ฉินเฟิงมอง
จากนั้นเก็บกระบี่เข้าฝัก
ทุกคนงุนงง
ฉินเหว่ยหัวเราะ
“ยอมแพ้?”
“ไม่”
ฉินเฟิงตอบ
“กระบวนท่าสุดท้ายไม่ต้องใช้กระบี่”
เขาเดินเข้าไป
ไม่เร็ว
ฉินเหว่ยยิ่งระวัง
เมื่อเหลือห้าก้าว ฉินเฟิงหยุด
พลังอัสนีในเก้าเส้นชีพจรหมุนพร้อมกัน
ครั้งนี้ไม่ได้รวมที่มือ
รวมที่ขาและหัวไหล่
เขาพุ่ง!
ฉินเหว่ยยกดาบ
ฉินเฟิงกลับใช้ฝักกระบี่กระแทกด้านข้างใบดาบ
เคร้ง!
ทิศดาบเบน
ฉินเหว่ยรีบดึงกลับ
ฉินเฟิงเข้าใกล้จนดาบใช้ยาก
ฝ่ามือแตะหน้าอก
ไม่ได้โจมตีรุนแรงทันที
ฉินเหว่ยแปลกใจ
แล้วสีหน้าเปลี่ยน
เปรี๊ยะ!
อัสนีระเบิดจากฝ่ามือ
ร่างเขาชาทั้งตัว
ในวินาทีนั้นฉินเฟิงหมุนเอว
ไหล่กระแทก
ปัง!
ฉินเหว่ยลอยออกจากวง
ตกพื้นนอกเส้นเกือบหนึ่งจั้ง
ดาบหลุดมือ
ทั่วลานเงียบสนิท
สามกระบวนท่า
ออกนอกวง
ฉินเฟิงชนะ
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
ชนะขั้นรับปราณขั้นเก้า
และดูเหมือนยังไม่ได้ใช้พลังทั้งหมด
ฉินเหว่ยนั่งกับพื้น
สีหน้าแดงสลับซีด
ความอับอายรุนแรงกว่าบาดเจ็บ
ฉินเฟิงไม่ได้ตามไปเหยียดหยาม
เขากล่าวเพียง
“เจ้ารับครบสามกระบวนท่าแล้ว”
“แต่แพ้ตามเงื่อนไข”
จากนั้นหันจะเดินออก
ฉินเหว่ยกลับตะโกน
“หยุด!”
ฉินเฟิงหยุด
“ยังมีอะไร?”
“ข้ายังไม่แพ้!”
ฉินเหว่ยลุก
ดวงตาแดง
“เมื่อครู่เป็นเพียงการออกนอกวง!”
“ประลองจริง ข้ายังสู้ได้!”
ฉินเฟิงมองเขา
“เงื่อนไขเจ้ารับเอง”
“แต่…”
“ถ้าเจ้ารับความพ่ายแพ้ไม่ได้”
น้ำเสียงฉินเฟิงสงบ
“อีกสามวันบนเวทีคัดเลือก เราค่อยสู้จริง”
“ตอนนั้นไม่มีวงให้ใช้เป็นข้ออ้าง”
คำพูดนั้นทำให้ฉินเหว่ยเงียบ
ฉินเฟิงเดินผ่านกลุ่มคน
เมื่อถึงใกล้ฉินกัง เสี่ยวเหลยบินจากราวไม้กลับมา
จงใจบินต่ำผ่านไหล่ฉินกัง
ชายผอมยกมือปัด
“สัตว์อะไร!”
เสี่ยวเหลยหลบ
แต่จมูกดมใกล้เสื้อ
จากนั้นกลับไหล่ฉินเฟิง
“ใช่”
ฉินเฟิงไม่หันกลับ
เดินต่อ
เมื่อพ้นลาน เขาถามในใจ
“เหรียญอีกครึ่งอยู่กับเขา?”
เสี่ยวเหลยตอบ
“กลิ่นอยู่ในเสื้อ”
แววตาฉินเฟิงเย็นลง
พบแล้ว
ฉินกัง
คนสนิทของฉินซวนเฮ่อ
มีสิ่งของที่มีกลิ่นเดียวกับเหรียญครึ่งวงของผู้ว่าจ้างอาเฉิง
ตอนนี้เขาไม่ต้องเดาแบบไร้ทิศอีกต่อไป
แต่ฉินเฟิงยังไม่ลงมือทันที
ฉินกังเป็นเพียงผู้ส่งคำสั่งหรือเป็นผู้ว่าจ้างเอง?
เขาต้องตามต่อ
ถ้าจับฉินกังตอนนี้ ฉินซวนเฮ่ออาจตัดความเกี่ยวข้องทันที
ถ้าปล่อยให้ฉินกังเคลื่อนไหว เขาอาจพาไปถึงคนที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมด
ฉินเฟิงเดินกลับเรือน
แต่ระหว่างทาง เสียงระฆังใหญ่จากลานประชุมตระกูลดังขึ้น
เคร้ง!
เคร้ง!
เคร้ง!
สามครั้ง
เป็นสัญญาณเรียกรวมผู้อาวุโสและสมาชิกสายหลัก
พ่อบ้านลู่มีสีหน้าแปลกใจ
“เกิดอะไรขึ้น?”
คนรับใช้คนหนึ่งวิ่งมา
“คุณชาย! พ่อบ้านลู่!”
“ผู้อาวุโสทุกคนถูกเรียกเข้าหอประชุม!”
ฉินเฟิงถาม
“เรื่องอะไร?”
“มีคนจากเมืองหลวงมาขอรับ!”
เมืองหลวง?
ฉินเฟิงหรี่ตา
“ผู้ใด?”
คนรับใช้หอบ
“คนจากราชสำนัก!”
ยังไม่ทันถามต่อ เสียงแตรจากประตูใหญ่ก็ดังขึ้น
ขบวนม้าศึกสีดำสิบกว่าตัวเข้าสู่ตระกูลฉิน
ตรงกลางเป็นรถม้าหรูหรามีตราเหยี่ยวทอง
ผู้คนสองข้างทางรีบหลีก
ชายวัยกลางคนในชุดขุนนางลงจากรถ
ด้านหลังมีองครักษ์ระดับเปิดชีพจรหลายคน
และหญิงสาวผู้หนึ่ง
ทันทีที่นางก้าวลงจากรถ
สายตาของผู้เยาว์รอบลานแทบหยุดนิ่ง
อายุประมาณสิบเจ็ดถึงสิบแปด
อาภรณ์สีฟ้าอมทอง
เรือนผมดำยาว
ใบหน้างดงามละเอียด
บุคลิกสูงส่งอย่างผู้ที่เติบโตท่ามกลางราชสำนัก
แต่สิ่งที่น่าตกใจกว่าความงามคือระดับพลัง
ฉินเฟิงใช้พลังวิญญาณสัมผัสเพียงครู่
ดวงตาก็เปลี่ยน
ขั้นเปิดชีพจรขั้นหก
อายุไม่ถึงสิบแปด
ระดับเปิดชีพจรขั้นหก
ในเมืองชิงหลาน นี่ถือว่าเหนือกว่าอัจฉริยะรุ่นเยาว์แทบทั้งหมด
ฉินเฟิงไม่รู้จักนาง
แต่พ่อบ้านลู่รู้
สีหน้าเขาตกใจ
“องค์หญิงสาม…”
ฉินเฟิงหันมอง
“องค์หญิง?”
“ขอรับ”
พ่อบ้านลู่ลดเสียง
“องค์หญิงสามแห่งราชวงศ์ชางหลาน”
“หลานชิงเสวี่ย”
“หนึ่งในสามอัจฉริยะหญิงที่โดดเด่นที่สุดของราชอาณาจักร”
ฉินเฟิงมองหญิงสาว
นางกำลังเดินเข้าหอประชุม
แต่ทันใดนั้นกลับหยุด
หันศีรษะ
สายตาคู่งามมองตรงมายังฉินเฟิง
ทั้งสองสบตากันจากระยะหลายสิบก้าว
ฉินเฟิงไม่ได้หลบ
หลานชิงเสวี่ยมองเขาครู่หนึ่ง
จากนั้นสายตาเลื่อนไปยังเสี่ยวเหลยบนไหล่
ดวงตานางมีความประหลาดใจชัดเจน
ชายขุนนางข้างกายถาม
“องค์หญิง มีอะไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
นางละสายตา
“ไม่มีอะไร”
แล้วเดินต่อ
เสี่ยวเหลยกลับพูดในจิตฉินเฟิง
“นางมีกลิ่นแปลก”
ฉินเฟิงถาม
“อะไร?”
เสี่ยวเหลยเอียงหัว
เหมือนพยายามอธิบาย
“พลังสองอย่างตีกัน”
ฉินเฟิงมองแผ่นหลังหญิงสาวอีกครั้ง
พลังสองอย่าง?
เขาใช้พลังวิญญาณตรวจจากระยะไกลอีกครั้ง
คราวนี้ละเอียดกว่าเดิม
แล้วพบสิ่งผิดปกติ
พลังปราณของนางแข็งแกร่งมากจริง
แต่ภายในบริเวณหัวใจมีพลังเย็นชนิดหนึ่งซ่อนอยู่
ไม่ใช่พิษธรรมดา
และไม่ใช่โรค
เหมือนสายเลือดพิเศษที่ยังไม่ตื่นเต็มที่กำลังขัดแย้งกับวิชาที่นางฝึก
ถ้าปล่อยไว้นาน
ผลอาจร้ายแรง
แต่ฉินเฟิงไม่ได้เดินเข้าไปเสนอรักษา
ไม่มีเหตุผลต้องทำเช่นนั้น
หญิงสาวระดับองค์หญิงมีนักปรุงโอสถและหมอหลวงมากมาย
หากนางต้องการความช่วยเหลือ วันหนึ่งโอกาสจะมาถึงเอง
สิ่งที่เขาสนใจกว่าคือ
เหตุใดองค์หญิงจากเมืองหลวงจึงมาถึงตระกูลฉินในช่วงนี้?
คำตอบมาถึงเร็ว
คนรับใช้อีกคนวิ่งออกจากหอประชุม
“คุณชายฉินเฟิง!”
“หัวหน้าตระกูลเรียกท่านเข้าหอประชุมทันที!”
ฉินเฟิงขมวดคิ้ว
บิดาเพิ่งฟื้น
กลับเข้าประชุมแล้ว?
เขาเดินเข้าไป
เมื่อถึงประตูหอประชุม ภายในมีผู้อาวุโสตระกูลฉินแทบครบ
ฉินเทียนหยางนั่งตำแหน่งประธาน
สีหน้ายังซีด แต่ดูดีขึ้นกว่าก่อนรักษามาก
ฉินซวนเฮ่อนั่งด้านขวา
ฉินกังยืนด้านหลังเขา
ทันทีที่เห็นฉินกัง ฉินเฟิงเหลือบมองบริเวณอก
เสื้อด้านในนูนเล็กน้อย
อาจเป็นเหรียญครึ่งวง
เขาไม่แสดงออก
เดินถึงกลางห้อง
ประสานมือ
“คารวะท่านพ่อ และผู้อาวุโสทุกท่าน”
ฉินเทียนหยางกล่าว
“เฟิงเอ๋อร์ มานั่ง”
ฉินเฟิงนั่งฝั่งซ้าย
ตรงข้ามคือองค์หญิงสามหลานชิงเสวี่ย
ชายขุนนางกล่าว
“ในเมื่อคุณชายฉินมาถึงแล้ว ข้าจะกล่าวต่อ”
เขาหยิบราชโองการสีทองออกมา
ทุกคนลุกขึ้น
“ราชสำนักมีพระบัญชา”
“อีกหนึ่งเดือน ราชอาณาจักรชางหลานจะจัด การประลองอัจฉริยะสิบสองเมือง”
“ผู้มีอายุไม่เกินยี่สิบปีจากแต่ละเมืองสามารถเข้าร่วม”
“ผู้ติดหนึ่งร้อยอันดับแรกจะได้รับรางวัลจากราชสำนัก”
“สามสิบอันดับแรกมีสิทธิ์เข้าสู่แดนลับราชวงศ์”
“สิบอันดับแรก…”
ชายขุนนางหยุด
ทุกคนตั้งใจฟัง
“จะได้รับสิทธิ์เข้าร่วมการคัดเลือกของ สำนักกระบี่สวรรค์”
เสียงฮือฮาดังในหอ
แม้แต่ผู้อาวุโสหลายคนยังมีสีหน้าเปลี่ยน
สำนักกระบี่สวรรค์!
ยิ่งใหญ่กว่าสำนักเมฆาฟ้าหนึ่งระดับ
อิทธิพลครอบคลุมหลายราชอาณาจักร
ฉินเหว่ยที่ยืนด้านข้างมีดวงตาสว่าง
ฉินเฟิงเองมีความสนใจ
นี่คือโอกาส
แต่ชายขุนนางยังไม่จบ
“นอกจากนี้ องค์หญิงสามได้รับพระบัญชาให้เดินทางตรวจเยี่ยมเมืองทั้งสิบสอง และคัดเลือกผู้มีพรสวรรค์พิเศษล่วงหน้า”
หลานชิงเสวี่ยจึงกล่าวเป็นครั้งแรก
น้ำเสียงนุ่มแต่มีอำนาจ
“ข้าได้ยินว่าตระกูลฉินมีรุ่นเยาว์ผู้หนึ่งซึ่งไม่สามารถฝึกปราณมาสิบหกปี”
“แต่ภายในเวลาไม่นานกลับก้าวเข้าสู่ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด”
สายตานางมองฉินเฟิง
“และยังเป็นนักปรุงโอสถ”
ทั้งหอเงียบ
ฉินซวนเฮ่อมีสีหน้าเปลี่ยนเล็กน้อย
ข่าวไปถึงเมืองหลวงเร็วเพียงนี้?
หลานชิงเสวี่ยกล่าวต่อ
“ข้าจึงอยากเห็นด้วยตาตนเอง”
“ข่าวลือนั้นจริงเพียงใด”
ฉินเฟิงประสานมือ
“องค์หญิงต้องการให้ข้าพิสูจน์อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?”
หลานชิงเสวี่ยมองเขา
นางไม่เห็นความตื่นเต้นเกินควร
ไม่เห็นความประหม่า
ชายหนุ่มตรงหน้ายังคงสงบ
ต่างจากผู้เยาว์ส่วนใหญ่ที่พบนาง
“ง่ายมาก”
นางยกมือ
องครักษ์ด้านหลังเดินออกมา
อายุประมาณยี่สิบ
ระดับพลังแผ่ออก
ขั้นเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง
หลานชิงเสวี่ยกล่าว
“รับเขาสิบกระบวนท่า”
“หากเจ้ายังยืนอยู่”
“ข้าจะให้สิทธิ์เจ้าเข้าร่วมการประลองสิบสองเมืองโดยตรง”
ผู้อาวุโสตระกูลฉินหลายคนมีสีหน้าเปลี่ยน
ฉินเทียนหยางกล่าว
“องค์หญิง เฟิงเอ๋อร์เพิ่งขั้นรับปราณขั้นเจ็ด…”
หลานชิงเสวี่ยตอบ
“ข้าจะให้องครักษ์ใช้พลังเพียงเจ็ดส่วน”
ฉินเฟิงกลับลุกขึ้น
“ไม่จำเป็นพ่ะย่ะค่ะ”
ทุกคนหันมอง
หลานชิงเสวี่ยเลิกคิ้ว
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ฉินเฟิงเดินกลางห้อง
“ให้องครักษ์ผู้นี้ใช้พลังเต็มที่เถิด”
สีหน้าหลายคนเปลี่ยน
ฉินเทียนหยางขมวดคิ้ว
“เฟิงเอ๋อร์”
ฉินเฟิงหันหาบิดา
น้ำเสียงสุภาพ
“ท่านพ่อโปรดวางใจ ลูกจะไม่ฝืนกำลังตนเองขอรับ”
จากนั้นมององครักษ์
“แต่ข้ามีข้อเสนอหนึ่ง”
หลานชิงเสวี่ยถาม
“อะไร?”
ฉินเฟิงตอบ
“ไม่ต้องสิบกระบวนท่า”
“สามก็พอ”
ทั่วหอเงียบสนิท
องครักษ์หนุ่มมีสีหน้าแข็ง
คิดว่าถูกดูหมิ่น
“คุณชายฉินคิดว่าจะรับข้าได้เพียงสามกระบวนท่า?”
ฉินเฟิงส่ายหน้า
“ไม่ใช่”
“ข้าหมายถึง…”
เขาวางมือบนด้ามกระบี่
สายตาสงบนิ่ง
“ภายในสามกระบวนท่า”
“หากข้าไม่สามารถทำให้ท่านถอยได้หนึ่งก้าว”
“ถือว่าข้าแพ้”
คำพูดตกลง
แรงสั่นสะเทือนเหมือนระเบิดขึ้นกลางหอประชุม
ขั้นรับปราณขั้นเจ็ด
ท้าทายเปิดชีพจรขั้นหนึ่ง
ไม่ใช่เพียงรับสิบกระบวนท่า
แต่จะทำให้อีกฝ่ายถอยในสามกระบวนท่า!
ฉินเหว่ยมองอย่างไม่เชื่อ
ฉินซวนเฮ่อหรี่ตา
ฉินเทียนหยางกำที่วางแขนแน่น
ส่วนหลานชิงเสวี่ยกลับมองฉินเฟิงด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป
น่าสนใจ
ชายหนุ่มคนนี้ไม่เหมือนข่าวที่นางได้รับจริง ๆ
องครักษ์เดินออกมา
แรงกดดันระดับเปิดชีพจรขั้นหนึ่งแผ่เต็มห้อง
“เช่นนั้นเชิญ!”
ฉินเฟิงชักกระบี่
ประกายอัสนีสีม่วงจางไหลผ่านใบกระบี่
เสี่ยวเหลยบินไปเกาะเสาด้านข้าง
เขาไม่คิดให้มันช่วย
นี่คือการประลองของเขา
กระบวนท่าแรก
ฉินเฟิงพุ่ง
ไม่มีการลองเชิง
“กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”
ปลายกระบี่รวมปราณ
องครักษ์ยกดาบ
เคร้ง!
แรงปะทะดัง
ฉินเฟิงถอยสองก้าว
องครักษ์ไม่ถอย
คนตระกูลฉินหลายคนถอนหายใจ
ความต่างขอบเขตยังชัด
แต่หลานชิงเสวี่ยกลับมองปลายดาบขององครักษ์
มันสั่น
มือเองก็สั่นเล็กน้อย
กระบี่เมื่อครู่รวมพลังไว้ในจุดเดียวอย่างยอดเยี่ยม
ไม่ใช่วิชาระดับต่ำแน่นอน
ฉินเฟิงไม่สนใจเสียงรอบข้าง
กระบวนท่าแรกเพียงตรวจพลัง
ตอนนี้รู้แล้ว
แรงของเปิดชีพจรขั้นหนึ่งมากกว่าเขาประมาณหนึ่งเท่าครึ่งถึงสองเท่า
แต่ไม่ใช่ช่องว่างที่ข้ามไม่ได้
กระบวนท่าที่สอง
เขาเปลี่ยน
พลังอัสนีไหลเข้าสู่ขา
ร่างพุ่งจากด้านซ้าย
องครักษ์ตั้งรับ
ฉินเฟิงแทง
อีกฝ่ายป้อง
แต่ก่อนกระทบ เขาเปลี่ยนทิศกระบี่
ฟันข้อมือ
องครักษ์ถอยแขน
ฉินเฟิงก้าวเข้า
ฝ่ามืออัสนีกระแทกด้ามดาบ
เปรี๊ยะ!
กระแสไฟทำให้มือชา
แต่ระดับพลังสูงกว่า
องครักษ์ยังไม่ถอย
กลับใช้ไหล่กระแทก
ฉินเฟิงยกแขนรับ
ปัง!
ถอยสามก้าว
สองกระบวนท่า
ยังไม่สำเร็จ
ฉินเหว่ยเริ่มมีรอยยิ้ม
“พูดใหญ่โต สุดท้าย…”
เขายังไม่ทันจบ
ฉินเฟิงก็หลับตาชั่วขณะ
ในความทรงจำ
คัมภีร์กระบี่เก้าสวรรค์ไร้เงา
ท่าที่หนึ่งยังมีการเปลี่ยนแปลงขั้นที่สอง
กระบี่ดาวตกไม่ได้หมายถึงเพียงแทงจุดเดียว
เมื่อฝึกถึงระดับหนึ่ง สามารถรวมพลังสองชั้น
ชั้นแรกกระแทกการป้องกัน
ชั้นที่สองระเบิดตามหลัง
เรียกว่า
ดาวตกซ้อนเงา
ร่างตอนนี้ยังไม่เหมาะใช้เต็มรูปแบบ
แต่ถ้าลดพลังลง
อาจทำได้
ฉินเฟิงเปิดตา
กระบี่ถูกยก
ปราณจากเก้าเส้นชีพจรไหลพร้อมกัน
อัสนีในโลหิตถูกนำเข้าสู่ปลายกระบี่
แต่ครั้งนี้ไม่ได้รวมทั้งหมดในจุดเดียว
แบ่งเป็นสองส่วน
ส่วนแรกอยู่ปลาย
ส่วนที่สองซ่อนอยู่หลังหนึ่งช่วงนิ้ว
องครักษ์สัมผัสความเปลี่ยนแปลงได้
สีหน้าจริงจังขึ้น
ใช้พลังเต็ม
ดาบตั้งขวาง
ฉินเฟิงก้าว
พื้นใต้เท้าแตกเล็กน้อย
ร่างพุ่ง
ตวาดชื่อท่า
“กระบี่ดาวตกหนึ่งจุด!”
เคร้ง!
ปลายกระบี่ชนดาบ
แรงชั้นแรกระเบิด
องครักษ์รับได้
ริมฝีปากยกขึ้น
แต่ทันใดนั้น
พลังชั้นที่สองมาถึง
ตูม!
อัสนีระเบิดตาม
ดาบสั่นรุนแรง
แขนองครักษ์ชา
ร่างเสียสมดุลชั่วขณะ
เท้าขวาขยับถอย
ครึ่งก้าว!
แต่ยังไม่เต็มก้าว
คนรอบข้างแทบหยุดหายใจ
ฉินเฟิงยังไม่จบ
กระบี่ถูกถอน
มือซ้ายแตะกลางใบดาบของตน
พลังอัสนีที่เหลือส่งผ่าน
ปลายกระบี่สั่น
แรงระลอกที่สามซึ่งเล็กที่สุดระเบิดออก
เปรี๊ยะ!
องครักษ์ไม่คาดคิด
เท้าซ้ายต้องถอยตามเพื่อรักษาสมดุล
หนึ่งก้าวเต็ม!
ทั่วหอประชุมเงียบสนิท
ฉินเฟิงเองถอยกลับ
มือขวาสั่น
เส้นชีพจรมีอาการเจ็บเล็กน้อยจากการฝืนสร้างพลังซ้อน
แต่เขายังยืนตรง
สามกระบวนท่า
ทำสำเร็จ
หลานชิงเสวี่ยลุกขึ้นช้า ๆ
ดวงตางดงามมองฉินเฟิงอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
“ดี”
คำเดียว
แต่ทำให้ทุกคนเข้าใจ
องค์หญิงยอมรับแล้ว
องครักษ์เองมองฉินเฟิง
ไม่มีความดูแคลนเหลือ
ประสานมือ
“ข้ายอมรับ”
ฉินเฟิงเก็บกระบี่
ประสานมือตอบ
“ขอบคุณที่ชี้แนะ”
หลานชิงเสวี่ยกล่าว
“อีกหนึ่งเดือน”
“การประลองสิบสองเมือง”
“ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะไปได้ถึงอันดับใด”
ฉินเฟิงตอบ
“ข้าจะไปพ่ะย่ะค่ะ”
นางพยักหน้า
จากนั้นกำลังจะเดินออก
แต่เมื่อผ่านฉินเฟิง
ร่างกลับชะงักกะทันหัน
ใบหน้าซีดลง
มือขวายกแตะหน้าอก
พลังเย็นภายในร่างระเบิดออก
ครืด!
น้ำแข็งสีขาวก่อตัวบนพื้นรอบเท้านาง
ชายขุนนางตกใจ
“องค์หญิง!”
องครักษ์ทั้งหมดพุ่งเข้ามา
หลานชิงเสวี่ยกัดฟัน
ลมหายใจเริ่มติดขัด
พลังปราณเปิดชีพจรขั้นหกกลับยุ่งเหยิง
ฉินเฟิงเห็นเพียงครั้งเดียวก็รู้
สิ่งที่เสี่ยวเหลยสัมผัสก่อนหน้านี้กำเริบแล้ว
ชายขุนนางตะโกน
“นำโอสถเพลิงหยางมา!”
องครักษ์หยิบขวด
ฉินเฟิงกลับกล่าวทันที
“อย่าให้นางกิน!”
ทุกคนหันมา
ชายขุนนางโกรธ
“เจ้าว่าอะไร!”
ฉินเฟิงเดินเข้าไป
“ถ้าให้นางกินโอสถธาตุหยางตอนนี้”
“ภายในสิบลมหายใจ พลังสองสายจะปะทะกันตรงหัวใจ”
“นางอาจตาย”