พลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน

    บทที่ 59 มุ่งไป

    บทที่ 59 มุ่งไป


    ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าพิศวงของตำหนักผู้อาวุโส เวลานี้ชายชราทั้งสองที่เป็นผู้อาวุโสของสำนัก กำลังหมกมุ่นอยู่กับงานของตนอย่างเพลิดเพลิน ทว่าจู่ๆ ทั้งคู่ก็หยุดสิ่งที่กำลังทำอย่างฉับพลัน




    “แม้ตำหนักผู้อาวุโสจะไม่มีศิษย์คอยเฝ้าประตู แต่ก็ไม่เคยมีคนนอกคนไหนจะกล้าเข้ามาโดยไม่ได้รับอนุญาต”




    เสียงอันแก่ชราของหนึ่งในผู้อาวุโสสองคนนั้นได้ดังขึ้น




    ทว่าเมื่อกำลังจะเอ่ยอันใดต่อ เจ้าของเสียงอันแก่ชราก็สังเกตเห็นผู้ที่ตามคนนอกผู้นั้นมา


    “เจ้าหนูหวงเซียนเซียนกับหวงหลิงเอ๋องั้นรึ”




    “นี่ศิษย์พี่ไม่สิผู้อาวุโสสูงสุด คนนอกผู้นั้นคงจะเป็นทายาทตระกูลหลินใช่หรือไม่”




    สิ้นเสียงของผู้อาวุโสผู้นั้น เสียงของผู้อาวุโสสูงสุดจึงดังขึ้น




    “ถูกแล้ว ชายหนุ่มผู้นั้นนั่นแหละคือทายาทตระกูลหลิน ถึงข้าจะเคยเจอมาแล้วครั้งหนึ่งแต่ก็ยังไม่ได้รู้อะไรเกี่ยวกับเจ้าหนูนี่มากนัก”


    “เจ้าเห็นอะไรในตัวเจ้าหนูนี่บ้างล่ะ”


    สิ้นเสียงผู้อาวุโสสูงสุด ไม่ทันที่จะให้ผู้อาวุโสที่หนึ่งเอ่ยตอบ




    เวลานี้ประตูของตำหนักได้เปิดออกอย่างสมบูรณ์พร้อมกับปรากฏร่างของชายหนุ่มที่ก้าวนำสตรีทั้งสองเข้ามาในตำหนัก


    ในตอนนี้เองท่ามกลางสายตาทั้งสามคู่ ได้ปรากฏร่างของชายชราสองคน กำลังยืนอยู่ที่ชั้นสามของตำหนักและทอดสายตามองมายังพวกตน




    ในตอนนี้เองก่อนที่ใครจะได้พูดอันใด หวงเซียนเซียนและหวงหลิงเอ๋อ ได้ก้าวออกมายืนข้างกายชายหนุ่ม พร้อมกับคำนับไปทางใจกลางตำหนัก


    “ศิษย์คารวะ ผู้อาวุโสสูงสุดและผู้อาวุโสที่หนึ่ง”


    หญิงสาวทั้งสองเอ่ยออกมาพร้อมๆ กัน


    “พวกเจ้ามีอันใดงั้นรึ ถึงได้พากันมาที่นี่”




    ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย




    เมื่อได้ยินเช่นนั้นไม่รอช้า ชายหนุ่มได้คำนับไปที่ชายชราทั้งสอง พร้อมกับเอ่ยเล่าเรื่องราวโดยย่อพร้อมกับบอกความต้องการของตนให้กับทั้งสองฟัง


    ทางด้านของผู้อาวุโสสูงสุดที่ได้ฟังเรื่องราวและคำขอจากชายหนุ่ม จึงขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพร้อมเอ่ย




    “หากเจ้าจะไป ข้าสามารถเปิดค่ายกลเคลื่อนย้ายส่งเจ้าไปได้ การที่ข้าจะใช้ค่ายกลของสำนักส่งเจ้าไปนั้น ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แต่ข้าคงจะต้องส่งเจ้าไปยังดินแดนเล็กๆ ใกล้ดินแดนคมวายุเสียก่อน”




    “หากข้าส่งเจ้าไปโดยตรง การที่ค่ายกลเคลื่อนย้ายของสำนักข้าทำงานในดินแดนคมวายุ พวกตัวตนต่างๆ จะต้องตามสืบหาผู้ที่มาเป็นแน่ และนั่นจะทำให้เจ้าเสี่ยงที่จะเจอศัตรูของตระกูลเจ้า”




    “เพราะอย่างนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือให้เจ้าเคลื่อนย้ายไปยังดินแดนเล็กๆ ใกล้กับดินแดนคมวายุเสียก่อนและข้าจะให้ขุมอำนาจใต้อาณัติของสำนักแอบพาเจ้าเข้าไปในดินแดนคมวายุ”




    “ถือเป็นเรื่องที่ดีที่เจ้า มาถามข้าแทนที่จะไปด้วยตนเองโดยไม่วางแผน เพราะตัวตนระดับสูงส่วนใหญ่นั้นย่อมเคยเห็นใบหน้าของเจ้าแล้วทั้งสิ้น รูปภาพของเจ้าถูกปล่อยโดยคนจากหุบเขาวานรอย่างลับๆ”




    “แม้คนบางส่วนจะเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งกับภาพใบนั้น แต่บรรดาสิบขุมอำนาจในสนามรบร้อยดินแดนนั้นจะต้องรู้เป็นแน่ และหนึ่งในขุมอำนาจนั้นก็อยู่ในดินแดนคมวายุเช่นกัน”




    เมื่อได้ยินเช่นนี้ภายในใจของชายหนุ่มจึงรู้สึกหนักอึ้งขึ้นมา แต่นั่นก็เกิดขึ้นเพียงเสี้ยวเวลาเดียวเท่านั้น




    “ในระดับเดียวกันข้าไม่เกรงกลัวผู้ใด ต่อให้คู่ต่อสู้มีระดับสูงกว่า ข้าก็จะต้องลองวัดฝีมือสักครั้ง หากสู้ไม่ได้ข้าก็แค่หนี ข้านะมีหนี้แค้นอยู่มากมายข้าไม่ยอมมาจบชีวิตเร็วๆ นี้แน่”


    คิดได้เช่นนั้น ชายหนุ่มจึงคำนับไปยังผู้อาวุโสทั้งสองพร้อมเอ่ยขอบคุณ




    “ข้าติดหนี้บุญคุณท่านแล้ว สหายของข้ากำลังจะตกอยู่ในอันตรายผู้อาวุโสช่วยส่งข้าไปยังดินแดนใกล้เคียงนั้นเลยได้หรือไม่”




    ชายชราที่เห็นเช่นนั้น จึงจับจ้องไปที่ชายหนุ่มพร้อมเอ่ย


    “ย่อมได้ และอย่าพึ่งไปทิ้งชีวิตไว้ที่นั่นล่ะ ข้าจะรอดูวันที่เจ้าฟื้นฟูตระกูลหลินขึ้นมาอีกครั้ง”


    “ตามข้ามา”




    สิ้นเสียงผู้อาวุโสทั้งสองจึงพุ่งตัวออกไป นอกตำหนักผู้อาวุโสและหยุดลงที่ตำหนักด้านหลังสำนัก




    ชายหนุ่มและหญิงสาวทั้งสองที่ตามมา เมื่อเห็นผู้อาวุโสทั้งสองหยุดลง พวกตนก็หยุดด้วยเช่นกัน




    “เอาล่ะเจ้าหนูแซ่หลินตามพวกข้าเข้าไปด้านใน”


    “ส่วนหวงเซียนเซียน หวงหลิงเอ๋อพวกเจ้าคอยอยู่ด้านนอกนั่นแหละ”




    หญิงสาวทั้งสองที่ได้ยินเช่นนั้น ความผิดหวังจึงผุดขึ้นมาในจิตใจ แต่สุดท้ายพวกนางก็ต้องทำตามคำสั่งของผู้อาวุโสสูงสุดอย่างไม่อาจขัดขืน




    ด้านในตำหนักที่สองชายชราหนึ่งชายหนุ่มเข้าไป ใจกลางตำหนักปรากฏเป็นประตูค่ายกลเคลื่อนย้ายขนาดใหญ่ ที่สามารถเคลื่อนย้ายคนได้นับร้อยในคราเดียว สิ่งนี้สร้างความประหลาดใจให้แก่ชายหนุ่มอยู่ไม่น้อย


    “นี่สินะประตูค่ายกลเคลื่อนย้าย หากข้าไม่ได้ออกมาจากดินแดนถงเทียน ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปีกว่าข้าจะได้รับรู้ถึงสิ่งต่างๆ เช่นนี้”




    ในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังคิดกับตัวเองอยู่นั้น เสียงของผู้อาวุโสสูงสุดได้ดังขึ้นมาขัดความคิดของชายหนุ่มอย่างฉับพลัน




    “เอาล่ะเจ้าเข้าไปอยู่ตรงประตูค่ายกลซะ พวกข้าจะเปิดใช้ค่ายกลและส่งเจ้าไปยังดินแดนที่ใกล้กับดินแดนคมวายุเอง อาจจะใช้เวลาหลายชั่วยามแต่นี่ก็นับว่าเร็วมากๆ แล้ว เพราะที่ที่ดินแดนคมวายุตั้งอยู่นั้นห่างไกลจากที่นี่มาก”




    “นี่…ผู้อาวุโสที่หนึ่ง ฝากเจ้าบอกให้ผู้อาวุโสที่หกมารอรับเจ้าหนุ่มนี่ด้วยล่ะ”




    เมื่อได้ยินเช่นนั้น ผู้อาวุโสที่หนึ่งจึงหยิบหยกทรงกลมสีมรกตขึ้นมาในมือ


    “นี่ผู้อาวุโสที่หก ข้าจะส่งคนผู้หนึ่งไปที่เจ้าฝากเจ้าดูแลด้วยหากเจ้าสงสัยอันใดก็ถามเจ้าตัวเอาแล้วกัน”




    สิ้นเสียงผู้อาวุโสที่หนึ่งจึงบีบหยกในมือจนแตกสลาย พร้อมกับมีคลื่นพลังบางอย่างพุ่งออกไปอย่างรวดเร็ว


    “เอาล่ะ ทีนี้พวกข้าจะส่งเจ้าไปละนะ มันอาจจะทำให้เจ้าอยากอาเจียนนิดหน่อยแต่เดี๋ยวเจ้าก็คงชิน”




    ชายหนุ่มที่ได้ยินเช่นนั้น จึงพยายามจะเอ่ยบางอย่าง ทว่าในตอนนั้นเองผู้อาวุโสทั้งสองก็ได้ทำการเปิดใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย และส่งตัวชายหนุ่มหายไปจากจุดเดิมอย่างรวดเร็ว




    “นี่ศิษย์พี่ เมื่อครู่เหมือนเจ้าหนุ่มแซ่หลินนั่นอยากจะเอ่ยบางอย่างนะ”


    ผู้อาวุโสที่หนึ่งเอ่ยออกมาด้วยสีหน้าปั้นยาก




    “ไม่มีอันใดหรอก ข้าว่าเจ้านั่นก็คงอยากจะถามวิธีที่ถูกเคลื่อนย้ายโดยไม่อาเจียนนั่นแหละ”


    “หวังว่าเจ้าหนุ่มแซ่หลิน จะเข้ากับผู้อาวุโสที่หกได้ดีนะ”


    ผู้อาวุโสสูงสุดเอ่ยออกมา พร้อมกับมองไปที่ประตูค่ายกลเคลื่อนย้ายเบื้องหน้า




    ในสถานที่ห่างไกล ภายในตำหนักสูงตระหง่านที่ถูกล้อมรอบไปด้วย ตำหนักน้อยใหญ่มากมาย ชายวัยกลางคนที่กำลังนั่งจิบชาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด จู่ๆ ก็ได้หยิบหยกทรงกลมสีมรกตขึ้นมา




    ในตอนนี้หยกมรกตในมือของชายวัยกลางคนได้สั่นอย่างต่อเนื่อง เมื่อเห็นเช่นนั้นชายวัยกลางคนผู้นี้จึงบีบหยกในมือจนแตกออกเป็นเสี่ยงๆ


    ทันใดนั้นเองเสียงอันแก่ชราได้ดังขึ้นในทันที




    เมื่อได้ฟังเนื้อหาทั้งหมด คิ้วของชายวัยกลางคนจึงเริ่มกระตุกไม่หยุด




    “ตาแก่อย่างพวกท่านนี่เป็นคนเช่นไรกัน จะทำอะไรไม่ปรึกษาข้าเลยแม้แต่น้อย แค่งานที่ท่านมอบหมายให้ข้ามาทำ ข้าก็เหนื่อยแทบขาดใจแล้ว”


    “แล้วนี่ท่านยังจะฝาก ผู้ใดมาให้ข้าอีกกันตาแก่อย่างพวกท่านนี่มัน”




    ชายวัยกลางคนผู้ที่กำลังโวยวายอยู่นี้นั่น คือผู้อาวุโสที่หกแห่งสำนักสยบมังกร ผู้ที่เหล่าจอมยุทธ์มากมายในสำนักต่างมองเป็นแบบอย่างนั่นเอง






    จากผู้เขียน: เนื่องจากอาทิตย์นี้ไรต์ลงนิยายช้ากว่ากำหนด ตอนที่58และ59 ไรต์จะเปิดให้อ่านฟรีหนึ่งอาทิตย์นะครับ




    ติดตามฉบับนิยายเสียงได้ที่ Novel time studio ฟรีทุกตอน

    คล้ายกับเรื่องพลิกชะตาฟ้า คว้าบัลลังก์เซียน ที่คุณอ่าน