“ลมวสันต์อุ่นพัดมา ร่วงโรยราเคลื่อนคล้อย ใบไม้ปลิวไหวล้อสายลมฉันใด เหตุไฉนใจเ้ามิอาจแหงนมอง”
เสียงบทประพันธ์เจือยแจ้วดังขึ้นในอาคารไม้หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่กลางหุบเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของหมู่บ้านจิงหยวน
บรรยากาศเต็มไปด้วยความครื้นเครง สนุกสนาน ผู้คนในหมู่บ้านกำลังรวมตัวที่แท่นบูชาเทพยดาฟ้าดิน
บ้างขับกล่อมบทกวี บ้างกำลังเตรียมของประกอบพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของชนเผ่าพื้นเมืองที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็พิธีสำคัญที่จะต้องมีการจัดขึ้นทุกปี
โดยพิธีจัดขึ้นที่หน้าศาลเ้าของหมู่บ้าน ที่มีศิลาหินมากมายตั้งรายล้อมรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลาหินมรกตอันใหญ่ที่สุด ที่มีคำจารึกโบราณ สลักไว้บนผิวศิลาความว่า
เมื่อถึงคราววสันต์ลาลับ
มิเห็นพักต์หม่นหมอง
ใยหมดไปไกลลับตา
ครั้นสุริยงเ้าเคยมอง
ปฐีผืนเคยเขียวชอุ่ม
บัดนี้สิ้นไร้ดังภาพวาดที่ขาดสี
ผ่านวสันต์จึงประสบพบคิมหันต์นี้
ดังใต้เท้าโกธรเกี้ยวโกรธาไร้ปราณี
แผดเผาสิ้นแล้วมวลชีวี
ทุกข์นี้ไซร้แผ่ขยายทั่วทั้งใต้หล้า
หมู่มวลมนุษาต่างพากันโศกศัลย์
ได้แต่วอนขอเทพยาดาโปรดปราณี
มีคนเคยกล่าวไว้ว่าการที่คนรุ่นก่อนจดบันทึกหรือทิ้งเื่ราวบางอย่างไว้เื้ั ไม่ว่าจะเป็ตำนานหรือคำสอนในรูปแบบบทกวีที่สลักตามสถานที่ต่างๆ
สิ่งเหล่านี้ล้วนแฝงไว้ซึ่งความหมายบางอย่างที่คนโบราณอยากจะสื่อสารให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ นำเอาศิลปะวิชา วิทยายุทธอันน่าอัศจรรย์ของบรรพบุรุษเ่าั้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์
แม้ว่าเื่บางเื่แลดูเหมือนเป็ตำนานอันน่าอัศจรรย์ ดูลึกลับพิศวง
ตำนานบางเื่ถึงกับเป็คำทำนายดวงชะตา ที่ชาวเผ่าพื้นเมืองยึดถือปฏิบัติเป็ยิ่งยวด โดยเฉพาะเมื่อถึงวันสิ้นสุดของวสันตฤดูมามาถึง คิมหันต์ฤดูมาเยือน จะนำพาซึ่งความอดอยากหิวโหยและทุกขลาภนาๆชนิดมาด้วย
ตามคำกล่าวอ้างในบทกลอน อันเป็เหตุให้ทุกปีมีการจัดพิธี ‘บูชาฟ้าดิน’ ขึ้น
คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ที่สืบเชื้อสายมาจากชนเผ่า ‘มูซอลูอวิ๋น’ อันเป็ชนเผ่าพื้นเมืองครั้งสมัยา ทำให้ความเชื่อเก่าแก่ของชนพื้นเมืองแถบนี้ ยังคงเป็ขนบธรรมเนียมประเพณีที่ปฏิบัติสืบต่อกันมา
ตะวันลอยเด่นกลางศีรษะ บอกเวลาเที่ยงวัน แต่อากาศกลับเย็นสบาย
ฉึบ ฉับ
เสียงมีดสับเนื้อดังก้องท่ามกลางพิธีเฉลิมฉลองอันครึกครื้น ถ้าไม่เงี่ยหูฟังให้ดี คงแทบไม่ได้ยินเสียงมีดที่กระทบผ่านเขียงนี้
เซี่ยจิ่งหลิน..
เด็กชายตัวมอมแมมวัยเจ็ดขวบ กำลังถือมีดปังตอด้ามใหญ่ สับเนื้อไก่ป่าแบ่งเป็ห้าหกส่วน แล้วโยนลงตะกร้าหวายด้านข้าง
มืออันหยาบกร้านและร่างกายอันผ่ายผอม ประกอบกับดวงตาอันลึกล้ำเจนโลกคู่หนึ่งที่ช่างดูไม่เข้ากับอายุเอาเสียเลย
“หลินเอ๋อร์เอ้ย ข้าบอกเ้าแล้วมิใช่รึว่าอย่าออกไปหาไก่ป่ากลางค่ำกลางคืน ถ้าเ้าไปเจอฝูงจิ้งจอกจะทำอย่างไรเล่า”
เสียงบ่นปนเป็ห่วงของซุนอวี่หนาน ป้าเ้าของร้านขายผักแห่งหนึ่งในหมู่บ้านกำลังพูดกรอกหูเด็กน้อยตัวมอมแมมด้านข้างด้วยความเป็ห่วง
“ป้าซุนเ้าอย่าว่าเด็กมันเลย แล้วก็หลินเอ๋อร์ เ้าอย่าไปฟังป้าซุนมากนัก เ้าอยากทำอะไรทำเลย ลูกผู้ชายเกิดมาทั้งทีต้องเข้มแข็ง!”
เถ้าแก่ร้านเสี่ยวหลงเปา จ้าวอวี่หนาน พลันพูดให้กำลังใจเด็กชาย
“เข้มแข็งบ้านเ้าสิ! เ้าเรียกใครป้า! เ้าบ้านี่เห็นทีต้องสั่งสอน”
ทั้งสองพลันทะเลาะกันอย่างเป็กิจวัตอีกครั้ง ผู้คนในละแวกนี้ต่างเห็นเื่เช่นนี้จนชินตา จึงไม่แปลกใจเท่าใดนัก เพราะทั้งสองเหมือนไม้เบื่อไม้เมากันมานาน แม้จะคนละแซ่ แต่ดันเกิดวันเดียวกัน และยังมีชื่อเหมือนกันอีก พากันเป็ที่หยอกล้อของคนในหมู่บ้าน
“ข้าไปเก็บผักป่าก่อนนะท่านป้า ท่านลุง..”
เสียงเล็กจ้อยเจือความแหบพร่า ดังขึ้นแ่เบา ท่ามกลางบทสนทนาของทั้งสอง จากนั้นเซี่ยจิ่งหลินก็แบกตะกร้าหวายขึ้นบ่า เดินหายเข้าไปในป่า
“เฮ้อ นี่มันก็ตั้งสองปีแล้วนะ ั้แ่วันทดสอบพร์ครานั้น..ใครจะคิดว่าหลานชายคนโตของปรมาจารย์กระบี่แห่งมณฑลพฤกษาอาคเนย์ จะไร้ซึ่งพร์ มิอาจฝึกปราณได้”
“หยุดพูดเลยยัยแก่ อดีตก็คืออดีต แม้จะรู้สึกเห็นใจ แต่โลกเราก็เป็แบบนี้ล่ะ ก็ได้แต่หวังว่าหลินเอ๋อร์จะสามารถปล่อยวางและใช้ชีวิตดุจปุถุชนคนธรรมดาได้”
“เพราะเหตุใดหนอ ์จึงได้เลือกกลั้นแกล้นเด็กตัวเล็กๆเช่นนี้ ”
เสียงถอดถอนใจดังขึ้นท่ามกลางบรรยากาศครื้นเครงของงานเทศกาลบูชาฟ้าดิน
แม้เด็กน้อยเซี่ยจิ่งหลินจะใช้แซ่เซี่ย ของตระกูลฝึกปราณอันดับหนึ่งแห่งมณฑลพฤกษาอาคเนย์ ก็มิวายถูกเปรียบเทียบกับลูกหลานตระกูลอื่น แม้แต่ผู้ฝึกปราณทั่วไปยังพากันดูแคลน
หลังจากการทดสอบพร์ในวัยห้าขวบเมื่อสองปีก่อน และพบว่าตนไร้ซึ่งพร์ มิอาจฝึกปราณได้ คำพูดที่ตนได้ยินบ่อยที่สุดย่อมหนีไม่พ้นถ้อยคำดูถูกและสายตาหยามเหยียด
“ปู่ผู้เป็ตำนานแต่หลานดันเป็ตำหนิ!”
“ลูกไม้รุ่นนี้ช่างหล่นไกลต้นนัก!”
“แม้จะขึ้นชื่อว่าหลานบุญธรรมแต่นี่มันไม่น่าผิดหวังไปหน่อยรึ”
คำถากถางสารพัดเป็ดั่งมีดกรีดแทงใจ
เห็นได้ว่าการแสดงออกของเด็กชายวัยเจ็ดปีค่อนข้างเงียบขรึม กระทั่งดูเ็าเสียด้วยซ้ำ
นี่เป็สภาวะการเก็บงำประกายอย่างหนึ่ง เหมือนดั่งคำที่ว่า คมในฝัก!
เพราะในใจเขามีปณิธานอันแน่วแน่ ไม่อาจให้สิ่งรบกวนภายนอกมาครอบงำสภาวะจิตได้ ดุจดั่งบรรพตามิอาจสั่นคลอน!