หนึ่งรัตติกาล

    หนึ่งรัตติกาล ตอนที่ 46 : ไข่มุกมังกร

    หานลี่ร่ายรำเพลงกระบี่จิตอย่างเชี่ยวชาญ หลังจากที่ฝึกฝนไปราวสองชั่วยาม 


    " เพลิงกระบี่จิตมีเจ็ดกระบวนท่า สามป้องกันสี่โจมตี " หานลี่พึมพำ


    " ทุกกระบวนท่าโจมตีนั้น ต้องรวดเร็วแลรุนแรงจึงจะสามารถหยุดยั้งศัตรูได้ " หานลี่พึมพำ


    " กระบวนท่าแรก " หานลี่พุ่งทะยานไปเบื้องหน้าพลางวาดกระบี่ตัดขวาง 


    " วู๊มม " คมกระบี่พุ่งทะยานออกอย่างรวดเร็ว 


    " ครืนน " คมกระบี่วาดโค้งราวพระจันทร์เสี้ยวพุ่งทะยานเข้าไปในป่า


    " ตูมม " คมกระบี่กระทบเข้ากับต้นใม้ใหญ่พลันปรากฎแสงระเบิดดังสนั่น 


    " ครืนน " รัศมีแรงระเบิดกวัดกวาดแนวป่าราบเรียบเตียนโล่งราวร้อยจ้าง 


    " แม่เจ้า " ชายหนุ่มร้องออกมา เขายืนนิ่งมองยังแนวป่าราวร้อยจ้างที่ไร้สรรพสิ่ง 


    " นี่เป็นเพียงกระบี่ธรรมดาสามัญ หากเป็นอาวุธเต๋าพลังทำลายล้างจะกว้างไกลเพียงใด " ชายหนุ่มพึมพำ


    " ฮ่า ฮ่า ฮ่า " เสียงหัวเราะดังขึ้นเบื้องหลัง 


    หานลี่ผินกายมองยังต้นเสียง หัวคิ้วเขาพลันขมวดเป็นปมเมื่อมองยังคนกลุ่มใหญ่ที่ขี่อาชา


    " เจ้าเห็นยอดยุทธกระจอกรึไม่ ได้เพ้อฝันว่าตนเองมีอาวุธเต๋า " ชายหนุ่มผู้หนึ่งเอ่ยออกมา


    " กระบี่ในมือของเจ้านั้น ก็มีค่ามากเกินกว่าตัวของเจ้าแล้ว มิไต้องใฝ่ฝันที่จะไขว่คว้าหาอาวุธเต๋าดอก " ชายหนุ่มเหยียดยิ้มออกมา


    " ข้าจะบอกให้ คนเรามันสามารถฝันได้ แต่ก็อย่าให้มันเกินตัวนักเลย " ชายหนุ่มเอ่ยออกมา


    หญิงสาวผู้หนึ่งโยนกระบี่ของตนให้กับหานลี่ " ไอ้กระจอก กระบี่นั่นถือเป็นอาวุธระดับสูง ข้าให้เจ้าเพราะข้าสมเพชในตัวเจ้า " หญิงสาวเอ่ยออกมา


    " สำหรับข้าแล้วกระบี่นั่นก็เหมือกับขยะ มิควรคู่กับมืออันสวยงามของข้า " หญิงสาวเอ่ยออกมา


    " แต่อาวุธขยะนั่น มันคู่ควรกับคนกระจอกเช่นเจ้า " หญิงสาวร้องออกมา


    หานลี่เพียงแสยะยิ้ม พลางมองยังชายกลางคนที่อยู่ด้านหลัง 


    " ขั้นหลอมรวมฟ้าดินระดับสอง " หานลี่พึมพำ 


    " ข้าพูดกับเจ้า อย่าทำเป็นมิได้ยิน " ชายหนุ่มร้องออกสุดเสียง


    หานลี่ก้มลงแลคว้ากระบี่สีเขียวของหญิงสาวขึ้นมา พลางชักออกจากฝัก 


    " แก๊ง แก๊ง แก๊ง " หานลี่ใช้นิ้วดีดลงบนใบกระบี่ พลางพยักหน้า


    " ชีวิตของพวกเจ้าก็เป็นเหมือกับกระบี่ ที่อยู่ที่ผู้ใช้ แม้นหากแข็งแกร่งกระบี่ธรรมดาสามัญก็กลายเป็นสุดยอดอาวุธได้ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " แต่หากเป็นสวะเช่นพวกเจ้า ต่อให้มียอดศัสตราสูงสุดอยู่ในมือ พวกเจ้าก็มิอาจสำแดงพลานุภาพได้ " หานลี่เอ่ยออกมา 


    หานลี่กวัดแกว่งกระบี่สีเขียวไปมา " วู๊มมม " คมกระบี่กรีดกรายตัดผ่ามวลอากาศ


    ชายวัยกลางคนที่อยู่ด้านหลังพลันสองตาเบิกโพลง เหงื่อเย็นพลันผุดออกในทันใด


    " จะมีสักกี่คนที่กวัดแกว่งอาวุธในมือแล้วตัดผ่ามวลอากาศได้ " ชายชราพูดในใจ 


    แม้นแต่ตัวเขาเองก็ยังมิอาจทำได้ นั่นแสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มที่อยู่เบื้องหน้านี้มิธรรมดา 


    " คุณชาย ไปกันเถิด " ชายวัยกลางคนเอ่ยอออกมา


    เขาบังคับอาชาเดินไปยังชายหนุ่มเบื้องหน้า พลางใช้อาชาของตนดันอาชาของคุณชาย


    " เจ้า " ชายหนุ่มมองหน้าของชายวัยกลางคน สองตาของเขาพลันหรี่ลง


    ใบหน้าของชายวัยกลางคนในยามนี้นั้นส่ายไปมาเล็กน้อย เห็นเช่นนั้นชายหนุ่มพลันพยักหน้า


    " จำไว้ " ชายหนุ่มร้องตะโกนออกมา พลางควบอาชาไปอย่างรวดเร็ว


    " เอ๋ " เหล่าผู้ติดตามทั้งหลายได้แต่งุนงงว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ก็เร่งควบอาชาตามไปอย่างรวดเร็ว


    " หึ นึกว่าจะแน่ " หานลี่เอ่ยออกมา


    " ข้าเลยมิได้ลองเพลงกระบี่จิตของข้าเลย " หานลี่ส่ายหน้าไปมา 


    " กระบี่นี่ก็ดีอยู่หรอก แต่เสียอย่างเป็นของสตรี " หานลี่พึมพำ พลางเก็บกระบี่สีเขียวลงในแหวนมิติ


    " แหวนมิติวงนี้จวนเต็มแล้ว คงต้องเร่งหาซื้อแหวนมิติที่มีช่องใส่ของใหญ่ขึ้น " หานลี่พึมพำ


    ชายหนุ่มสูดหายใจเข้าลึก พลางระเบิดปราณสูงสูด หานลี่ทะยานไปเบื้องหน้าพลางวาดกระบี่จิตออกสุดแรง


    " เปรี้ยงงง " ราวกับสุรเสียงอัสนีฟาดผ่า เสียงกระบี่จิตระเบิดพลังออกอย่างบ้าคลั่ง 


    " แม่เจ้า " ชายหนุ่มถึงกับร้องเสียงหลง เขาอ้าปากค้างมองยังคมกระบี่ที่ทะยานเข้าป่า


    " ตูมมม " คมกระบี่ระเบิดผืนป่าสลายสิ้น แรงระเบิดกลืนกินสรรพสิ่งกว้างใหญ่นับพันจ้าง 


    " เอ่อ " หญิงสาวผู้นั้นทั่วร่างพลันแข็งทื่อ มือไม้เย็นเยียบ สองตาของนางมองยังผืนป่าที่โล่งเตียนนับพันจ้าง


    " เพียงกระบี่เดียว สามารถสังหารพวกเราทั้งหมดได้ " ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมา


    " ทั้งยังเป็นกระบี่ที่ชายผู้นั้นใช้อยู่ " ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมา


    " แต่เห็นได้ชัดว่ากระบี่เพิ่งได้มาใหม่ยังมิคล่องมือ " ชายวัยกลางคนเอ่ย


    " การโจมตีครั้งแรกที่เราพบเห็นนั้น เป็นเพียงการโจมตีด้วยพลังกาย แต่การโจมตีเมื่อครู่เขาได้ใช้พลังปราณในการโจมตี " ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมา


    " คุณชาย ข้าเคยเตือนท่านแล้ว เมืองหลวงแคว้นฟู่นั้นมิใช่เมืองบ้านนอกที่ท่านจะสามารถวางอำนาจได้ " ชายวัยกลางคนเอ่ย


    " เมืองหลวงแคว้นฟู่นั้นเป็นดั่งดงเสือซ่อนมังกรซุ่มโดยแท้ " ชายวัยกลางคนเอ่ย


    " เข้าใจแล้ว " คุณชายเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา 


    " ครานี้เราเข้าเมืองหลวงมา เพื่อสมัครเข้าเป็นบัณฑิตยุทธของสถานศึกษาบัณฑิต เช่นนั้นแล้วคุณชายมิควรที่จะหลงลืมเรื่องที่ควรทำ " ชายวัยกลางคนเอ่ยออกมา


    " อึ้ม " คุณชายพยักหน้าช้าๆ 


    ชายหนุ่มผู้หยิ่งผยองกลับกลายเป็นชายหนุ่มที่หงอยเหงาลงในทันใด เมื่อพบว่าตนเองนั้นกลายเป็นตัวตลกให้ผู้อื่นขบขัน


    อยู่ที่เมืองของเขาเขานั้นเป็นถึงคุณชายผู้สูงศักดิ์ แต่อยู่ที่เมืองหลวงแคว้นฟู่ เขากลับกลายเป็นเพียงตัวตลก 


    แม้นจะเจ็บแค้นมากมายเพียงใดที่ต้องกลายเป็นเช่นนี้ แต่ก็ต้องจำยอม


    หานลี่เร่งทะยานร่างหนีอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินเสียงผู้คนทะยานร่างเข้ามา


    " หนีไปทำไม " หานลี่พึมพำ 


    " ก็แค่กระบี่ธรรมดาสามัญ " ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้ากับความโง่งมของตนเอง 


    ตนเองนั้นมิใช่ยอดยุทธกระจอกอีกแล้วเมื่ออยู่ที่เขตแดนหลอมรวมวิญญาณ เขตแดนนี้นับว่ามีหน้ามีตาอยู่บ้าง 


    เช่นตัวเขาแม้นจะอยู่เขตแดนนี้ แต่เขาเองก็สามารถสู้ข้ามขั้นใหญ่ได้อย่างสบาย ทั้งยังสามารถสังหารขั้นสูงกว่าได้ด้วย เช่นนี้แล้ว มิจำเป็นต้องหนีหลบลี้ผู้ใด


    " ไว้ขั้นฝึกสูงกว่านี้อีกสักสองสามขั้นย่อย ค่อยเผชิญหน้ากับทุกสิ่ง " หานลี่เอ่ยออกมา


    " เวลานี้กลับก่อนดีกว่า " หานลี่พึมพำ แลเร่งทะยานร่างกลับเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว


    หลังจากดื่มกินแล้วเสร็จ หานลี่นั่งครุ่นคิดถึงสิ่งที่ใช้เพิ่มปราณพลัง 


    " เหลือพลังเซียนเหลวมิมาก " หานลี่มองยังขวดหยกที่เก็บพลังเซียนเหลว 


    " หากจะเร่งรัดเห็นทีต้องใช้ " หานลี่พึมพำ 


    " จริงสิ " หานลี่ตบหน้าขาของตนฉาดใหญ่ 


    " เนื้อหมีขาว แลเลือดของมัน " หานลี่พึมพำ เขาเร่งเข้าในห้อง 


    ชายหนุ่มทิ้งร่างลงนั่งยังเตียงนอน แลเรียกเลือดหมีขาวออกมา 


    " อึก " เลือดหมีขาวนับร้อยหยดถูกกลืนลงไปอย่างบ้าคลั่ง 


    " ยังมิพอ " หานลี่พึมพำ เขาเร่งกลืนเลือดหมีขาวลงไปอีกร้อยหยด 


    " อือ " ชายหนุ่มถึงกับกัดกรามแน่น เมื่อความร้อนทั่วร่างแผ่กำจายไปทั่วร่าง 


    " ครืนน " ปราณพลังถีบทะยานขึ้นสูงอย่างบ้าคลั่ง เลือดลมทั่วร่างป่วนปั่นอย่างหนัก 


    " ครึก ครัก " ตันเถียนเบี้ยวบิดผิดลักษณ์ ประเดี๋ยวยุบ ประเดี๋ยวพอง ยืดขยายเป็นอยู่เช่นนี้นานนับชั่วยาม


    " ตูมมม " ปราณทั่วร่างระเบิดออกมาอย่างบ้าคลั่ง 


    " ครืนน " ปราณพลังซัดสาดออกอย่างรวดเร็ว 


    " วูบบบ " พลันปราณพลังที่ซัดสาดออก พุ่งกระแทกเข้ากับม่านพลังเบาบาง แลกลืนหายไปในม่านพลัง


    " อืม " หานลี่เปิดเปลือกตาขึ้น พลางกวาดมองทั่วร่าง 


    " ระดับสี่แล้ว " หานลี่พึมพำ สองหมัดของเขากำแน่น


    " กร้อบ " พลังทั่วร่างไหลเวียนไปยังสองหมัด ชายหนุ่มพยักหน้าช้าๆ 


    " แข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิมอีกเท่าตัว เช่นนี้แล้วเขตแดนหลอมรวฟ้าดินระดับสี่ก็มิใช่คู่ต่อสู้แล้ว " หานลี่พยักหน้าช้าๆ 


    เขาแหงนหน้าขึ้นมองภาพมังกรที่แขวนอยู่เหนือศีรษะ พลางครุ่นคิด


    " หากมิมีเจ้าข้าก็มิรู้ว่าตกตายไปกี่คราแล้ว " หานลี่พึมพำ 


    " มา " หานลี่เรียกภาพมังกรลงมา พลางปลดผนึกกายของตน


    กายวิเศษของหานลี่เดินไปยังโต๊ะแลวางภาพมังกรลง มือหนึ่งยื่นไปฝนหมึกอย่างเชื่องช้า 


    หัวสมองครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะเพิ่มเติม พลันปรากฎตัวอักษรขึ้นในหัวสมอง


    " ไข่มุกมังกร " ชายหนุ่มพึมพำ พลางพยักหน้าช้าๆ 


    ชายหนุ่มจรดพู่กันลงยังภาพมังกร พลางวาดไข่มุกมังกรสีทอง ที่แผดแสงทองสยบหล้า


    " โฮกกกก " 


    คล้ายกับเรื่องหนึ่งรัตติกาล ที่คุณอ่าน