จารึกที่ 182 : ป่าศาสตราวิปลาส | อาหารมื้อดึกของเจ้าสัว
"กรรรร..."
เสียงคำรามต่ำในลำคอที่แหบพร่ายิ่งกว่าเสียงเสียดสีของโลหะสนิมเขรอะ ดังสะท้อนก้องในป่ากระดูกที่ไร้แสงตะวัน เงาตะคุ่มที่ย่างสามขุมออกมาจากพุ่มไม้หนามกระดูกนั้น ไม่ใช่สัตว์อสูรที่มีเลือดเนื้อ
มันคือ "หมาป่าโครงกระดูก" ขนาดมหึมาสูงท่วมหัวคน ร่างกายของมันประกอบขึ้นจากซากกระดูกขาวโพลนที่เชื่อมต่อกันด้วยไอปีศาจสีเขียวคล้ำ แต่สิ่งที่ทำให้อาเจียต้องขมวดคิ้วไม่ใช่ขนาดของมัน... แต่เป็น "ชิ้นส่วนโลหะ" ที่งอกออกมาตามร่างกาย
กรงเล็บของมันคือ มีดสั้น ที่ขึ้นสนิม
ฟันในปากคือ ตะปูเรือใบ แหลมคม
และหางของมัน... คือ โซ่ตรวน ยาวเฟื้อยที่กวัดแกว่งไปมาจนเกิดเสียงหวีดหวิว
"วิญญาณศัสตราสิงสู่รึ?" อาเจียกระชับพู่กันนิรันดร์ในมือแน่น เหงื่อเย็นๆ ไหลซึมที่แผ่นหลัง "ท่าทางจะเคี้ยวยากแฮะ"
ฟึ่บ!
โดยไม่ทันให้ตั้งตัว หมาป่าศัสตรากระโจนเข้าใส่ด้วยความเร็วปานสายฟ้า กรงเล็บมีดสั้นตะปบวูบเข้าที่ลำคอของอาเจีย
"เร็วมาก!"
อาเจียดีดตัวถอยหลังโดยสัญชาตญาณ ปลายมีดเฉี่ยวปลายจมูกเขาไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด เส้นผมปอยหนึ่งขาดปลิวว่อน
ตูม!
กรงเล็บฟาดลงบนพื้นดิน หินผาแตกกระจาย หมาป่าไม่รอช้า มันสะบัดหางโซ่ตรวนฟาดตามเข้ามาติดๆ ราวกับแส้เหล็กที่หมายจะรัดร่างเหยื่อให้แหลกเหลว
(อาเจีย! อย่าประมาท!) เสียงมู่เฉินเตือนลั่น (เจ้าสิ่งนี้คือ 'มารศัสตรา' ระดับรวบรวมลมปราณขั้นสูง ร่างกายของมันไม่มีจุดตายเพราะมันไม่มีเนื้อหนัง! เจ้าต้องทำลายแกนกลางวิญญาณที่ซ่อนอยู่!)
"รู้แล้วขอรับ! ...แต่ปัญหาก็คือ..." อาเจียกระโดดม้วนตัวหลบหางโซ่ที่ฟาดลงมาอย่างทุลักทุเล "ข้าไม่อยากเปลืองแรง! ...เจ้าสัว! ออกมาทำงานคุ้มข้าวสุกเดี๋ยวนี้!"
อาเจียคว้าพวงกุญแจหยกที่เอวแล้วขว้างออกไปกลางอากาศ
"ขยายร่าง!"
วิ้ง!
แสงสีม่วงดาราสว่างวาบกลางป่ามืดมิด ร่างเล็กจิ๋วขยายใหญ่ขึ้นในพริบตา กลายเป็นขุนศึกเกราะทมิฬสูงสามเมตรที่ปกคลุมด้วยเกล็ดมังกรนิลกาฬ แรงกดดันมหาศาลแผ่ออกมาจากร่างของ เจ้าสัว จนต้นไม้กระดูกรอบข้างสั่นสะเทือน
"กรรรร!"
เจ้าสัวคำรามลั่น มันไม่ได้ใช้หมัดชก... แต่มันอ้าปากกว้าง!
หมาป่าศัสตราพุ่งเข้ามาหมายจะกัด แต่เจ้าสัวกลับเร็วกว่า มือยักษ์ที่หุ้มเกล็ดมังกรคว้าหมับเข้าที่ "หางโซ่" ของมัน แล้วกระชากอย่างแรง
ตึง!
ร่างหมาป่าปลิวกลับมาหาเจ้าสัวราวกับตุ๊กตาผ้า เจ้าสัวใช้มืออีกข้างคว้าคอหอยกระดูกของมันไว้แน่น แล้วยกขึ้นสูงเหนือพื้น
หมาป่าดิ้นพล่าน กรงเล็บมีดสั้นขูดขีดไปตามเกราะอกของเจ้าสัวจนเกิดประกายไฟแลบเปรี้ยะๆ แต่ไม่อาจสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้แก่เกราะระดับราชันย์ได้
"หึหึ... ผิวมันหนากว่าหน้าข้าอีก" อาเจียยิ้มกริ่ม "เจ้าสัว... จัดการ!"
แทนที่จะบดขยี้... กลางหน้าอกของเจ้าสัว "แกนกลางศิลาสูญตา" เริ่มหมุนติ้ว เกิดแรงดูดมหาศาลที่ปากของหุ่นเชิด
กร้วม!
ภาพที่เกิดขึ้นทำให้อาเจียต้องอ้าปากค้าง เจ้าสัวกัดลงไปที่ "ไหล่" ของหมาป่าที่เป็นเกราะเหล็กสนิม... แล้วเคี้ยวมันราวกับเคี้ยวข้าวเกรียบกุ้ง!
กร๊อบ! แกร๊บ!
เสียงโลหะถูกบดขยี้ด้วยฟันของพยนต์เทวะดังสนั่นป่า หมาป่าศัสตราร้องโหยหวน แต่มันทำอะไรไม่ได้ พลังวิญญาณและธาตุโลหะในร่างของมันถูกดูดกลืนเข้าไปในร่างเจ้าสัวอย่างรวดเร็ว
"เฮ้ย... เจ้าสัว... นั่นเหล็กนะลูก ไม่ใช่น่องไก่" อาเจียตะลึง
(น่าทึ่ง...) มู่เฉินรำพึงออกมา (แกนกลางสูญตาของเจ้าสัวมีความสามารถในการ 'กลืนกิน' และ 'แปรเปลี่ยน' ...มันกำลังเปลี่ยนสนิมและโลหะเก่าๆ ให้กลายเป็นพลังงานซ่อมแซมและเสริมแกร่งให้ตัวเอง!)
เพียงไม่กี่อึดใจ ร่างของหมาป่าศัสตราก็หายวับไป เหลือทิ้งไว้เพียงกองกระดูกสีขาวที่ไร้ค่า ส่วนที่เป็น "โลหะ" ทั้งหมดถูกเจ้าสัวฟาดเรียบ
เรอ...
เจ้าสัวเรอออกมาเบาๆ เป็นไอควันสีม่วง เกราะที่ไหล่ซ้ายของมันดูเงางามขึ้นเล็กน้อย ราวกับเพิ่งได้รับการขัดเงา มันหันมามองอาเจียแล้วตบพุงตัวเองดังปุๆ เป็นสัญญาณว่า "อิ่ม" (หรือ "ขออีก")
อาเจียตาลุกวาวทันที ความคิดชั่วร้าย (และงก) แล่นเข้ามาในสมองประดุจสายฟ้าฟาด
"เดี๋ยวนะ..." เขากวาดตามองไปรอบๆ ป่ากระดูกแห่งนี้ "ถ้าเจ้าตัวเมื่อกี้คือ 'อาหาร' ...และป่านี้เต็มไปด้วยซากศัสตราเก่าแก่..."
เขาหยิบเศษดาบหักๆ ที่พื้นขึ้นมาดู มันอัดแน่นไปด้วยปราณโลหะโบราณ แม้จะผุพังแต่เนื้อในยังเป็นของดี
"นี่มันไม่ใช่ป่าอันตรายแล้ว..." อาเจียแสยะยิ้มน้ำลายยืด "นี่มัน 'งานเลี้ยงโต๊ะจีน' ชัดๆ!"
"เจ้าสัว! ...เปิดโหมดกวาดล้าง! เจอเหล็กที่ไหน กินให้เรียบ! อย่าให้เหลือแม้แต่ตะปูตัวเดียว!"
"กรรร!" (รับทราบลูกพี่!)
เจ้าสัวตาเป็นประกาย มันเริ่มออกวิ่งไล่ล่าทันที เสียงต้นไม้หักโค่นและเสียงกรีดร้องของเหล่าสัตว์อสูรศัสตราดังระงมไปทั่วป่า
...
เวลาผ่านไปราวหนึ่งชั่วยาม
สภาพป่ากระดูกแถบนี้ดูโล่งเตียนผิดหูผิดตา ต้นไม้กระดูกที่เคยมีเศษอาวุธห้อยรุงรัง บัดนี้เหลือแต่กิ่งก้านขาวโพลนสะอาดตา
อาเจียเดินฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี ตามหลังเจ้าสัวที่ตอนนี้พุงพลุ้ยออกมาเล็กน้อย (ในเชิงเปรียบเทียบพลังงานที่อัดแน่น)
"ยอดเยี่ยม... ประหยัดค่าแร่เหล็กไปได้เป็นหมื่นหินปราณ" อาเจียจดบันทึกลงในสมุดบัญชีเล่มเล็ก "ถ้ารู้ว่าแดนลับมันอุดมสมบูรณ์ขนาดนี้ ข้าน่าจะเอาโอ่งมาขนกลับไปด้วย"
(อาเจีย... หยุดเดินเดี๋ยวนี้) เสียงมู่เฉินเตือนขึ้นกะทันหัน
"หือ? มีอะไรหรือขอรับท่านอาจารย์? เจอเหล็กดีๆ รึ?"
(ไม่ใช่... ข้างหน้ามีร่องรอยการต่อสู้... และไม่ใช่ฝีมือเจ้าสัว)
อาเจียหยุดกึก เขาโบกมือให้เจ้าสัวย่อส่วนกลับมาซ่อนในแขนเสื้อ แล้วย่องเงียบๆ แหวกพงหญ้ากระดูกออกไปดู
เบื้องหน้าคือลานหินกว้างที่มีรอยไหม้เกรียมและรอยน้ำแข็งปกคลุม ร่างของศิษย์สำนักเล็กๆ สามคนนอนหมดสติอยู่ บาดแผลฉกรรจ์เต็มตัว
แต่สิ่งที่สะดุดตาอาเจียที่สุด คือ "หญิงสาวชุดเขียว" นางหนึ่งที่กำลังยืนพิงต้นไม้ใหญ่ หอบหายใจแฮกๆ ที่ไหล่ซ้ายของนางมีลูกธนูสีดำปักคาอยู่ เลือดสีแดงสดไหลย้อมชุดสวยงามจนชุ่ม
"นั่นมัน..." อาเจียหรี่ตามอง "แม่นาง 'หลิวอี้' จากสำนักเมฆาคล้อย?"
นางคือหนึ่งในยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่เข้าถึงรอบ 10 คนสุดท้าย วิชาตัวเบาเป็นเลิศ แต่ตอนนี้กลับถูกต้อนจนมุม
"ส่ง 'ผลึกวิญญาณศัสตรา' มาซะ... แล้วข้าจะไว้ชีวิตเจ้า"
เสียงเย็นเยียบดังมาจากเงาหลังก้อนหิน ชายหนุ่มสามคนในชุดคลุมสีเทาเดินออกมา ใบหน้าถูกปิดด้วยผ้าพันแผลเหลือเพียงดวงตาที่โหดเหี้ยม
"พวกเจ้า... สำนักเงาโลหิต..." หลิวอี้กัดฟันพูด "พวกเจ้ากล้าสังหารคนของ 7 สำนักมหาอำนาจรึ?"
"ในนี้ไม่มีกฎ..." หัวหน้ากลุ่มโจรแสยะยิ้ม "มีแค่คนตายที่พูดไม่ได้"
อาเจียที่แอบดูอยู่ขมวดคิ้ว
"สำนักเงาโลหิต? ...พวกหมาลอบกัดนี่เอง"
(เจ้าจะช่วยนางไหม?) มู่เฉินถาม
อาเจียมองหลิวอี้ แล้วมองโจรสามคน สมองคำนวณความคุ้มค่าอย่างรวดเร็ว
"ช่วยฟรีๆ ก็ขาดทุนแย่สิขอรับ..."
เขายิ้มมุมปาก หยิบ "ผ้าคลุมหน้าสีดำ" ออกมาจากย่าม (เตรียมมาเพื่อการนี้โดยเฉพาะ) แล้วสวมปิดบังใบหน้า
"แต่ถ้าเป็นการ... 'ปล้นซ้อนปล้น' ...มันก็อีกเรื่องหนึ่ง"
อาเจียกระชับพู่กันนิรันดร์ ตวัดวาดอักขระกลางอากาศอย่างเงียบเชียบ
"วิชาพรางกาย... เริ่มปฏิบัติการกู้ภัย (แบบมีค่าธรรมเนียม)!"
ร่างของเขาเลือนหายไปในความมืด มุ่งหน้าสู่ลานสังหารเพื่อแสวงหาผลกำไรจากวิกฤตการณ์!