สามวันต่อมา
ทองได้ใช้เวลาสามวันมานี้ บอกลาเพื่อนบ้านและคนจากหอโคมแดง
“ทอง เ้าจะไม่เป็อะไรแน่นะ” เกสรกล่าวอย่างเป็ห่วงเป็ใย ทองยังเป็เพียงเด็กชาย ที่อายุเพียงหกขวบเท่านั้น กลับต้องเดินทางไปเยี่ยมปู่ที่ต่างเมืองเพียงคนเดียว
“ไม่เป็อะไรหรอกขอรับพี่สาว”
“ถ้าเช่นนั้นเ้าก็ระวังตัวด้วยล่ะ ข้างนอกนะมีแต่พวกหน้าซื่อใจคด เ้าอย่าหลงเชื่อพวกมันง่ายอย่างที่เชื่อเ้าไกรล่ะ”
“แน่นอนขอรับ” ทองตอบออกมาอย่างมั่นใจ
เกสรหยิบห่อผ้าออกมาห่อหนึ่ง ก่อนที่จะยัดเข้าไปในมือทองอย่างรวดเร็ว “นี่เป็เงินค่าเดินทาง เ้าเป็เด็กอีกทั้งตัวคนเดียว หากไม่จำเป็อย่าเอาเงินส่วนนี้ออกมาใช้เด็ดขาดนะ พี่จะให้เ้าไว้ใช้ยามจำเป็เท่านั้น”
ทองหยิบมันเข้ากระเป๋าโดยไม่แม้แต่จะดู มันสาบานต่อตนเองแล้วว่า หากภายภาคหน้าพี่สาวคนนี้จะลำบาก ไม่ว่าด้วยเื่อะไร แต่มันก็จะช่วยอย่างเต็มกำลัง ตอบแทนความหวังดีนี้
ทองยิ้ม “ถ้าเช่นนั้นพี่สาวข้าขอลาก่อนนะขอรับ”
กล่าวจบมันก็เดินทางออกจากตรงนั้นทันที มันมุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมือง เพราะที่แห่งนั้นมันเกวียนคาระวานพ่อค้าที่มุ่งหน้าลงใต้
เมื่อมันมาถึงมันก็เห็นพ่อค้าเร่คนหนึ่งตั้งแผงลอย ให้นักเดินทางติดตามไปด้วย
“ท่านพ่อค้า ท่านผ่านเมืองคีรีย์หรือไม่” ทองถามด้วยความน่าเอ็นดู
พ่อค้ากำลังจดบัญชีสินค้าเงยหน้ามามอง ก็เห็นเพียงเด็กน้อยอายุประมาณหกขวบ ก็นึกว่ามาถามเล่นประสาเด็ก จึงโบกมือไล่ทำนองว่าไปให้พ้นๆ
เมื่อเห็นว่าพ่อค้ามีท่าทีไม่สนใจตนเช่นนี้ ทองก็นำหนังสืออนุญาตเดินทางที่ท่านนายอำเภอทำให้ออกมาวางไว้บนโต๊ะ ให้พ่อค้าเร่ผู้นั้นเห็น
เมื่อพ่อค้าเร่ผู้นั้นเห็นหนังสือเดินทาง ก็เข้าใจว่าทองจะออกไปยังนอกเมืองจริงๆ เงยหน้าขึ้นกวาดสายตาของเขา มองหาพ่อแม่ของเด็กผู้นี้
“พ่อแม่เ้าอยู่ที่ใดรึ?” เมื่อไม่เห็นวี่แววของบุคคลที่ท่าทางจะเป็พ่อแม่ของเด็กผู้นี้ พ่อค้าเร่ก็ถามอย่างสงสัย
ทองส่ายศีรษะ “ข้าออกเดินทางมาคนเดียว ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าไม่ว่าง ข้าจึงต้องไปเยี่ยมญาติที่เมืองคีรีย์คนเดียว”
พ่อค้าได้ยินทองตอบเช่นนั้นก็ส่ายศีรษะ การปล่อยให้เด็กตัวเล็กๆเช่นนี้เดินทางคนเดียว ซึ่งเป็พ่อแม่ที่แย่จริงๆ
พ่อค้าเร่ตอบอย่างเฉื่อยชา “คาระวานในละแวกนี้ ไม่มีคาระวานใดไปเมืองคีรีย์ แต่ว่าจะผ่านเมืองท่าเพชร ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน เ้าสามารถจ้างเกวียนต่อ ไปยังเมืองคีรีย์ได้”
เมื่อได้ฟังเช่นนั้นทองก็มีสีหน้าเสียดาย มันคิดว่าท่าหากมันได้อาศัยคาระวานที่มุ่งตรงไปยังเมืองคีรีย์เลย มันจะได้ไม่ต้องเสียเงินหลายต่อ แต่ว่ามันก็ไม่อิดออด “ตกลงว่าแต่ข้าจะต้องเสียค่าร่วมเดินทางเท่าไร”
ความจริงแล้วการร่วมคาระวานพ่อค้าเร่ หากเป็ชายหนุ่ยก็จะไม่ต้องเสียค่าเดินทาง หากเป็หญิงสาวชายชราและเด็ก จะต้องเสียค่าร่วมเดินทางตามความเห็นสมควรของผู้นำคาระวาน
พ่อค้าเร่ผู้นั้นพิจารณา “สองตำลึง”
ทองได้ฟังเช่นนั้นก็ตาโต “หนึ่งตำลึงได้รึไม่ขอรับ”
“ไม่ถ้าอย่างนั้นข้าลดให้เหลือหนึ่งตำลึงสามบาท”
“มันก็ยังแพงไปสำหรับข้าอยู่นะขอรับ”ทองส่งสายตาเว้าวอน “หนึ่งตำลึงสองบาทได้รึไม่ขอรับ”
พ่อค้าในคราแรกคิดจะยืนยันคำเดิม แต่ก็เห็นสายตาเว้าวอนของทองก็อดเห็นใจไม่ได้
“ก็ได้ หนึ่งตำลึงสองบาท”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นทองก็ะโร้องอย่างดีใจ ยื่นเงินหนึ่งตำลึงสองบาทให้ทันที หลังจากนั้นพ่อค้าเร่ก็ทำหนังสือสัญญาส่งให้ทอง
“อีกครึ่งก้านธูปคาระวานจะออกเดินทาง หากเ้ามีอะไรที่ต้องไปจัดการ ก็รีบจัดการเสีย หากไม่ ก็ไปรออยู่ตรงนั้น”
ทองพยักหน้าอย่างเข้าใจ ตัวมันในตอนนี้ไม่มีเื่ใดต้องจัดการแล้ว เพราะในสองสามวันมานี้มันได้จัดการทุกอย่างเสร็จหมดแล้ว
มันไปนั่งอยู่ที่หน้ากองคาระวาน มันนั่งอยู่สักพัก ก็เห็นเด็กหญิงหนึ่ง แก่นแก้วกะโหลกกะลา เล่นปีนป่ายต้นไม้ยังกับเด็กชายไม่มีผิด ข้างล่างมีชายผู้หนึ่ง ยืนมองอย่างห่วงๆ แต่กลับไม่กล้าเข้าไปห้ามปราม
เด็กชายเห็นอย่างนั้น ก็อดเข้าไปเตือนไม่ได้ “แม่หญิงน้อย เ้าเป็สตรี เหตุใดจึงมาเล่นผาดโผนอย่างนี้ เ้ารู้ไม่ว่ามันอันตรายแค่ไหน”
เด็กสาวเมื่อได้ฟังเช่นนั้นก็อดขุ่นข้องใจมิได้ “ข้าจะทำอะไร แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเ้าด้วย ปีนี้ข้าก็เจ็ดขวบปีแล้วนะ เหตุเ้าจึงกล้ามาเรียกข้าว่าแม่หญิงน้อย แล้วเ้าล่ะอายุเท่าไรกันเชียว”
เมื่อทองได้ยินว่านางอายุมากตนก็ต้องเสียหน้า “ข้า.. ข้าอายุมากพอที่จะเดินทางไปต่างเมืองคนเดียวก็แล้วกัน” ก่อนจะยิ้มเย้ยหยัน “ข้าไม่เหมือนกับเ้าที่ต้องเดินทางไปไหนมาไหนแล้วให้ผู้อื่นดูแลด้วยหรอก”
เมื่อได้ฟังคำพูดของทอง เด็กหญิงก็โกรธมาก “เ้า... ข- ข้า- ข้าก็เดินทางไปไหนมาไหนคนเดียวเช่นกัน ส่วนคนผู้นี้เป็ใครที่ไหนก็ไม่รู่ ชอบมายุ่งเื่ของข้า ในขณะที่ข้าไม่้า”
ทองทำท่าไม่รู้ไม่ชี้ มันขี้เกลียดต่อความยาวสาวความยืดกับเด็กไม่รู้จักโตผู้นี้ มันทราบได้ทันทีหลังจากที่พูดคุยกับแม่หญิงน้อยนางนี้ นางจะต้องมีบิดาเป็เศรษฐีอย่างแน่นอน และการมีเื่กับบรรดาลูกเศรษฐีก็จะมีแต่เื่ยุ่งยากตามมา
ทองกลับไปนั่งที่เดิม มันมองดูมด ที่เดินไปมาอย่างกระวนกระวายไม่เป็ระเบียบ หอบไข่ของพวกมันปีนขึ้นต้นไม้ตัวแล้วตัวเล่า
“ฝนจะตกอย่างนั้นรึ ไม่สิพายุจะเข้ามากกว่า แล้วข้าจะทำอย่างไรดีนะ” ทองคิดกับตนเองอย่างลืมตัว ถ้าหากมันอยู่บ้าน มันจะต้องเตรียมเก็บข้าวของเสื้อผ้า แต่ว่าตอนนี้มันกำลังจะเดินทางไปกับคาระวาน มันไม่รู้จะต้องทำเช่นไรดี
มันจึงเดินไปหาพ่อค้าอย่างรวดเร็ว
“ท่านพ่อค้าเร่ เกวียนตัวไหนสามารถกันพายุได้มั่ง ขอรับ”
พ่อค้าเร่มองทองอย่างงุนงงเงยหน้ามองท้องฟ้า ที่แดดกำลังจ้า จนเกือบจะแผดเผาร่างกายได้ “เ้าหนู ทำไมเ้าช่างเื่มากเสียจริง ฟ้าแจ้งจางปากเช่นนี้ เ้ากลับกลัวพายุ ข้าว่าเ้านะลองไปหาหมอบ้างมั่งนะ”ก่อนจะโบกไล่ตามมา
ทองไม่ย่อท้อ “ท่านพ่อค้าเร่ ข้าถามท่านจริงว่าเกวียนตัวไหนกันลมพายุได้ ข้าััได้ว่าจะมีพายุใหญ่กำลังมาเหตุใดท่านไม่เปลี่ยนผ้าคุมเกวียนเป็แบบกันฝนกันพายุล่ะ”
พ่อค้าเร่ส่ายศีรษะอย่างเหนื่อยหน่าย มันรู้สึกว่าไม่หน้าให้ไอเ้าตัวยุ่งนี่ “ถ้าหากเ้า้าเกวียนกันลมกันพายุมานักแล้วละก็ ข้าอนุญาตให้เ้าไปนอนที่เกวียนเก็บขนแกะก็แล้วกัน”
ทองเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ไม่รีรอ มุ่งหน้าไปดูเกวียนเก็บขนแกะอย่างดีใจ
ทองลองเข้าไปนั่งในนั้น ในกว้างพอที่ให้ผู้ใหญ่คนหนึ่งนอนได้สบายๆ แล้วยิ่งเป็เด็กน้อยเช่นมันแล้วละก็ ไม่ต้องพูดถึง ต่อให้มีมันสามคนเข้ามาอยู่พร้อมกันก็ไม่อึดอัด เพียงแต่ว่าเนื่องจากผ้าคุมเกวียนหนาไปหน่อยจึงทำให้รู้สึกร้อนอยู่บ้าง
ในขณะนั้นเอง มันก็เห็นแม่หญิงตัวน้อยนั้นเดินผ่านมา ด้วยความเห็นใจมันจึงเอ่ยชักชวน “แม่หญิงน้อย เ้าเข้ามาพักในนี้สิ ขนแพะนี้ก็นุ่ม หากมีลมพายุเข้า เ้าจะได้นอนหลับสบายไม่เป็ไข้จากลมหนาว ข้านะมีวิชาสื่อสารกับสิ่งมีชีวิตต่างๆได้ เมื่อครู่ข้าได้ลองคุยกับพวกมดดู พวกมันบอกว่าไม่เกินคืนนี้ จะมีพายุเข้า เ้านะไม่เข้ามาหลบพายุกับข้าล่ะ”ทองพยายามโน้มน้าว
เด็กสาวเห็นเด็กชายคนที่ยั่วโมโหนางเมื่อครู่ กล่าววาจาพิกลพิการ ก็ตอบด้วยน้ำเสียงดูิ่ “เฮอะ จะมีพายุเข้าอย่างนั้นหรอ เ้าฝันไปรึเปล่าฟ้าแจ้งจางปางเช่นนี้ หากไม่มีใครเป็ลมตายเพราะแดดก็นับว่าดีเท่าไรแล้ว แต่เ้ากลับบอกว่าพายุจะเข้า ถ้าข้าเชื่อเ้านะ ข้ายอมเป็ลูกเต่าดีกว่า เชิญเ้าอยู่ในที่ร้อนๆแบบนั้นคนเดียวเถอะ ข้าจะมาหาเกวียนที่นั่งแล้วสุขสบาย ลมพัดเข้าออกอย่างสะดวก ดีกว่า”
เมื่อกล่าวจบนางก็เดินจากไป เสียงของทองเอ่ยอย่างเป็ห่วง “แม่นางน้อยข้าเตือนเ้าแล้วนะ อย่างน้อยเ้าหาเกวียนที่บังลมฝนได้บ้างก็ยังดี เ้าจะได้ไม่เป็หวัด”
แต่ว่าคำพูดหวังดีของทองเหมือนราดน้ำมันเข้ากองเพลิง เด็กหญิงเดินขยี้เท้า บอกกับผู้ติดตาม “เฒ่าพิเชษพาข้านั่งเกวียนที่กันแดดเพียงอย่างเดียวพอ”
ผู้ติดตามคนนั้นยิ้มเจื่อนๆแต่ก็ทำตามอย่างไม่อิดออด..