“ไหงเจ้าถึงได้อยู่ในสภาพหลับลึกเช่นนี้”
ท่ามกลางความเงียบและความสับสนของผู้คนอื่นมาเอลได้กล่าวคำพูดของเขาออกมา อย่างไรก็ตามไม่มีใครบ้าพอที่จะตอบเขาแม้แต่เซนที่ไม่ได้สติก็ไม่สามารถเอ่ยปากตอบเขาได้
เมื่อเห็นว่าเซนนั้นหมดสติไปจริงๆ มาเอลที่ยืนมองอยู่สักพักก็เกาหัวของตนเองก่อนที่จะค่อยๆ เดินเข้ามาใกล้ชายหนุ่มพร้อมกับจับไปที่ชีพจรของเขา เมื่อพบว่าชายหนุ่มไม่เป็นอะไรเพียงแค่หมดสติไปเท่านั้นเขาก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกเล็กน้อย
“มันเป็นเวรกรรมหรือโชคชะตากันแน่นะ…”
มาเอลบ่นออกมาเบาๆ ก่อนที่จะแบกร่างของเซนเอาไว้ด้านหลังของเขาจากนั้นก็ใช้เชือกพันเอาไว้ แม้แต่ตัวของเขาเองก็ยังสับสนว่าเหตุใดเขาจึงจำเป็นต้องช่วยเหลือชายหนุ่มแปลกหน้าที่เขาพึ่งเจอกันแค่ครั้งสองครั้งด้วย
“แม้ว่าออร่าวิญญาณของเขาจะเป็นระดับกึ่งเทวะ แต่มันกลับเบาบางมากอาการแบบนี้ดูเหมือนว่าร่างกายของเขาจะผิดปกติ”
มาเอลสามารถวิเคราะห์สภาพร่างกายของเซนได้ทันทีหลังจากได้สังเกตเพียงเสี้ยวเดียว ในเวลาเดียวกันนั้นเองผู้คนที่เฝ้ามองเซนอยู่ก็ต่างเลื่อนสายตาไปในทิศทางเดียวกันพร้อมๆ กัน เมื่ออยู่ๆ ก็มีคลื่นพลังวิญญาณปรากฏขึ้น มันไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่นอน เพราะพลังวิญญาณนั้นจับตัวกันค่อนข้างหนาแน่น เมื่อพวกเขาพบมันพวกเขาก็ทราบสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นทันที เพราะก่อนหน้านี้พวกเขาต่างต้องผ่านการต่อสู้มาด้วยกันอย่างน้อยหนึ่งครั้ง และพลังวิญญาณที่รวมตัวกันนั้นก็ปรากฏตัวอักษรดั่งที่พวกเขาคาดเอาไว้
[สิบคนเท่านั้นจะได้ไปต่อ…]
เพียงแค่ข้อความสั้นๆ นั้นปรากฏพวกเขาไม่มีใครคิดจะตีความมันเป็นอย่างอื่นเลยนอกจากการฆ่ากันจนเหลือเพียงสิบคน นอกจากนี้
คนที่รู้ว่าตนเองอ่อนแอและผ่านมาได้โดยจัดการกับคนที่อ่อนแอกว่าตนเองมานั้นต่างหลั่งเหงื่อด้วยความกังวล แต่พวกเขาไม่มีทางเลือกอื่นเพราะพวกเขาเป็นคนเลือกเสี่ยงชีวิตมาที่นี่เอง
ในขณะนั้นเองกลุ่มผู้คนมากกว่าร้อยในห้องโถงแห่งนี้ ได้มีชายผู้หนึ่งเริ่มเคลื่อนไหวมือของเขาปรากฏมีดสองเล่มที่ดูคมกริบและดุดันอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนว่ามันจะถูกซ่อนเอาไว้ภายใต้แขนเสื้อของเขาตลอดเวลา คลาสของเขาคือนักฆ่าเขาเป็นตัวตนที่อยู่ใกล้กึ่งเทวะอย่างมาก เหลือเพียงไม่ถึงครึ่งก้าวเท่านั้นเขาก็จะก้าวข้ามมันไป
เมื่อเขาเริ่มเคลื่อนไหวชายด้านข้างนั้นก็ไม่แม้แต่จะรู้สึกตัวด้วยซ้ำ
“ฉึก!”
มีดสองเล่มข้างมือซ้ายและขวาสะบัดพร้อมกันพร้อมกับส่งศีรษะของทั้งสองคนแปลกหน้าลอยออกไปอย่างไร้ปรานี ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเร็วเกินไป ความเร็วและการลบร่องรอยเป็นจุดเด่นของคลาสนักฆ่าไม่มีคลาสใดเลียนแบบได้ พวกเขาเก่าเรื่องนี้มาตั้งแต่กำเนิด แต่ในขณะเดียวกันจอมเวทนั้นยังเป็นคลาสที่แข็งแกร่งที่สุดเพราะนอกจากปริมาณออร่าที่มากกว่าคลาสอื่นๆ แล้ว พวกเขายังมีอิสระในการใช้อาวุธและร่ายเวทมนตร์ได้เร็วมาก
ผู้คนที่อยู่ใกล้ตัวของชายผู้เป็นนักฆ่าคนนั้นต่างกระโดดถอยหนีอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นทั้งห้องโถงต่างหันมามองเขาและเมื่อใครก็ตามที่ได้สบตาอันเย็นชาของเขาพวกเขาต่างหนาวสั่นและเหมือนการเคลื่อนไหวของเขาหยุดชะงักไป
“ชายคนนี้เลือดเย็นยิ่งนัก…”
มาเอลหลับตาพร้อมกับกล่าว ท่าทางของเขาดูเหมือนคนไม่สนใจใดๆ ทั้งสิ้น เท้าของเขาก้าวถอยหลังไปอย่างแผ่วเบาเขาตั้งใจจะหลบออกจากการต่อสู้ที่กำลังจะเกิดขึ้นเพราะมันดูวุ่นวายเกินไป
เมื่อมาเอลถอยออกมานั้น มันก็ได้เกิดเรื่องขึ้น ต่อจากชายนักฆ่าคนนั้นก็มีคนอีกห้าคนเริ่มเคลื่อนไหวเช่นกันเริ่มสังหารคนที่ใกล้ตัวที่สุด
“อ้ากกกกกกก”
เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดแสนจะพรรณนาดังขึ้นระงมอยู่ตลอดเวลา จนผ่านมาสักพักมันจึงกลายเป็นสิ่งปกติสำหรับห้องโถงแห่งนี้เสียแล้ว
สถานการณ์เป็นเช่นนี้อยู่กว่าสิบนาที ช่วงสิบนาทีนั้นมีหลายคนสังเกตเห็นการคงอยู่ของมาเอลและเซน พวกคนที่สังเกตเห็นนั้นต่างเข้ามาลองเชิงกับมาเอลทั้งสิ้นเพียงแต่มาเอลนั้นแข็งแกร่งกว่าที่พวกเขาคาดเอาไว้ มาเอลไม่ใช้พลังวิญญาณด้วยซ้ำไปเขาเพียงใช้มือเปล่าๆ ตบไปครั้งเดียวก็สามารถโค่นศัตรูร่างยักษ์ได้อย่างง่ายดาย แล้วศัตรูร่างยักษ์เหล่านั้นอย่างน้อยระดับล้วนสูงกว่าสี่สิบทั้งสิ้น
จนสุดท้ายแล้วก็เหลือผู้เหลือรอดอยู่เพียงสิบเอ็ดคนเท่านั้น คนที่รอดชีวิตมาได้ล้วนแล้วแต่แข็งแกร่งทั้งสิ้นไม่มีผู้ใดที่รอดชีวิตมาได้เพราะโชคของพวกเขาเลย หนึ่งในนั้นเองก็มีนักฆ่าที่เปิดฉากการโจมตีคนแรกอยู่ด้วย
ทั้งเก้าคนที่เหลือต่างมองมาที่ร่างของมาเอลที่แบกร่างของเซนที่หมดสติเอาไว้เบื้องหลัง พวกเขาต่างหันหน้ามาพยักหน้าให้กันและพวกเขายังสามารถเข้าใจกันได้เสียด้วยราวกับเป็นสหายกันมานับสิบปี ชายที่เป็นนักฆ่าราวกับผันตัวของตนเองเป็นตัวแทนของคนทั้งหมดเขาได้กล่าวไปเบื้องหน้าพร้อมกับกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ในขณะที่ใช้สายตาที่น่ากลัวของเขาจ้องมองเขม็งมาที่เซน
“เจ้าคงเข้าใจความคิดของพวกเราทุกคนที่เหลืออยู่แล้ว เจ้าไม่มีเหตุที่จะเก็บเขาเอาไว้”
เมื่อชายนักฆ่าได้กล่าวมาเอลที่นั่งอยู่บนโขดหินเพียงลืมตาขึ้นในขณะที่ยิ้มกวนๆ พร้อมกับแกว่งขาไปมาเท่านั้น เขาไม่ได้กล่าวตอบอีกฝ่ายเลย ท่าทางของมาเอลทำให้กลุ่มคนที่เหลือรอดเก้าคนต่างรู้สึกไม่พอใจอย่างมาก แม้แต่ชายผู้เป็นนักฆ่าเองก็ยังต้องกล่าวคำพูดออกมาว่า
“พวกข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งอย่างมาก แต่ข้าไม่คิดว่าเจ้าตัวคนเดียวจะสามารถชนะพวกเราที่เหลือเก้าคนได้ ทำไมไม่ส่งคนที่อยู่บนหลังเจ้ามาล่ะ พวกเราจะได้ไปกันต่อได้
“….”
มาเอลยังคงไร้ปฏิกิริยา นั่นทำให้เจตนาของชายนักฆ่าตอนแรกเปลี่ยนไป ตอนนี้เขาต้องการฆ่ามาเอล หากฆ่ามาเอลไม่ได้เขาก็จะฆ่าคนที่อยู่บนหลังของมาเอลแทน ในขณะเดียวกันไม่ใช่แค่ชายนักฆ่าคนนั้นเท่านั้นที่ต้องการจะลงมือยังมีคนอีกสองคน ซึ่งพวกเขาเป็นคลาสนักรบทั้งคู่
ทันใดนั้นชายนักฆ่าก็ได้นำอาวุธทั้งสองเล่มของเขาออกมาอีกครั้ง แต่เขาถืออาวุธของเขาเพียงไม่ถึงวินาที ทันใดนั้นก็เกิดเสียงดังบางอย่าง เสียงนั้นค่อนข้างแหลมสูงและต้นเสียงดังมาจากมาเอล
“ฉั่วะ!”
หน้าอกของชายนักฆ่าเกิดรูโหว่ขึ้น รูโหว่นั้นมีขนาดใหญ่ เส้นผ่านศูนย์กลางมากกว่ายี่สิบเซนติเมตร แน่นอนว่าต่อให้เป็นตัวตนเทวะหากรับบาดแผลเช่นนี้ก็ปางตาย ไม่ต้องกล่าวถึงคนที่ไม่แม้แต่จะบรรลุกึ่งเทวะด้วยซ้ำเขาตายแน่นอน
“เจ้า…”
มือทั้งสองของนักฆ่าได้ปล่อยอาวุธของตนเองลงไปที่พื้น ก่อนที่เขาจะเปลี่ยนมือข้างหนึ่งมาชี้ที่มาเอลที่กำลังยิ้มอย่างปกติ ก่อนที่มือของเขาจะตกลงไปข้างลำตัวพร้อมกับกับร่างที่ร่วงหล่นไม่อาจลุกขึ้นมาได้อีก
ในขณะเดียวกันคนที่เหลืออยู่ต่างถูกความหวาดกลัวกัดกินเข้ามาในจิตใจ เพราะนอกจากชายนักฆ่าคนนั้นแล้ว นักรบสองคนที่ต้องการจะเคลื่อนไหวก่อนหน้าก็เกิดบาดแผลแบบเดียวกัน ทำให้ทั้งห้องโถงนั้นเหลือผู้รอดชีวิตเพียง 8คนเท่านั้น
“พวกเจ้ามีคนใดที่คิดจะสังหารฆ่าเหมือนกับสามคนก่อนหน้าอีกไหม? น่าเสียดายอีกสองคนควรจะรอดแล้วแท้ๆ หากข้าไม่ได้ไวแต่จิตสังหารพวกมันคงรอดกันแล้ว”
เป็นมาเอลที่กล่าวขึ้นทำลายความเงียบ คนในห้องโถงต่างพากันกลืนน้ำลายของตนเองอย่างยากลำบาก พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามาเอลนั้นสังหารคนทั้งสามยังไง แต่พวกเขายังจำเสียงที่ดังขึ้นก่อนที่คนทั้งสามจะถูกทะลวงหน้าอก พวกเขาคิดว่ามันต้องเป็นสาเหตุอย่างแน่นอน
“ตึ่ง!”
ทันใดนั้นผนังที่อยู่สุดของห้องโถงก็ถูกเปิดขึ้น ดูเหมือนมันจะเป็นทางไปต่อซึ่งมาเอลก็ได้กล่าวไปก่อนอย่างไม่ลังเล ก่อนที่คนที่เหลือนั้นจะรออีกห้านาทีจึงก้าวตามไปเพราะไม่ต้องการเผชิญหน้ากับมาเอลอีกแล้ว