ราชันหมื่นอักขระ

จารึกที่ 434 : ดวลเจตจำนงบนซากบรรพกาล

จารึกที่ 434 : ดวลเจตจำนงบนซากบรรพกาล : กระบี่ราชันย์และพู่กันสูญตา


เมื่อแสงตะวันเริ่มคล้อยต่ำลง ทอดเงายาวพาดผ่านซากปรักหักพังของสมรภูมิเบื้องล่าง บนดาดฟ้าของนาวาเซียนบรรพกาล บรรยากาศกลับถูกกดทับด้วยความหนาวเหน็บที่เสียดแทงทะลุวิญญาณ มิติรอบด้านบิดเบี้ยวจนภาพวิหารสุริยันจันทราเบื้องล่างกลายเป็นเพียงเงาเลือนลาง กฎเกณฑ์แห่งระดับข้ามผ่านมหายานจุดสูงสุดของตี้เทียนอู๋ แผ่ขยายออกมาราวกับข่ายใยที่มองไม่เห็น รัดรึงทุกสรรพสิ่งบนดาดฟ้าเรือให้จมดิ่งสู่ความสิ้นหวัง


"เจ้ารอดชีวิตจากการปะทะกับเศษซากเจตจำนงของข้า และโอหังถึงขั้นกล้าเหยียบย่ำขึ้นมาบนนาวาของบรรพชน..." ตี้เทียนอู๋ก้าวเดินลงมาจากบัลลังก์กระดูกมังกร ทุกย่างก้าวทำให้พื้นกระดูกใต้เท้าเกิดรอยร้าว กระบี่สีเลือดในมือของเขาหยดโลหิตแห่งการกลืนกินลงมาไม่ขาดสาย "วันนี้ ข้าจะให้เจ้าได้ประจักษ์ว่า ความว่างเปล่าของเจ้า มันช่างเปราะบางเพียงใดเมื่ออยู่ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริง!"


ผู้อาวุโสคุมกฎทั้งสิบคนที่ล้อมรอบอาเจียอยู่ ต่างชักอาวุธและถอยร่นออกไป พวกเขารู้ดีว่าเมื่อผู้นำตระกูลลงมือด้วยตนเอง ผู้ใดที่อยู่ใกล้รัศมีจะถูกบดขยี้ไปด้วย


อาเจียยืนนิ่งอยู่กลางวงล้อม ชุดคลุมสีครามพัดพลิ้ว พู่กันนิรันดร์ในมือขวาทอประกายแสงสีเทาหม่น นัยน์ตาสูญตาของเขามิได้จับจ้องไปที่คมกระบี่ของศัตรู ทว่าเพ่งมองลึกลงไปในเจตจำนงที่แผ่ซ่านออกมา


"พลังอำนาจที่สร้างจากการกลืนกินผู้อื่น ย่อมมีจุดสิ้นสุด" อาเจียตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "ท่านครอบครองปราณระดับสูงสุด แต่รากฐานวิถีเต๋าของท่านกลับกลวงโบ๋... หากปราศจากการสูบเลือดเนื้อ ท่านก็เป็นเพียงคนขี้ขลาดที่ซ่อนตัวอยู่หลังกำแพงกฎเกณฑ์"


"หุบปาก!"


ตี้เทียนอู๋ตวาดลั่น โทสะที่ถูกกระตุ้นทำให้กระบี่สีเลือดในมือระเบิดพลังออก เขาตวัดกระบี่ฟาดฟันอากาศธาตุ


"เจตจำนงกลืนสวรรค์... กระบี่ผ่าเอกภพ!"


แสงกระบี่สีเลือดขนาดยักษ์พุ่งทะยานออกไป มันมิใช่เพียงปราณกระบี่ที่คมกริบ แต่มันคือการบีบอัดกฎเกณฑ์แห่งการทำลายล้าง มิติที่แสงกระบี่พาดผ่านถูกฉีกขาดเป็นทางยาว พุ่งตรงเข้าหมายจะผ่าร่างของอาเจียออกเป็นสองซีกพร้อมกับกลืนกินวิญญาณ


แรงกดดันมหาศาลตรึงร่างของอาเจียไว้กับที่ หากเป็นผู้ฝึกตนระดับหลอมความว่างเปล่าทั่วไป คงไม่อาจแม้แต่จะขยับนิ้ว และต้องถูกบดขยี้ในพริบตา ทว่าอาเจียมิใช่ผู้ฝึกตนธรรมดา


ทารกวิญญาณสูญตาในห้วงตันเถียนประสานอินอย่างรวดเร็ว วงแหวนสามธาตุเร่งเร้าพลังสูงสุด อาเจียไม่ได้พยายามดิ้นรนเพื่อหลบหนี เพราะเขารู้ดีว่าความเร็วของเขาไม่อาจสู้กฎเกณฑ์ระดับมหายานได้ เขาจึงเลือกที่จะ 'เผชิญหน้า'


"สูญญตา... ไร้รูปไร้สภาพ!"


อาเจียตวัดพู่กันนิรันดร์ วาดอักขระ 'ลวง' (幻) ขึ้นเบื้องหน้า อักขระสีเทาเปล่งแสงวาบก่อนจะสลายตัวไปในอากาศ


ตูมมมม!


กระบี่สีเลือดผ่าร่างของอาเจียขาดสะบั้น!


ผู้อาวุโสคุมกฎรอบด้านเผยรอยยิ้มเย้ยหยัน ทว่ารอยยิ้มนั้นก็ต้องแข็งค้าง เมื่อร่างของชายหนุ่มที่ถูกผ่าครึ่ง กลับไม่มีหยดเลือดแม้แต่หยดเดียว ร่างนั้นค่อยๆ เลือนหายไปราวกับหมอกควัน มันคือวิถีแห่งสูญญตาที่หลอกลวงประสาทสัมผัสและกฎเกณฑ์ของศัตรูในชั่วเสี้ยวลมหายใจ!


"วิชามายากระจอกงอกง่อย!" ตี้เทียนอู๋แค่นเสียง เขาไม่หันไปมองรอบด้าน แต่กลับกระทืบเท้าลงบนพื้นดาดฟ้าอย่างรุนแรง


ครืนนนน!


คลื่นกระแทกสีเลือดแผ่ขยายออกไปเป็นวงกว้าง บีบคั้นมิติทุกตารางนิ้วบนดาดฟ้าเรือ บังคับให้ร่างของอาเจียที่ซ่อนตัวอยู่ในความว่างเปล่า ต้องปรากฏตัวขึ้นห่างออกไปเพียงสิบก้าว


"จับตัวได้แล้ว!" ตี้เทียนอู๋พุ่งพรวดเข้าประชิดตัวด้วยความเร็วที่เหนือล้ำ กระบี่สีเลือดแทงทะลวงเข้าที่ตำแหน่งหัวใจของอาเจียอย่างแม่นยำ


ในเสี้ยววินาทีแห่งความเป็นความตาย อาเจียไม่ได้ถอยหลบ เขาใช้ปลายพู่กันนิรันดร์จี้ไปที่ด้านข้างของคมกระบี่สีเลือด


"จารึกแทรกแซง... สูญญตาเบี่ยงเบน!"


แกร๊ง!


เสียงโลหะปะทะกันดังกังวาน พู่กันที่ดูอ่อนนุ่มกลับสามารถเบี่ยงเบนวิถีของกระบี่ระดับราชันย์เซียนออกไปได้ฉิวเฉียด ปลายกระบี่เฉียดผ่านไหล่ซ้ายของอาเจียไปเพียงคืบ ทว่ากลิ่นอายแห่งการกลืนกินที่แฝงมากับกระบี่ ก็กรีดเสื้อคลุมสีครามจนขาดวิ่น และทิ้งรอยแผลลึกไว้บนหัวไหล่ เลือดสีแดงสดพุ่งกระเซ็น


อาเจียกัดฟันข่มความเจ็บปวด เขาอาศัยแรงเหวี่ยงจากการเบี่ยงเบนกระบี่ หมุนตัวเตะสวนกลับเข้าที่สีข้างของตี้เทียนอู๋ ปราณเซียนแท้ที่อัดแน่นด้วยความว่างเปล่ากระแทกเข้ากับเกราะจักรพรรดิสีเลือด


ปัง!


ตี้เทียนอู๋ผงะถอยไปครึ่งก้าว นัยน์ตาสีเลือดเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ "เจ้าสามารถสัมผัสเกราะของข้าได้โดยไม่ถูกกลืนกินปราณ?"


"ข้าบอกท่านแล้ว... พลังแห่งการกลืนกินของท่าน ไร้ผลเมื่ออยู่ต่อหน้าความว่างเปล่า" อาเจียถอยร่นออกมารักษาระยะห่าง บาดแผลที่ไหล่ซ้ายไม่ได้ถูกกลืนกินปราณวิญญาณ เพราะปฐมอาณาเขตของเขาสกัดกั้นพิษร้ายนั้นไว้ได้ทัน


"หึ! ปากดีนัก! ข้าจะดูว่าเจ้าจะทนได้สักกี่กระบี่!" ตี้เทียนอู๋ระเบิดหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง เขาเริ่มร่ายรำกระบี่ด้วยท่วงท่าที่ดุดันและไร้ปรานี แสงกระบี่สีเลือดนับแสนสายถักทอเป็นตาข่ายมรณะ ครอบคลุมพื้นที่ทุกตารางนิ้ว ไม่มีช่องว่างให้หลบหนี ไม่มีที่ว่างให้ซ่อนตัว


อาเจียตกอยู่ในสภาวะตั้งรับอย่างสมบูรณ์แบบ เขาใช้พู่กันนิรันดร์วาดอักขระสูญตาเพื่อสลายและเบี่ยงเบนการโจมตีอย่างสุดกำลัง ทว่าความห่างชั้นของพลังปราณก็เริ่มแสดงผล บาดแผลบนร่างกายของเด็กหนุ่มเพิ่มขึ้นทีละรอย เลือดสดๆ หยดลงบนพื้นกระดูกขาวโพลน


ปฏิกิริยาสะท้อนกลับจากการฝืนใช้ปฐมอาณาเขตต้านทานกฎเกณฑ์ระดับมหายานอย่างต่อเนื่อง เริ่มทำให้เส้นชีพจรของเขาปวดร้าวประหนึ่งถูกเข็มนับหมื่นทิ่มแทง ทารกวิญญาณสูญตาอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด


เบื้องล่างนาวาเซียน มิตรสหายทั้งห้าและศิษย์สำนักหมื่นอักขระที่กำลังบดขยี้กองทัพศัสตราเทวะ ต่างรับรู้ถึงความเสียเปรียบของอาเจีย


"อาเจียกำลังแย่!" ฉินมู่หลางตวัดกระบี่ตัดหัวศัตรู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองดาดฟ้าเรือด้วยความร้อนรุ่ม


"พวกเราต้องขึ้นไปช่วยเขา!" เฟิงอวี้หรานคำราม มังกรเพลิงเตรียมพุ่งทะยานขึ้นฟ้า


"อย่าเพิ่งวู่วาม!" เสียงของมู่เฉินดังก้องในโสตประสาทของทุกคนผ่านค่ายกลเชื่อมโยง "การขึ้นไปบนนั้นรังแต่จะกลายเป็นภาระให้เขาต้องคอยปกป้อง... กฎเกณฑ์ระดับมหายานบนดาดฟ้าเรือจะบดขยี้พวกเจ้าในพริบตา สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำ คือทำลาย 'รากฐาน' ของนาวาลำนี้จากด้านล่าง เพื่อลดทอนพลังของตี้เทียนอู๋!"


"ท่านอาจารย์กล่าวถูกต้อง" อาเจียส่งกระแสจิตลงมา น้ำเสียงของเขายังคงนิ่งสงบแม้ร่างกายจะอาบไปด้วยเลือด "มู่หลาง อี้หราน... เจาะทะลวงโครงกระดูกใต้ท้องเรือให้ข้า เจ้าสัว ถุงเงิน... คอยป่วนการป้องกันของพวกมัน!"


เมื่อได้รับคำสั่ง สหายทุกคนก็เปลี่ยนเป้าหมาย พลังโจมตีทั้งหมดถูกระดมยิงเข้าใส่ใต้ท้องเรือของนาวาเซียนบรรพกาล การโจมตีประสานของยอดฝีมือและศิษย์นับหมื่น ทำให้โครงกระดูกยักษ์เริ่มสั่นคลอนและเกิดรอยร้าว


บนดาดฟ้า ตี้เทียนอู๋รับรู้ถึงความสั่นสะเทือน เขาขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด "มดปลวกน่ารำคาญ... ในเมื่อเจ้าอยากยื้อเวลา ข้าก็จะมอบความสิ้นหวังที่แท้จริงให้!"


ตี้เทียนอู๋หยุดการโจมตีด้วยกระบี่ เขาลอยตัวขึ้นสูงเหนืออาเจีย สองมือประสานอินอย่างรวดเร็ว กลิ่นอายแห่งการหลอมรวมระดับจุดสูงสุดของข้ามผ่านมหายานแผ่ขยายออกจนท้องฟ้ามืดมิด


"วิชาลับแห่งเซียนโบราณ... โลหิตกลืนหมื่นภพ!"


แสงสีเลือดรอบกายตี้เทียนอู๋ควบแน่นจนกลายเป็นหยดเลือดขนาดยักษ์เพียงหยดเดียว ทว่าภายในหยดเลือดนั้น กลับแฝงไว้ด้วยกฎเกณฑ์ที่สามารถสูบกลืนได้กระทั่งแสงสว่างและพื้นที่มิติ มันทิ้งตัวลงมาหาอาเจียด้วยความเร็วที่ไม่อาจหลบเลี่ยง


อาเจียเงยหน้าขึ้นมองหยดเลือดมรณะ เขาตระหนักดีว่า การเบี่ยงเบนหรือการหลอกลวงด้วยวิถีสูญญตา ไม่อาจใช้กับเจตจำนงที่บริสุทธิ์และทรงพลังระดับนี้ได้


"หากหลบไม่ได้ ก็มีเพียงต้องทำลายมันจากแก่นแท้..."


อาเจียหลับตาลง ทิ้งความเจ็บปวดทางกายภาพทั้งหมดไว้เบื้องหลัง จิตวิญญาณของเขาจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่าอันเป็นนิรันดร์ ทารกวิญญาณสูญตาที่เคยกะพริบอย่างอ่อนแรง พลันเบิกตากว้างพร้อมกับการตรัสรู้บางอย่าง


*‘วิถีแห่งสูญญตา... มิใช่เพียงการลบให้หายไป ทว่ามันคือการคืนสรรพสิ่งสู่จุดเริ่มต้น... สู่ต้นกำเนิดที่ไร้ซึ่งกฎเกณฑ์ใดๆ’*


เมื่ออาเจียลืมตาขึ้น เนตรสูญตาทั้งสองข้างแปรเปลี่ยนเป็นสีเทาประกายทองอย่างสมบูรณ์แบบ กลิ่นอายของเขาที่เคยถูกกดทับ พลันระเบิดออกท้าทายกฎเกณฑ์ของข้ามผ่านมหายาน


เขากำพู่กันนิรันดร์ด้วยสองมือ ยกขึ้นเหนือศีรษะ ปราณเซียนแท้และวิถีเต๋าทั้งหมดถูกรีดเร้นออกมาจนหยดสุดท้าย หมึกวิญญาณสีเทาที่ปลายพู่กันควบแน่นจนกลายเป็นหยดหมึกเพียงหยดเดียวเช่นกัน


"มหาเวทสูญญตา..." อาเจียเอ่ยเสียงแผ่วเบา ทว่าสะเทือนไปถึงวิญญาณของทุกคนที่เฝ้ามอง


"ปฐมขีดเขียน... รังสรรค์สูญ!"


อาเจียตวัดพู่กันขึ้น ปะทะกับหยดเลือดมรณะของตี้เทียนอู๋อย่างจัง!


เปรี้ยงงงงงงง!


การปะทะกันของสองเจตจำนงสูงสุด ทำให้โลกทั้งใบคล้ายกับหยุดนิ่งไปชั่วขณะ ไร้ซึ่งเสียงระเบิดกึกก้อง ไร้ซึ่งคลื่นกระแทกทำลายล้าง มีเพียงวงแหวนสีเทาและสีเลือดที่แผ่ขยายออกไปกลืนกินสรรพสิ่งรอบด้าน


ณ ใจกลางของการปะทะ หยดเลือดแห่งการกลืนกินพยายามจะสูบพลังของหยดหมึกสูญตา ทว่ามันกลับพบว่า ตนเองกำลังถูก 'บีบให้กลับคืนสู่สภาพเดิม' กฎเกณฑ์ที่ถูกสร้างขึ้นอย่างวิปริต กำลังถูกความว่างเปล่าลบล้างรากฐานจนหมดสิ้น!


รอยร้าวเริ่มปรากฏขึ้นบนเกราะจักรพรรดิของตี้เทียนอู๋ นัยน์ตาสีเลือดของเขาเบิกกว้างด้วยความหวาดผวา เป็นครั้งแรกที่ผู้นำแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ สัมผัสได้ถึง 'ความพ่ายแพ้' ที่กำลังคืบคลานเข้ามา!

คล้ายกับเรื่องราชันหมื่นอักขระ ที่คุณอ่าน