136
    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    (จบ)The Era Online : ย้อนอดีตกลับมาเป็นเทพ นิยายเกมออนไลน์

    นิยาย เกมออนไลน์
    603K 912
    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    หมื่นอสูรก้มกราบ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย จีน,กำลังภายใน,เทพเซียน
    15.48M 4292
    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    Level up ไปกับระบบวิเศษ 【จบ】

    นิยาย แฟนตาซี
    337K 1011
    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    ยุทธเวทผลาญปีศาจ

    นิยาย ผจญภัย,แอคชั่น,ไซไฟ
    223K 810
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247