บทที่ 10วิชายุทธ์
หลิงเฟิงไม่สนใจสายตารอบข้างเขาเดินตรงไปหยุดต่อหน้าเฉาเฟิง และหลี่ชิงเสวี่ยก่อนจะประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม
"ศิษย์หลิงเฟิงคารวะท่านผู้ฝึกสอนเฉา และศิษย์พี่ชิงเสวี่ยขอรับ"
เด็กหนุ่มมีอายุเพียงสิบห้าปีรูปร่างยังเติบโตไม่เต็มที่ แต่ท่วงท่ากลับสงบนิ่งเกินวัยดวงตาคมปลาบดุจเหยี่ยวและแฝงความหยิ่งทะนงจนคนมองรู้สึกอึดอัด
เฉาเฟิงเหลือบมองเล็กน้อยโดยไม่เอ่ยปากตอบเขาขยับกายก้าวไปใจกลางลานฝึกทันที
"วิชายุทธ์คือทักษะสำหรับเอาชนะศัตรูรักษาชีวิต และสังหารคู่ต่อสู้ในยามจำเป็น"
เสียงของเขากังวานใสชัดเจนไปทั่วลานฝึก
"ในการต่อสู้เสี่ยงตายหมัดเจ้าต้องดุดันกว่าพยัคฆ์ เท้าต้องเร็วกว่ากระต่าย มือต้องคล่องแคล่วกว่าวานรสายตาต้องแม่นยำกว่าอินทรี และกล้ามเนื้อกระดูกต้องแข็งแกร่งกว่าศิลา"
"หมัดสิบสองรูปแบบคือรากฐานของพรรคเจ็ดดาราเมื่อฝึกฝนถึงขั้นสูง ร่างกายจะพลิ้วไหวดุจหลิวต้องลม กรงเล็บฉีกศิลาได้ดั่งพยัคฆ์ฝ่ามือสะเทือนต้นไม้ใหญ่ได้ดั่งหมีดำ”
“ยิ่งไปกว่านั้นวิชานี้ยังช่วยหล่อเลี้ยงปราณโลหิต ขัดเกลากล้ามเนื้อ และกระดูก”
“เมื่อปราณโลหิตเข้มข้นดุจปรอทเจ้าจึงจะสามารถเคาะเปิดประตูสู่วิถียุทธ์ได้ กระบวนการนี้เรียกว่าการบำรุงโลหิตและเป้าหมายของพวกเจ้าคือการทะลวงเข้าสู่ขั้นบำรุงโลหิต!"
สายตาคมกล้ากวาดผ่านฝูงชนบรรยากาศเกียจคร้านของชายขี้เมามลายหายไปในพริบตาราวกับพยัคฆ์ร้ายที่หลับใหลลืมตาตื่นขึ้นมา ไม่มีผู้ใดในลานกล้าสบตาเขาตรงๆ
"วันนี้ข้าจะแสดงหมัดสิบสองรูปแบบตั้งแต่ต้นจนจบพร้อมอธิบายเคล็ดวิชาทุกท่า จงดูให้ชัด ฟังให้ดี และจำให้ขึ้นใจส่วนจะทำความเข้าใจได้มากน้อยเท่าใด ก็ขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของพวกเจ้าแล้ว"
ทั่วทั้งลานฝึกเงียบสงัดจนได้ยินแม้แต่เสียงลมหายใจ
"โฮก!"
เสียงคำรามต่ำดังออกจากลำคอของเฉาเฟิงก่อนจะยกระดับเสียงสูงขึ้นคล้ายมังกรทะยานข้ามเมฆา
เพียงแค่เขาตั้งท่าเริ่มกระแสอากาศรอบกายก็ม้วนตัว แรงกดดันอันหนักหน่วงแผ่กระจายออกไปโดยรอบ
จนคนที่ยืนอยู่ใกล้รู้สึกอึดอัดคล้ายมีก้อนหินทับหน้าอกต้องพากันถอยร่นไปหลายก้าวจึงจะยืนได้อย่างมั่นคง
"ลดเอวหุบไหล่ เก็บอก!"
"หมัดออกดุจตะไบเหล็กชักกลับดั่งตะขอ! ศอกไม่ห่างชายโครง มือไม่ห่างหัวใจ!"
"รูปแบบมังกรมีท่วงท่าสยบมังกรขดแล้วคลาย ขึ้นลงเปลี่ยนแปลงไม่สิ้นสุด"
"รูปแบบพยัคฆ์คือเสือหมอบออกจากถ้ำพุ่งตะครุบเหยื่อ ใช้สะโพกชนและใช้หางกวาด!"
"รูปแบบวานรรู้จักเก็บแรงคล่องแคล่วดุจลิงกระโจนข้ามภูผา!"
"ทุกก้าวคือหลักทุกหมัดมีเจตจำนง!"
ร่างของเฉาเฟิงเคลื่อนไหวไปพร้อมกับเสียงอธิบาย
บางคราวกระบวนหมัดคดเคี้ยวดุจอสรพิษฉกออกจากถ้ำบางคราวดุดันราวกับพยัคฆ์ร้ายลงจากภูเขา เมื่อจบแต่ละรูปแบบเขาจะหยุดอธิบายวิธีหายใจ การวางเท้า และเส้นทางส่งแรงโดยไม่มีการปิดบัง
ท่วงท่าดูเชื่องช้าจนมองเห็นชัดเจนทุกองศาแต่หมัดและเท้าที่วาดผ่านกลับฉีกอากาศจนเกิดเสียงหวีดหวิวจากเสียงคล้ายผ้าไหมขาดค่อยๆ กลายเป็นเสียงแส้เหล็กฟาดสับดังเปรี๊ยะ
กระแสลมหมุนเวียนเปลี่ยนรูปร่างตามกระบวนท่าบางครั้งคล้ายม้าควบตะบึง บางครั้งคล้ายงูเลื้อย มันแสดงจิตวิญญาณของสิบสองรูปแบบออกมาอย่างสมบูรณ์
ลู่เฟิงเบียดกายอยู่แถวหน้าดวงตาเบิกกว้างไม่กะพริบ เขาจดจำแม้กระทั่งมุมปลายนิ้ว และตำแหน่งของปลายเท้าทุกกระบวนท่าซ่อนหลักการลึกล้ำ
คนอื่นๆก็จดจ่อไม่ต่างกัน บ้างขมวดคิ้วคิดตาม บ้างพึมพำทบทวนราวกับทั้งโลกเหลือเพียงร่างที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่กลางลาน
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูปเฉาเฟิงก็จบกระบวนท่าด้วยท่าหมีเข้าประจัญสองฝ่ามือผลักออกไปด้วยพลังหนักแน่นดุจขุนเขา
ยามเก็บหมัดกลับเขายืนเหยียดตรงราวกับต้นสน สีหน้าไม่เปลี่ยน และลมหายใจยังคงสม่ำเสมอราวกับการร่ายรำหมัดอันดุดันเมื่อครู่เป็นเพียงการยืดเส้นยืดสายธรรมดา
เขาเดินช้าๆพลางกล่าวต่อ
"สิบสองรูปแบบไม่ใช่สิบสองวิชาหากรูปแบบหมีถึงขั้นเชี่ยวชาญ เจ้าจะได้พลังดุจยอดผาตั้งตรง และหัวไหล่กวาดขวาง”
“รูปแบบวานรทำให้ร่างกายคล่องแคล่วรูปแบบอสรพิษยืดหด และหมุนตัวรวดเร็ว อย่ามักมาก อย่ารีบร้อนจงเลือกเพียงหนึ่งรูปแบบแล้วฝึกฝนให้ลึกซึ้งเหมือนช่างศิลาสลักแท่งหินใช้หยาดเหงื่อนับไม่ถ้วนคอยขัดเกลา"
"เมื่อชำนาญหนึ่งรูปแบบย่อมเข้าใจรูปแบบอื่นได้ง่าย หากรูปแบบแรกยังติดขัดการฝึกส่วนที่เหลือก็ยากจะสำเร็จ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ท่าหมัดแต่เป็นท่ายืนใต้ฝ่าเท้า และวิธีหายใจ”
“ท่ายืนคือรากของไม้ใหญ่การหายใจคือสายน้ำเชี่ยว เมื่อทั้งสองผสานเข้ากับหมัดเจ้าจึงจะสามารถนำปราณโลหิตทั่วร่างมารวมกันดุจแม่น้ำไหลสู่ทะเลก่อเกิดเป็นพลังปราณโลหิตอันไพศาล"
ถ้อยคำเหล่านั้นเหมือนการทุบโซ่ตรวนในหัวของลู่เฟิงหลักการในตำราที่เคยพร่ามัวพลันสว่างกระจ่างแจ้งประตูสู่โลกแห่งวิถียุทธ์เปิดต้อนรับเขาตรงหน้าแล้ว
เฉาเฟิงรับไม้ไผ่เขียวความยาวสามฉื่อมาจากหลี่ชิงเสวี่ยเขากวาดสายตามองฝูงชน ก่อนจะชี้ตรงไปยังเด็กหนุ่มร่างผอมคนหนึ่ง
"เจ้าออกมา"
เด็กหนุ่มหน้าถอดสีเดินขาสั่นพั่บๆ ออกมาหน้าแถว
"อยู่ที่นี่มานานเท่าใดแล้ว?"
"ครึ่งเดือนขอรับ"
"เช่นนั้นแสดงหมัดสิบสองรูปแบบให้ข้าดูช้าๆหากตรงไหนผิด ข้าจะช่วยแก้ให้"
คำว่าช่วยแก้ของผู้ฝึกสอนทำให้เด็กหนุ่มเหงื่อผุดซึมเต็มแผ่นหลัง
เขาตั้งท่าแล้วเริ่มร่ายรำหมัดทว่าเพิ่งถึงท่าที่สิบห้า ไม้ไผ่ในมือของเฉาเฟิงก็ฟาดเปรี้ยงเข้าที่น่องซ้ายทันที
เด็กหนุ่มสะดุ้งโหยงจนแทบกระโดด
"เมื่อเท้าซ้ายก้าวออกต้องลดเอวลงเป็นท่ายืนม้า และส่งหมัดขวาในจังหวะเดียวกัน!เรียนมาครึ่งเดือนยังผิดพลาดเช่นนี้สิ่งที่ข้าพร่ำสอนมันไหลเข้าสมองสุนัขหมดแล้วรึ?!"
เด็กหนุ่มขอบตาแดงก่ำแต่ไม่กล้าเถียงได้แต่ฝืนใจฝึกต่อไป
เมื่อมุมหมัดผิดพลาดไม้ไผ่จะเคาะเข้าข้อมือ เมื่อฝีเท้ายุ่งเหยิง มันจะฟาดเข้าที่ข้อเท้า
เฉาเฟิงคอยปรับแก้ทีละจุดพร้อมคำตำหนิอย่างไร้ความปรานีกว่าจะร่ายจบกระบวนท่า เด็กหนุ่มโดนฟาดไปถึงเก้าครั้ง
รอยแดงนูนเด่นชัดขึ้นบนผิวน้ำตาไหลพรากโดยไม่อาจกลั้น ผู้ชมรอบข้างรู้สึกหนาววาบ ไม่กล้าละสายตาแม้แต่น้อย
หลังจากนั้นมีคนถูกเรียกออกมาอีกหกคนคนที่ทำได้ดีที่สุดยังโดนหวดไปอย่างน้อยสามที เสียงไม้กระทบเนื้อดังเผียะๆเป็นระยะจนคนฟังหนังศีรษะชาวาบ
ดวงตะวันค่อยๆคล้อยต่ำลงสู่ทิศตะวันตก ในที่สุดสายตาของเฉาเฟิงก็หยุดลงที่กลุ่มของลู่เฟิง
"แปดคนที่เพิ่งเข้าพรรควันนี้ออกมาให้หมด"
ลู่เฟิงจ้าวเทียนซิง และเพื่อนใหม่รวมแปดคนเดินออกมายืนเรียงแถวด้วยความกระสับกระส่าย
เฉาเฟิงยกไม้ไผ่เขียวขึ้นชี้ตรงมาที่ลู่เฟิง
ลู่เฟิงชะงักไปเล็กน้อยก่อนจะแอบขยับกายไปทางขวาสองก้าว
ปลายไม้ไผ่เลื่อนตามมาทันที
เขาขยับกลับไปทางซ้ายมันก็ยังคงชี้ตรงมาไม่คลาดสายตา
ลู่เฟิงจึงตัดสินใจถอยหลังไปหนึ่งก้าวแล้วเอื้อมมือดึงร่างของจ้าวเทียนซิงเข้ามาบังไว้ด้านหน้าแทน
จ้าวเทียนซิงถึงกับเงียบงันพูดยังไงก็พูดไม่ออกและฝูงชนทั่วทั้งลานฝึกก็เงียบกริบลงเช่นกัน!