ฉันเห็นคนฆ่าตัวตาย
ฉันคิดว่าความตายวนเวียนอยู่รอบๆตัวฉัน แต่ไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันได้มาเห็นคนตายต่อหน้าต่อตาแบบนี้ฉันแค่อยากมาดูคนที่ช่วยฉันให้มั่นใจเท่านั้นว่าเขาปลอดภัยเพราะตอนโดนรถชนเขาดูเจ็บหนักมาก เขาดูเป็คนประหลาดที่แต่งตัวและสวมหมวกประหลาดๆที่จริงถ้าเขาสบายดีอย่างปากว่าก็แค่จะขอบคุณเท่านั้นเองแต่ไม่ได้คิดว่าเขาจะแปลกถึงขนาดเอามีดจิ้มอกตัวเอง
จะทำยังไงดี...
หัวใจฉันหล่นตุ้บไปอยู่ตาตุ่มก่อนจะรู้สึกกลับมาเต้นแรงราวกับหลุดจากอกฉันเป็คนเดียวที่เห็นเหตุการณ์นี้คนส่วนใหญ่เดินอยู่ด้านนอกและไม่ได้หันมาเห็นศพข้างถังขยะ แล้วทีนี้เอาไงดีควรทำเฉยแล้วออกจากตรงนี้ให้ไวที่สุดหรือควรจะวิ่งออกไปะโให้ใครสักคนมาช่วยดีล่ะ
ฉันขบคิดจนเผลอกัดปากตัวเองให้รู้สึกเจ็บริมฝีปากอยากเข้าไปดูชัดๆ ว่าเขาตายจริงหรือไม่ แต่ขาก็สั่นจนเดินแทบไม่ไหว เกิดมาสิบหกปีแค่คิดจะมาเจอโลกภายนอกครั้งเดียวก็ต้องมาเจออะไรแบบนี้เลยเหรอ?
“กรี๊ดดดด”
ฉันเผลอร้องออกมาเมื่อเห็นจะจะเลยว่าขาของเขาขยับได้ และลุกพรวดขึ้น
ฉันถอยหนีเขาหยิบหมวกที่ตกอยู่ข้างๆ ขึ้นมาสวมมันเป็หมวกแกะขนปุยสีดำที่ไม่น่าจะใส่มาเดินเพ่นพ่านให้ใครเห็นหรือว่ามันเป็แฟชั่นยุคนี้นะ?
“ฮ้าวววววชักจะน้อยลงทุกวันแล้วแฮะ รู้งี้ปล่อยให้รถชนตายไปซะคงดีกว่า” เขาพูดพึมพำกับตัวเอง ทั้งยังหาวปากกว้างฉันเชื่อว่าตัวเองเห็นเขาเอามีดแทงร่างกายตัวเองแน่ๆแต่ทำไมเขาถึงยังลุกได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยล่ะ
“...เธอเห็นเข้าแล้วสินะ”เขาเงยหน้าขึ้นมามองฉัน พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังแต่ดวงตากลับสั่นไหวอยู่ลึกๆ ยิ่งทำให้ฉันรู้สึกว่าตัวเองทำผิดร้ายแรง
“ชะ...ใช่เมื่อกี้ฉันเห็นนาย...ตายแล้วไม่ใช่เหรอ” เพราะความใทำให้ฉันเผลอพูดทุกสิ่งที่คิดออกไปรวมถึงคำถามประหลาดๆ ถ้าคนอื่นได้ยินคงหาว่าฉันบ้าแน่ๆ
“มันเป็การนอนไม่ใช่การตายสักหน่อย”เขาตอบห้วนสั้น
“แต่เมื่อกี้นาย...เอามีดแทงตัวเอง”
“อือ ก็ฮีลตัวเองแล้วนี่ไง”น้ำเสียงที่เคยแข็งกร้าวแ่เบาลงกลายเป็ปกติดวงตาที่เคยสับสนก็หายไปแล้วเหลือเพียงเด็กหนุ่มท่าทางเฉยชาหน้าตาง่วงนอนคนหนึ่งเท่านั้น
ฉันควรกลัวเขากลัวคำตอบแสนแปลกและสิ่งที่เห็นแต่การที่เขาผลักไม่ให้ฉันถูกรถชนมันทำให้เซนส์บางอย่างของฉันบอกว่าเขาไม่ใช่คนเลวร้าย
งั้นก็ช่างมันเถอะเนอะ
“ถะ...ถ้างั้นก็ขอบคุณที่ช่วยฉันไว้นะฉันชื่อเดียน่า” ฉันยิ้มกว้างแนะนำตัว รอเขาแนะนำตัวเองบ้างแต่เขาดันเอาแต่จ้องหน้าฉัน “นี่นายเองก็ต้องแนะนำตัวให้ฉันรู้จักด้วยสิ”
“เื่ไร้สาระแบบนั้นฉันไม่สนใจหรอก”เขาตอบอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกไป
“เดี๋ยวสิ อย่าเพิ่งไปฉันถามอะไรหน่อย” ฉันเรียกเขาไว้แล้วเดินตามมือก็ควานหาของในกระเป๋าถือ แต่แล้วทุกอย่างก็ดูมืดลง ไม่ใช่เพราะพระอาทิตย์ลับขอบฟ้ามันเป็อาการที่ฉันเป็บางครั้ง และถี่เหลือเกินใน่นี้
ฉันกำลังจะหน้ามืด
ไม่นะ...ฉันไม่อยากกลับไปอีกแล้ว ไม่อยากกลับไปที่นั่นฉันตัดสินใจหนีออกมาแม้จะรู้ว่ามันทำให้ชีวิตแย่ลงก็ตาม
“ช่วย...”
ฉันเอื้อมมือเผื่อจะคว้าเสื้อของเขาได้ทัน แต่มันก็วืดไปทุกอย่างกำลังมืดและฉันยืนไม่อยู่อีกต่อไป
.......................................................................
กลิ่นทะเลต้นหญ้า กลิ่นของทิวไม้ปะทะลมจากอันดามัน กลิ่นของที่ที่จากมาแสนนานในตอนยังเด็กฉันเคยยืนอยู่ตรงนั้น ตรงจุดที่มองพระอาทิตย์ตกเป็ที่สุดท้ายของไทยแสงในเย็นวันนั้นสวยจนตราตรึง พวกเราเดินไปให้ถึงปลายแหลมพรหมเทพฉันจับมือน้องสาวไว้ เราสองคนตื่นเต้นมากน่าเสียดายที่เราต้องกลับก่อนพระอาทิตย์ตกจริงๆ เพราะฝนตั้งเค้ามาแต่ไกลพ่อกับแม่รีบพาเรากลับออกมา
ขอแค่สักครั้งที่จะได้กลับไปเห็นภาพนั้นอีก...
เมื่อฉันลืมตาตื่นขึ้นมาอีกครั้งไม่รู้ว่าหลับไปนานเท่าไร มองเห็นแสงสีขาวสว่างไสว กลิ่นอับเหมือนอยู่ข้างถังขยะ
ฉันรีบลุกพรวดขึ้นมานั่งพอมองเห็นว่าสลบอยู่ข้างตลาดสดก็เริ่มกังวลเื่ความสะอาดนี่ถ้าพ่อกับแม่รู้รับรองว่าโดนดุชุดใหญ่แน่ๆแล้วฉันก็มองเห็นหมวกแกะอยู่ระดับสายตาพอดี เ้าของหมวกนั่งมองหน้าฉันตาปริบๆในระยะห่างไม่ถึงเมตร
“อ่า ฟื้นสักทีนะคนนอนหลับง่ายนี่มันดีจริงๆ” เขาถอนหายใจ
“ฉันสลบไปนานมากเลยใช่ไหม”
“อืม สิบนาทีได้”
ฉันรู้สึกอายนิดๆก่อนจะขยับตัวลุกขึ้นยืน มองปลายนิ้วมือเย็นเฉียบของตัวเองด้วยความกังวล
“ทำไมถึงหนีออกมาจากโรงพยาบาลทั้งที่เธอกำลังจะตายล่ะ”
เขาถามขึ้นฉันอึ้งไปเล็กน้อย
“เอ๋ ทำไมนายรู้???”
“แน่นอน เพราะฉันฉลาดมากน่ะฮ้าวววว” ฉันเบ้ปากให้กับความหลงตัวเองของหมอนี่นอกจากจะพูดจายียวนใส่ดวงตาประดับขอบตาดำคล้ำยังมองฉันอย่างที่เดาไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“จริงๆ ฉันรู้เพราะเ้านี่”ฉันเพิ่งเห็นว่าเขาถือกระดาษใบหนึ่งในมือไว้ มันคือกระดาษของฉันนี่นา“สามสิบสิ่งที่อยากทำก่อนตาย”
ฉันหน้าแดงด้วยความอาย
“เอามานี่เลยนะทำไมถึงรื้อของคนอื่นอย่างนี้ล่ะ” ฉันบ่นก่อนจะคว้ามันคืนมาแต่ก็คว้าได้เพียงลม
“มีอีกตั้งเจ็ดอย่างที่เธอยังไม่ได้ทำนี่”
สิ่งที่เขาพูดทำให้หน้าฉันเห่อร้อนขึ้นมาอีกครั้งด้วยความโกรธเคืองนี่มันความลับส่วนตัวของฉัน นอกจากจะเอาไปแล้วยังอ่านหมดอีก
“อย่าเข้าใจผิดล่ะฉันแค่จะหาบัตรประชาชนเธอเผื่อจะไปส่งที่โรงพยาบาล ก็เลยเจอกระดาษนี่”
...ช่างใช้เวลาสิบนาทีที่ฉันสลบไปคุ้มเหลือเกินนะ
“ฉันไม่ได้อยากไปโรงพยาบาลสักหน่อย”
“อือ ก็เดาอยู่ ใครจะอยากกลับไปที่ที่หนีมากัน”
ั้แ่เมื่อกี้แล้วที่เขาพูดเหมือนรู้จักฉันดีไหนจะคำว่า ‘หนี’ ที่เขาใช้ถามฉันอีกทั้งที่ในกระดาษนั้นฉันเขียนแค่ออกจากโรงพยาบาลเท่านั้น
“นายเป็ใครกันแน่...?”
“ทำไมเธออยากทำสิ่งเหล่านี้ทั้งที่กำลังจะตาย”เขาไม่ตอบคำถาม แต่เปลี่ยนมาถามเื่อื่นแทน
“ทำไมล่ะนายไม่มีสิ่งที่อยากทำก่อนตายหรือไง” คำถามของฉันทำให้แววตาของเขาสลดลงฉันเลยเปลี่ยนมาตอบดีๆ “เพราะว่ามันคือสิ่งที่จะทำให้ฉันมีความสุขไงล่ะการที่ใช้ชีวิตอยู่เพื่อรอวันตายโดยไม่ทำอะไรมันก็ไม่ต่างกับตายไปแล้วนี่นา”
เ้าแกะนิ่งไปกับคำตอบ
“คราวนี้พอใจหรือยังคืนมาได้แล้ว” ฉันใช้จังหวะนั้นรีบคว้าของสำคัญกลับมา
“แปลว่าเธออยากจะทำสิ่งเหล่านี้ต่อให้ต้องแลกกับการต้องตายไวขึ้นสินะ” เขายังตั้งคำถามต่อ
มุมมองของเขาก็ไม่ผิดแต่เขาไม่มีทางเข้าใจแน่ๆ เพราะเขาไม่เคยผ่านเื่ราวแบบฉัน
“เธอจะไปเข้าใจอะไร เ้าแกะ”
“ฉันชื่อภาม” เสียงเขาขุ่นขึ้นฉับพลัน
ทีแบบนี้รีบบอกชื่อเชียวนะก่อนนี้ถามดีๆ ไม่ยอมตอบ
“เ้าแกะดีกว่า จำง่าย”ฉันยิ้มตอบอย่างผู้มีชัย ยิ่งทำให้เขามุ่ยหน้าไม่พอใจเข้าไปอีก
“ถ้างั้นก็ขอให้เธอทำสำเร็จก่อนตายก็แล้วกัน”อยู่ดีๆ เ้าแกะก็ตัดบท แล้วตั้งท่าจะหนีไปอีกครั้ง
“เดี๋ยวก่อนสิเ้าแกะ!”ฉันรีบคว้าหมวกเสื้อฮู้ดรั้งเขาเอาไว้ก่อนฉัน้าความช่วยเหลือจากเขา เลยตามเขามาั้แ่ก่อนจะเกิดเหตุการณ์รถชนนั่น
ฉันไม่ได้ออกมาข้างนอกนานกรุงเทพฯ ในความทรงจำเลยเปลี่ยนไปมากจนไม่รู้ว่าต้องไปขึ้นรถกลับบ้านที่ไหนและฉันก็ไม่กล้าถามทางคนแปลกหน้าด้วยเพราะทุกคนดูท่าทางไม่เป็มิตรและน่ากลัวไปหมดในสายตาฉันขณะที่กำลังสิ้นหวังและตัดสินใจว่าต้องถามใครสักคนในตอนนั้นเองคือตอนที่ฉันเห็นเขาในสวนสาธารณะถึงแม้เขาจะดูแปลกที่ใส่หมวกแกะขนฟูอยู่ตลอดเวลา แต่เขาก็อยู่คนเดียวไม่ต่างจากฉันแถมยังดูอินดี้ ไม่มีพิษภัย เลยตัดสินใจตามมา
ฉันน่าจะคิดผิดไปนิดแต่ถ้าไม่ขอร้องเขาก็ไม่รู้แล้วว่าจะหันหน้าไปพึ่งใครได้อีกในเมื่อฉันไม่เหลือใครอีกแล้ว
“ช่วยบอกทางไปสายใต้หน่อยได้ไหม”
เ้าแกะปัดมือฉันออกจากฮู้ดอย่างแรงแล้วหันมาทำหน้ารำคาญเต็มทีบางทีฉันคงเผลอออกแรงดึงมากไปหน่อยจนเขาหายใจไม่ออกด้วยมั้งถึงได้ทำหน้าเคืองขนาดนั้น
“มีเื่อยากทำก่อนตายเยอะแยะแต่ไม่รู้ทางไปสายใต้เนี่ยนะ”
“อื้อ” ฉันยอมรับ หยิบกระเป๋าขึ้นมาคำนวณเงิน "พาไปส่งก็ได้ฉันจ้างนายสองร้อย"
“สองร้อย?? หึ ขายเงินในเกมวันหนึ่งฉันได้เยอะกว่านั้นสิบเท่า”
ขายเอ็ม? ฉันไม่ค่อยเข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไรแต่ฉันให้เพิ่มอีกสิบเท่าไม่ไหวหรอก เด็กวัยรุ่นอายุ 16 แบบฉันจะไปมีเงินเยอะขนาดนั้นได้ยังไงฉันมีแค่เงินที่สะสมไว้จากค่าขนมของพ่อกับแม่เท่านั้นเอง
“งั้นแค่ไปส่งฉันขึ้นรถเมล์ที่ไปสายใต้ได้ไหม”เสียงฉันอ่อนลง
“ไม่รู้จักทางกลับบ้านแล้วตอนแรกเธอมาอยู่กรุงเทพฯได้ยังไง” คำถามทำฉันอึ้งไป เพราะเมื่อนึกถึงจุดเริ่มต้นมันไม่น่าจำนัก
“ขอร้องล่ะช่วยพาฉันไปทีเถอะ นะเ้าแกะน้า” ฉันยืนกรานด้วยสีหน้าเศร้าหวังว่าเขาจะใจอ่อนช่วยฉันสักนิด
เขามองหน้าฉันสักพักถอนหายใจออกมา
“แค่สายใต้นะ” เขาย้ำ
“หรือจะไปถึงภูเก็ตเลยก็ได้นะที่นั่นน่าไปเที่ยวมากเลย ทะเลสวย อาหารอร่อย ฉันให้พักที่บ้านฟรีเลย” ฉันยิ้มกว้าง ถ้าเขาไปถึงภูเก็ตเลยก็ดีสิ
“วึ่นวือชะมัด” เขาบ่นพึมพำ ฉันหน้ามุ่ย ‘วึ่นวือ’ มันคืออะไรนะ แต่ดูจากท่าทางกับสีหน้าของเ้าแกะแล้วเหมือนจะเห็นฉันเป็พวกจุ้นจ้านงั้นแหละ
“ไม่เป็ไร งั้นฉันไปเองขอบคุณเื่ที่ช่วยฉันไม่ให้โดนรถชนอีกครั้งนะ” ฉันบอกเขาแล้วหันหลังกลับ
ในเมื่อเลือกจะออกมาแล้วฉันควรที่จะทำอะไรด้วยตัวเองจริงจังสินะ เอาล่ะลองดูว่าฉันจะมีหนทางไปสายใต้ได้ไหม
แต่แล้วฉันก็รู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เดินคนเดียวเมื่อมองด้านข้าง เ้าแกะก็เดินออกมาด้วยกัน
“เออ ไปก็ไป” ไม่พูดเปล่าเขายังเดินนำไปโบกรถแท็กซี่ให้จอด ฉันมองตาปริบๆ
“ยืนอยู่ทำไมล่ะมิเตอร์มันหมุนแม้แต่ตอนจอดนะเฮ้ย มาขึ้นรถสักทีสิ” เขาหันมาบอกก่อนจะเดินเข้าไปนั่งในรถก่อน ฉันสูดลมหายใจเต็มปอด
นี่เขายอมไปด้วยจริงๆเหรอ โอ๊ยย เ้าแกะใจดีจัง