ครอบครัวตระกูลลู่เดินทางตลอดทั้งวัน ระหว่างทางมีพบกับผู้ลี้ภัยกลุ่มอื่นบ้างแต่ไม่ได้เข้าไปทำความรู้จัก เพราะมีเด็กเล็กหลายคนจึงกังวลเื่ความปลอดภัย ดังนั้นพวกเขาจึงก้มหน้าก้มตาเดินทางอย่างเดียว พยายามอยู่ห่างจากคนแปลกหน้าให้มากที่สุด
แต่แม้จะเดินทางจนไม่หยุดพักพวกเขาก็ยังไม่เจอแม้แต่เงาของสมาชิกจากหมู่บ้านตระกูลลู่เลย
“ท่านพ่อ หรือว่าพวกเราจะมาผิดทาง?”
เมื่อเห็นว่าเดินออกมาไกลจากผู้ลี้ภัยกลุ่มหนึ่งที่เพิ่งเจอระหว่างทางพอสมควรแล้วทุกคนจึงหยุดพัก และพูดคุยเื่การตามหากลุ่มคนจากหมู่บ้านเดียวกัน
“เป็ไปไม่ได้ ผู้นำหมู่บ้านบอกไว้แล้วว่าพวกเราต้องตรงไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือจึงจะไปถึงอันโจว หากข้าจำไม่ผิด ทางข้างหน้านี่อีกไม่ไกลก็คือเมืองหลิวเจีย ไม่แน่ผู้นำหมู่บ้านและคนอื่นอาจจะหยุดพักกันที่นั่น พวกเราต้องเร่งเดินทาง คืนนี้อาจตามทันก็ได้”
ผู้นำหมู่บ้านเป็คนกำหนดเส้นทางการลี้ภัย ผู้เฒ่าลู่ยังมีความหวังว่าการลี้ภัยครั้งนี้จะประสบความสำเร็จ
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ไม่แสดงความคิดเห็นใดออกมาอีก ก่อนนำข้าวปั้นที่นางหยูกับนางฉินเตรียมไว้เมื่อเช้าออกมากิน ดื่มน้ำเสร็จก็รีบเตรียมตัวออกเดินทางต่อ
บุตรชายคนโตของผู้เฒ่าลู่เป็คนแบกข้าวสารในการเดินทางครั้งนี้ ไม่รู้ว่าเขาคิดไปเองหรือไม่ เขารู้สึกว่าหลังจากใช้ข้าวสารทำข้าวปั้นไปเมื่อเช้าแล้ว น้ำหนักของเสบียงที่ควรจะเบาลง…กลับหนักเท่าเดิม!
ผู้เป็น้องชายรับหน้าที่แบกกระบอกน้ำไม้ไผ่ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน กระบอกน้ำไม่กี่กระบอกกลับสามารถจุน้ำได้เยอะนัก พวกเขาใช้ดื่มั้แ่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ก็ยังคงได้ยินเสียงน้ำกระเพื่อมอยู่เต็มกระบอกอยู่เลย
สองพี่น้องคิดในใจ เป็เพราะภรรยาพวกเขาพยายามประหยัดแน่ ๆ ไม่กล้าใช้เสบียงมากเกินไปโดยลดส่วนของพวกนางลง เพราะอยากเก็บเอาไว้ให้คนในครอบครัวได้ดื่มกิน
คิดได้ดังนี้บุรุษผู้รักครอบครัวทั้งสองก็รู้สึกซาบซึ้งใจและเ็ปใจไปพร้อมกัน
หากเหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงความคิดของพี่สามีเกรงว่าจะต้องกลอกตามองบนเป็แน่ ครอบครัวพวกเขามีกันตั้งสิบกว่าคน ระหว่างเดินทางพวกเขาต้องดื่มน้ำหนึ่งครั้งในทุกครึ่งชั่วยาม แม้จะดื่มแค่คนละอึกแต่รวม ๆ แล้วก็เป็ปริมาณที่ไม่น้อย หากไม่ใช่เพราะนางแอบเติมน้ำละก็ น้ำในกระบอกไม้ไผ่หมดไปตั้งนานแล้ว
ข้าวในกระสอบก็เช่นกัน แต่นางไม่กล้าเติมลงไปมากนัก ทุกครั้งที่นางหยูตักออกไปครึ่งถ้วย เหอจิ่วเหนียงจะเติมกลับเข้าไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะกลัวว่าหากเติมมากเกินไปจะทำให้เป็ที่สงสัยได้
.
แม้ทุกคนจะเร่งฝีเท้าเดินทางตลอดทั้งวัน แต่เมื่อตะวันลับขอบฟ้า พวกเขาก็ยังไปไม่ถึงเมืองหลิวเจียอย่างที่หวังไว้ เนื่องจากระหว่างทางได้พบกับคนจากหมู่บ้านเดียวกัน…ไม่สิ หากจะพูดให้ถูกก็คือ…พวกเขาพบ ‘ศพ’ ของสมาชิกหมู่บ้านตระกูลลู่ระหว่างทาง
และไม่ใช่แค่ศพเดียว!
สองพี่น้องลู่รีบเข้าไปตรวจสอบ พบว่าหลายคนเป็ท่านอาท่านลุงและเครือญาติร่วมสกุล ขณะที่บางส่วนเป็คนแปลกหน้า
ร่างไร้ิญญากองสูงเสมือนเนินเขาขนาดย่อม ผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้ถูกสังหารโดยฝีมือของมนุษย์ที่มุ่งร้าย
ผู้เฒ่าลู่และภรรยาเห็นเช่นนี้แทบจะทรงตัวไม่ไหว อย่างไรเสียคนในหมู่บ้านตระกูลลู่ทุกคนก็เป็เครือญาติกัน ไม่กี่วันก่อนพวกเขายังเห็นหน้าค่าตากันอยู่เลย… แต่ตอนนี้กลับ…
“น่าจะเจอพวกโจรเร่ร่อนเข้า โจรพวกนี้สามารถฆ่าคนได้อย่างโเี้ราวกับผักปลา!”
บุตรชายคนโตกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ เจ็บแค้นใจจนน้ำตาคลอเบ้า โลกนี้เดิมก็อยู่ยากอยู่แล้ว ยังต้องมาเจอกับพวกจิตใจอำมหิตเช่นนี้อีก โชคชะตาช่างเล่นตลกกับคนไร้ทางสู้จริง ๆ!
หากเป็ก่อนหน้านี้พวกเขาต้องช่วยจัดการศพของญาติเหล่านี้แน่นอน อย่างน้อยก็ทำหลุมฝังศพให้พวกเขาได้จากไปอย่างสงบ แต่น่าเศร้าที่ด้วยสถานการณ์และเวลาที่บีบบังคับจึงทำให้พวกเขาไม่สามารถสละเวลามาทำเช่นนั้นได้ แม้จะปวดใจเพียงใดก็จำต้องใจร้ายทิ้งร่างไร้ลมเหล่านี้ไว้อย่างน่าเวทนาแล้วรีบเดินทางต่อ
อันที่จริงส่วนหนึ่งเป็เพราะคำข่มขวัญของเหอจิ่วเหนียง นางเกรงว่าพวกเขาจะช่วยปลงศพชาวบ้านผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้จนกระทบกับความปลอดภัยของครอบครัวจึงต้องออกปาก “ดูจากสภาพศพแล้วน่าจะเพิ่งเกิดเื่ขึ้นไม่นาน เกรงว่าโจรพวกนั้นคงจะยังอยู่แถวนี้ หากพวกเราเจอพวกมันเข้า… ขะ ข้า ข้าไม่อยากจะคิดเลย…”
หญิงสาวจงใจทำท่าหวาดกลัว ผู้เฒ่าลู่และบุตรชายทั้งสองจึงตระหนักได้ถึงปัญหา เมื่อหันไปมองเหล่าสตรีและเด็ก ๆ ก็ตัดสินใจละทิ้งความเห็นอกเห็นใจต่อเครือญาติและจำต้องกล่าวออกมาอย่างไร้น้ำใจ “ที่สะใภ้สามพูดก็มีเหตุผล พวกเรา…พวกเรารีบเดินทางต่อเถอะ!”
ผู้เฒ่าลู่ยังคงตั้งใจจะเดินทางไปเมืองหลิวเจีย แม้ไม่รู้ว่าสถานการณ์ที่นั่นเป็เช่นไรแต่อย่างน้อยก็เป็เมือง ขึ้นชื่อว่าเมืองก็ต้องความเจริญอยู่บ้าง ตอนนี้พวกเขามีเงินติดตัวแล้ว เขาจึงอยากหาซื้อข้าวสารและบะหมี่เป็เสบียงเพิ่มเติม
คนอื่นไม่มีความเห็นแต่อย่างใด
แต่เหอจิ่วเหนียงเอ่ยทัดทาน “ท่านพ่อเ้าคะ ตรงนี้อยู่ไม่ไกลจากเมืองหลิวเจียแล้ว หลังจากสังหารคนกลุ่มนี้ไปคาดว่าโจรพวกนั้นต้องไปที่นั่นแน่นอน ไม่แน่ที่นั่นอาจจะวุ่นวายกว่านี้ก็ได้ อย่างไรเสียตอนนี้เราก็ยังมีเสบียงอาหารอยู่ ข้าว่าเราเลี่ยงเมืองนี้ดีกว่าเ้าค่ะ”
นางไม่เห็นด้วยกับการเดินทางไปเมืองเล็ก ๆ ที่ไม่มั่นใจว่าปลอดภัยหรือไม่ ครอบครัวมีชายหนุ่มที่มีพละกำลังเพียงสองคน หากเกิดเื่ร้ายขึ้นนางจำต้องลงมือเองเป็แน่ ถึงตอนนั้นคงลำบากใจไม่น้อยที่ต้องเปิดเผยความจริง
ทุกคนหันไปมองสะใภ้สามพร้อมกันทันที รู้สึกว่านางเก่งกาจขึ้นมากหลังจากที่ผ่านความตายครั้งนั้นมา อีกอย่างเมื่อทุกคนคิดตามแล้ว ที่อีกฝ่ายพูดมาก็มีเหตุผล
ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดทุกคนก็รู้สึกว่าแผนการของเหอจิ่วเหนียงเป็ผลดีต่อครอบครัว ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนก็หาใช่ไม้แก่ดัดยากไม่ฟังคำแนะนำของคนวัยเยาว์ เมื่อคิดอย่างถ้วนถี่แล้วจึงตัดสินใจเชื่อนาง
บุตรชายคนโตกล่าว “ท่านพ่อ ท่านแม่ขอรับ หรือจะให้ข้าไปสำรวจดูสถานการณ์ที่นั่นก่อน หาก้าสิ่งใดข้าจะได้หาซื้อกลับมาด้วย”
บิดามารดาอายุมากแล้ว ตัวเขาผู้เป็พี่ชายคนโตต้องเป็เสาหลักของครอบครัว แม้ในใจจะหวาดหวั่นอยู่บ้างแต่ก็อยากไปสำรวจสถานการณ์สักหน่อย หากได้เจอญาติก็นับว่าเป็เื่ดี หากไม่เจอ เขาเพียงคนเดียวก็ง่ายที่จะหลบหนี
“ไม่ได้!”
นางซุนรีบคัดค้านทันที “ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะไม่ไปใครก็ห้ามไปทั้งนั้น! ในสถานการณ์คับขันเช่นนี้พวกเราจะแยกกันไม่ได้เด็ดขาด!”
บทเรียนอันนองเืมีให้เห็นอยู่ตรงหน้า และศพที่นอนเป็กองพะเนินอยู่นั่นก็เป็สมาชิกร่วมหมู่บ้าน เช่นนี้แล้วจะปล่อยให้เ้าใหญ่ไปเพียงลำพังได้อย่างไร!
“ใช่ พวกเราจะแยกกันไม่ได้เด็ดขาด!” ชายชราพยักหน้าพลางกล่าว “เช่นนั้นเราเดินอ้อมเมืองหลิวเจียมุ่งหน้าไปเฉียนโจวกัน ถึงเฉียนโจวแล้วค่อยว่ากันอีกที”
ก่อนหน้านี้ได้นัดหมายกับครอบครัวของบุตรสาวคนเล็กแล้วว่าจะไปเจอกันที่เฉียนโจว จากนั้นก็วางแผนว่าจะเดินทางไปอันโจวพร้อมกัน
ลู่กุ้ยหลาน—บุตรสาวคนเล็กของครอบครัวลู่แต่งงานกับพ่อค้าขายเนื้อ ฐานะของครอบครัวไม่เลวเลย บ้านพวกเขามีรถม้า อีกทั้งยังออกเดินทางก่อนครอบครัวแซ่ลู่หลายวัน หากไม่มีข้อผิดพลาด คาดว่าน่าจะถึงเฉียนโจวได้หลายวันแล้ว
เหอจิ่วเหนียงผ่อนลมหายใจออกด้วยความโล่งอกไปเปราะหนึ่ง และแล้วพวกเขาก็เร่งเดินทางต่อตามแผนการใหม่
.
ท้องนภาผันเปลี่ยนสู่รัตติกาล
เมื่อคืนวานครอบครัวลู่เจอที่พักแรมอย่างรวดเร็ว แต่วันนี้พวกเขายังระหกระเหินอยู่กลางป่าเขาอยู่เลย
“โบร๋ว ๆ บรู๋ว~”
ทันใดนั้นเสียงหมาป่าหอนดังขึ้นจากบนเขาที่อยู่ไม่ไกล แม้แต่ผู้ใหญ่ก็อดใไม่ได้ แล้วนับประสาอะไรกับเด็ก ๆ
“ท่านแม่…!”
โก่วเอ๋อร์ถูกเหอจิ่วเหนียงแบกไว้บนหลังโดยใช้ผ้ารัดไว้ แม้จะไม่ได้ใช้แรงแต่เ้าตัวน้อยก็ยังรู้สึกเหนื่อยล้า อย่างไรเสียร่างกายของโก่วเอ๋อร์ก็ไม่แข็งแรงเป็ทุนเดิมอยู่แล้ว
เพิ่งจะพบเห็นภาพอันหดหู่ไปไม่นาน ตอนนี้มาได้ยินเสียงหมาป่าเห่าหอนอีก สองมือน้อย ๆ ของเด็กชายวัยสองขวบกอดคอผู้เป็มารดาแน่นด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ต้องกลัวนะ ไม่ต้องกลัว” เหอจิ่วเหนียงตบแขนบุตรชายเบา ๆ เพื่อปลอบ “มันอยู่ไกลเรามาก อีกอย่าง ต่อให้พวกมันมาแม่ก็ไม่กลัว แม่จะจับพวกมันมาตุ๋นบำรุงร่างกายเ้า!”
“ท่านแม่เก่งที่สุดเลย!”
โก่วเอ๋อร์ไร้ซึ่งความหวาดกลัวในทันใด ปากเล็ก ๆ ฉีกยิ้มเจิดจ้า
ส่วนคนอื่นได้ยินดังนั้นต่างก็เบิกตากว้าง หันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความใ
สะใภ้สามกล้าหาญถึงเพียงนี้ั้แ่เมื่อใดกัน!?
อย่างไรก็ตามการตกเป็เป้าของหมาป่าไม่ใช่เื่ดี ดังนั้นในตอนนี้ต้องรีบหาที่พักให้เร็วที่สุด
พวกเขาจึงรุดหน้าต่อไป
กระทั่งพบกับแสงไฟส่องสว่างจากภาพเบื้องหน้าที่ไกลออกไป ยามสายลมพัดปะทะใบหน้าก็หอบเอากลิ่นหอมของเนื้อย่างโชยเข้าจมูก อีกทั้งยังได้ยินเสียงการสนทนาเบา ๆ
จากเสียงการพูดคุยเห็นชัดว่าไม่ใช่คนในพื้นที่…และดูเหมือนจะไม่ใช่คนดี!
เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นเพื่อห้ามไม่ให้ทุกคนเดินหน้าต่อ สีหน้าของผู้เฒ่าลู่พลันเปลี่ยนไปไม่สู้ดีนัก “ฟังแล้วเหมือนสำเนียงแคว้นหนานไท่มาก”
‘หนานไท่’ อย่างนั้นหรือ?
ทุกคนหันมองชายชราด้วยความประหลาดใจ
.
.
.