สายตาของเย่ฉีประทุขึ้นขณะจ้องมองไปยังไท่เหล่ยเต็มไปด้วยจิตสังหารในเวลานี้ขณะเดียวกันไท่เหล่ยก็ระเบิดความโกรธแค้นออกมาทำให้บรรยากาศภายในป่าดาบอบอวลไปด้วยเจตนาฆ่าที่รุนแรงภายในดวงตาที่อาฆาตแค้นของไท่เหล่ยนั้นยังมีประกายแสงวูบหนึ่งเกิดขึ้นมาเมื่อมองไปยังดวงดาวทั้งสามด้านหลังของเขา
‘ยังไงก็ต้องจับตัวมันกลับไปให้ได้!เมื่อออกไปแล้วค่อยให้อาหญิงจัดการเรื่องที่เหลือ’
ขณะที่ไท่เหล่คิดเช่นนี้ในใจของเย่ฉีก็คิดในทำนองเดียวกัน...เพียงแต่เขาต้องการสังหารไท่เหล่ยและคนทั้งหมดที่อยู่ในป่าดาบตอนนี้!ถึงแม้ว่าเย่ฉีจะไม่เกรงกลัวฟ้าดินแต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่เวลานี้เขายังไม่พร้อมที่จะรับมือกับความแข็งแกร่งระดับนั้น!
ฟิ้ว!
เย่ฉีเป็นฝ่านลงมือก่อนเช่นเคยร่างเล็กๆกลายเป็นเงาสีขาวตัดผ่านต้นดาบที่ขึ้นหนาทึบตรงไปยังไท่เหล่ยที่อยู่ห่างออกไปราวสิบจั้งความเร็วในร่างสถิตสายฟ้านั้นไม่เป็นสองรองใคร!เพียงพริบตาเดียวประกายสีขาวที่ดูเหมือนสายฟ้าก็มาปรากฏตรงหน้าไท่เหล่ยพร้อมกับขาซ้ายที่วาดเป็นวงดาบเตะออกไป
ปัง!
ฝุ่นควันลอยคลุ้งจากการปะทะอันรุนแรงทว่าอย่างไรไท่เหล่ยก็คือหนึ่งในผู้นำทัพอีกทั้งตอนนี้ยังตัดผ่านไปถึงบรรพชนโบราณแล้วด้วย!สองแขนของเขาไขว้กันเพื่อป้องกันการโจมตีของเย่ฉีและสามารถหยุดได้อย่างไม่ยากเย็นนักดวงตาของทั้งคู่ประสานกันพร้อมกับไอพลังที่ถูกเร่งเร้ายื้อแย่งความได้เปรียบในการปะทะครั้งแรก!
“เจ้าครอบครองวิชาบ่มเพาะนี้ได้อย่างไร?หากเจ้ายอมบอกทุกอย่างออกมาและเข้าร่วมกับสมาพันธ์ข้าสัญญาว่าจะให้ทุกสิ่งที่เจ้าต้องการ!”
ไท่เหล่ยกล่าวออกมาด้วยใบหน้ายิ้มแย้มและดูจริงใจทว่าไม่นานก็ต้องบิดเบี้ยวไปเพราะคำตอบของเย่ฉี
“เจ้ารู้จักวิชานี้ได้อย่างไร?หากยอมบอกข้าดีๆข้าสัญญาว่าจะให้เจ้าตายอย่างสบาย!และอีกอย่าง...สิ่งที่ข้าต้องการเจ้าไม่มีทางหามาได้หรอก!”
ปัง!
สองร่างทะบานออกจากกันก่อนจะพุ่งเข้าปะทะกันใหม่โดยไม่จำเป็นต้องพูดคุยสิ่งใดที่ไม่เป็นผลอีกร่างกายของเย่ฉีรวดเร็วกว่าเล็กน้อยทำให้ได้เปรียบอยู่ส่วนหนึ่งสายฟ้ามีคุณสมบัติของความเร็วและพลังทำลายซึ่งสายฟ้าของเย่ฉีก็ไม่ใช่สายฟ้าธรรมดาผ่านไปหลายสิบกระบวนท่าไท่เหล่ยก็เริ่มเสียเปรียบอย่างเห็นได้ชัด!
เขาไม่สามารถตามความเร็วของเย่ฉีได้ทันและถึงแม้จะเร็วกว่าเล็กน้อยแต่เมื่อเย่ฉีโจมตีก่อนเพียงเสี้ยวเวลาหนึ่งก็สามารถปิดผนึกการโจมตีของไท่เหล่ยได้อย่างสมบูรณ์และบังคับให้เขาเป็นฝ่ายตั้งรับเพียงอย่างเดียว!
“ปล่อยไว้แบบนี้ไม่ดีแน่...เจ้านี่แข็งแกร่งกว่าที่คิดเอาไว้!”
ดวงตาของไท่ประจุยทอประกายตบเท้าอาศัยการโจมตีของเย่ฉีส่งตัวถอยกลับไปตั้งหลักใหม่กลิ่นอายของเขาปะทุขึ้นมาอีกครั้งทำให้บรรยากาศสั่นสะเทือนขึ้นมา จริงๆแล้วเป็นเพราะพึ่งเลื่อนระดับขึ้นมาจึงยังไม่คุ้นเคยประตูบานแรกของไท่เหล่ยที่เปิดออกมานั้นแสดงประสิทธิภาพได้เพียงครึ่งเดียวเท่านั้น!
“เจ้าเองก็ไม่เลวนี่?”
เย่ฉีกล่าวออกมาขณะมองไปยังร่างของไท่เหล่ยที่สั่นไหวราวกับจะแตกออกไอพลังที่แหลมคมถูกควบแน่นเป็นปะจุพลังชนิดหนึ่งก่อตัวขึ้นมาและพลังเหล่านี้ก็มีสีฟ้า!
ไท่เหล่ยเองก็ปลุกจิตวิญญาณขึ้นมาแล้วแถมยังอยู่ในขั้นลึกล้ำอีกด้วย!แต่ถ้าหากเป็นก่อนหน้านี้แม้จะใช้จิตวิญญาณเขาก็ไม่อาจสู้กับเย่ฉีได้เพราะพลังของเย่ฉีเทียบได้กับบรรพชนโบราณซึ่งมันต่างกันเกินไปเพื่อป้องกันการสะท้อนกลับหรือกระทั่งจิตวิญญาณแตกสลายเขาจึงเลือกที่จะไม่ใช้มันทว่าตอนนี้เปลี่ยนไปแล้ว!ระดับพลังของทั้งสองอยู่ในสถานะใกล้เคียงกันดังนั้นจิตวิญญาณของไท่เหล่ยจึงสำคัญเป็นอย่างมาก
เย่ฉีจับจ้องไปยังประจุพลังสีฟ้าที่ก่อนตัวขึ้นเป็นแท่งยาวและสุดท้ายก็ออกมาเป็นหอกอันหนึ่งที่มีสีขาวและถูกเคลือบด้วยประจุพลังสีฟ้าอันเป็นสัญลักษณ์ของขั้นลึกล้ำควงหอกอย่างคล่องแคล่วจรดปลายชี้ไปยังเย่ฉีแล้วกล่าวออกมาด้วยใบหน้าของผู้เหนือกว่า!
“นำจิตวิญญาณดาบของเจ้าออกมาก่อนที่จะไม่มีโอกาส!”
เรื่องพลังปราณนั้นแม้ไท่เหล่ยจะพึ่งตัดผ่านระดับแต่ก็ยังคู่คี่สูสีกับเย่ฉีแต่กับจิตวิญญาณขั้นลึกล้ำนั้น...เขามั่นใจว่าเหนือกว่า!ไท่เหล่ยมาถึงขอบเขตนี้ได้เมื่อปีที่แล้วดังนั้นทั้งทักษะและความเคยชินล้วนมีมากกว่าเย่ฉีทั้งหมดกับคนที่พึ่งมาถึงขั้นลึกล้ำเมื่อครู่นี้จะสามารถเทียบกับเขาได้อย่างไร?
ทว่า....เขาคิดผิด!
ดวงตาของเขาเผยความประหลาดใจขึ้นมาเมื่อมองไปยังมือของเย่ฉีที่ไม่รู้ว่ามีดาบเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่!?อีกทั้งดาบเล่มนั้นยังทอประกายสีฟ้าครามระยิบต่างจากหอกของเขาที่ถูกเคลือบไว้ด้วยประจุพลังสีฟ้า!
‘เขาควบแน่นจิตวิญญาณได้เร็วกว่าข้า?แล้วเหตุใดปะจุพลังถึงเป็นเช่นนั้น?’
ในหัวของไท่เหล่ยเกิดความสงสัยขึ้นมาและทำให้เขาระมัดระวังมากยิ่งขึ้นสายตาที่มองไปยังเย่ฉีจริงจังขึ้นมาโดยไม่รู้ตัวและเริ่มกวัดแกว่งหอกโจมตีออกไปทันทีคมหอกแยกออกเป็นแปดสายทะลวงเข้าสู่อวัยวะสำคัญของเย่ฉีอย่างแม่นยำประกายสีฟ้าตัดขาวก่อร่างขึ้นเหมือนกับศรศักดิ์สิทธิ์ที่ถูกปล่อยออกไปอย่างรุนแรง!
“วิชาหอกแปดดวงดาวรูปแบบที่หนึ่ง....ตาย!”
เสียงคำรามของไท่เหล่ยดังก้องไปพร้อมกับจิตสังหารที่พลุกพล่านอย่างไรก็ตามคมหอกทั้งแปดนั้นกลับไม่สามารถแตะต้องได้แม้แต่ปลายเสื้อของเย่ฉี!ดวงตาของเย่ฉีทอประกายมองเห็นคมหอกเหล่านั้นเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าและชัดเจนวัดพลังกันยังพอวัดได้เพราะตอนนี้เขายังอ่อนแอ แต่ถ้าหากใครบางคนจะวัดประสบการณ์กับเย่ฉีเกรงว่า...แม้แต่ราชันแท้จริงก็ยังไม่เพียงพอ!
ท่วงท่าของเด็กหนุ่มคนหนึ่งเช่นไท่เหล่ย...เย่ฉีจะไม่สามารถมองออกได้อย่างไร?ยิ่งระดับพลังของทั้งสองใกล้เคียงกันการจะหลบหลีกก็เป็นเรื่องง่าย
เมื่อเห็นการหลบหลีกของเยฉีใบหน้าของไท่เหล่ยก็ออกอาการตกตะลึงก่อนจะบิดเบี้ยวไปอย่างน่าเกลียดเพราะอับอายรูปแบบหอกของเขาเป็นวิชาระดับสูงที่มีทั้งหมดแปดท่วงท่าและแปดรูปแบบตอนนี้เขาฝึกฝนไปถึงขั้นที่สองเท่านั้นและมาจนถึงตอนนี้เขาได้ทุ่มทุกอย่างออกไปแล้วแต่ก็ยังไม่สามารถจัดการอีกฝ่ายได้
ในขณะที่ทั้งสองเว้นระยะห่างไท่เหล่ยมองไปยังเบื้องหน้าอย่างไม่เชื่อสายตาตัวเองก็ได้ยินเสียงแว่วของเย่ฉีดังขึ้นมา
“หมดแล้วหรือไม่?เช่นนั้นต่อไปก็ลองรับดาบของข้าดูบ้าง!”
สิ้นเสียงของเย่ฉีดาบในมือก็ตวัดออกไปอย่างรวดเร็วมันเร็วจนกระทั่งไท่เหล่ยยังไม่สามารถมองตามได้ทัน!รู้ตัวอีกทีคลื่นวงสีฟ้าครามที่เหมือนกับเขี้ยวของสัตว์ร้ายก็พุ่งเข้ามาหาเขาทำให้หน้าเปลี่ยนสีการฟันครั้งนี้ของเย่ฉีประกอบไปด้วยแก่นแท้ร้อยแปดวิถีหลอมรวมเป็นหนึ่งดาบ!ทุกอย่างเหมือนกันกับครั้งที่เย่ฉีร่ายรำในเขตจิตวิญญาณสีเหลืองต่างกันเพียงครั้งนี้ทุกท่วงท่านั้นเกิดขึ้นในพริบตา!
วู้ๆ ๆ
ขณะที่เขี้ยวมังกรครามของเย่ฉีพุ่งเข้ามาไท่เหล่ยก็ควบแน่นประจุพลังมากยิ่งขึ้นพร้อมกับถ่ายเทพลังทั้งหมดลงไปในหอกของเขาด้วยสัญชาตญาณบอกกับเขาว่าดาบนี้ของเย่ฉีหากไม่ทุ่มสุดตัวจะต้องเกิดผลเลวร้ายอย่างแน่นอน!
ปัง!
สองขุมพลังเข้าปะทะกันเกิดเป็นคลื่นซัดกระจายออกไปรอบข้างทว่าก็เป็นเพียงการหยุดชะงักเพียงเล็กน้อยเท่านั้นทั้งหมดของไท่เหล่ยที่ทุ่มลงไปสามารถต้านคมเขี้ยวมังกรครามได้เพียงหนึ่งอึดใจประกายแสงสีฟ้าระยิบโปรยปรายลงหลอมเอาหอกจิตวิญญาณของไท่เหล่ยค่อยๆ แตกร้าวและกระจายออกไปในที่สุด!
แกร่ก...
“ไม่!”
เสียงร้องโหยหวนของไท่เหล่ยดังออกมาพร้อมกับร่างกายที่เต็มไปด้วยบาดแผล แขนขางซ้ายถูกฉีกออกจากร่างทิ้งเป็นรอยเลือดลากยาวไปจนถึงต้นดาบที่อยู่ห่างออกไปถึงจะหมดสติไปชั่วขณะแต่ความเจ็บปวดที่มากเหนือคณาได้ปลุกให้ไท่เหล่ยต้องฝืนลืมตาขึ้น!
ในเวลานั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้างพร้อมกับหัวใจที่หวาดกลัว...เย่ฉีไม่ได้รุดหน้าติดตามมาจัดการเขาเพียงแต่...เด็กชายในชุดสีขาวเบื้องหน้าที่ดูธรรมดาก่อนหน้านี้กลับกลายเป็นปีศาจร้ายที่โหดเหี้ยม!เย่ฉีเดินไปยังร่างนับสิบที่นอนหมดสติบ้างนอนโอดโอยบ้างอยู่บนพื้นและทุกคนที่เขาเดินไปหาก็ถูกสังหารโดยไม่ละเว้น!
เพื่อป้องกันเรื่องไม่คาดฝันเย่ฉีได้ลงมือสังหารคนของสมาพันธ์ที่อยู่ในป่าดาบทั้งหมด!
“สารเลว!เจ้า เจ้าจะทำอะไร?”
หน้าของไท่เหล่ยเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงเมื่อเห็นเย่ฉีเดินเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆหลังจากสังหารทุกคนจนหมด ในมือซ้ายของเขาที่เหลืออยู่กำแผ่นหยกเอาไว้หนึ่งแผ่นซึ่งเป็นตราหยกที่เอาไว้สื่อสารกับไท่จือแม้จะหวาดกลัวแต่ไท่เหล่ยก็ยังไม่ลืมที่จะฝากความแค้นไว้ให้กับท่านอาและท่านปู่ของเขา!
อย่างไรก็ตามก่อนที่ไท่เหล่ยจะบีบตราหยกเย่ฉีก็หยุดอยู่ตรงหน้าเขาห่างออกไปเล็กน้อยและจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เย็นชาไท่เหล่ยไม่เข้าใจว่าเหตุใดเย่ฉีจึงหยุดอยู่ตรงนั้นและยังไม่สังหารเขาจนกระทั่งเห็นสายตาของเย่ฉีที่มองมายังตราหยก!
ราวกับเป็นการท้าทายและปลุกสติของไท่เหล่ยด้วยในเวลาเดียวกันฝ่ามือของเขาที่ถือแผ่นหยกอยู่ก็สั่นขึ้นมาอย่างกะทันหันมองเข้าไปในดวงตาอันเย็นเยียบของอีกฝ่ายไท่เหล่ยรู้สึกว่ามันไม่ถูกต้อง!ในเวลานั้นภาพความทรงจำนับมิถ้วนก็ได้ผุดขึ้นมาในหัวของเขา...
ภาพเหล่านั้นคือเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในอดีต...ทุกครั้งเขาจะเป็นดั่งต้นไม้ใหญ่ที่สง่างามรับลมฝนที่พัดเข้ามาไม่ว่ามันจะบ้าคลั่งสักแค่ไหน!และทุกภาพของความทรงจำเหล่านั้นมันจะมีเงาเล็กๆที่หลบซ่อนอยู่ด้านหลังของต้นไม้ใหญ่เสมอ...ตลอดชีวิตที่ผ่านมาสิ่งที่ไท่เหล่ยให้ความสำคัญที่สุดก็คือเด็กชายตัวน้อยที่อยู่ในภาพความทรงจำเหล่านั้น!
“ท่านพี่ท่านยอดเยี่ยมที่สุดเลย!”
“ฮ่าๆเจ้าสารเลวน้อยเช่นเจ้ายังกล้ามาพูดเช่นนี้? ถึงแม้ว่าพี่ชายของเจ้าจะยอดเยี่ยมแต่ข้าก็ไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ตลอดไป...เสี่ยวจือเจ้าจะต้องขยันฝึกฝนเข้าใจไหม?”
“ข้าเข้าใจแล้วท่านพี่!”
ประโยคเหล่านี้มักจะถูกกล่าวขึ้นเสมอหลังจากที่ไท่เหล่ยจัดการเรื่องต่างๆให้กับน้องชายของเขา...เมื่อมองเห็นแผ่นหลังอันซุกซนวิ่งหัวเราะจากไปอย่างเป็นสุขก็มักจะมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นบนใบหน้าเสมอ...เหตุผลเดียวที่ทำให้ไท่เหล่ยฝึกฝนจนหนักหนาเพื่อแข็งแกร่งขึ้นก็เพราะเจ้าน้องชายไม่ได้เรื่องคนนี้!เขาไม่ต้องการให้ไท่จือโดนรังแกและเจ็บปวดในฐานะพี่ชายเขาจะเป็นคนแบกรับทุกอย่างเอาไว้เอง!
ทว่า...ต่อจากนี้ไปจะไม่มีอีกแล้ว...วันนี้ต้นไม้ใหญ่ต้นนั้นได้โค่นหักลงต่อหน้าเย่ฉี...หลังจากนี้จะมีเพียงเด็กน้อยที่แอบอยู่เบื้องหลังเท่านั้นที่ต้องเผชิญหน้ากับพายุฝนดวงตาของไท่เหล่ยค่อยๆ มีน้ำตาไหลออกมาขณะจ้องมองไปยังตราหยกที่อยู่ในมือของเขา...
‘เสี่ยวจือ...ต่อจากนี้พี่ชายคงไม่อาจอยู่ดูแลเจ้าได้อีกแล้ว...มีถ้อยคำมากมายที่ข้าต้องการจะสั่งสอนเจ้าเป็นครั้งสุดท้ายเพียงแต่ข้าคงไม่อาจทำได้...ข้าเสียใจที่การกระทำสุดท้ายของข้าคือการตบหน้าและดุด่าเจ้า...แต่ข้าหวังว่ามันจะเป็นการช่วยเตือนสติเจ้าได้ในวันหน้า...เสี่ยวจือข้าขอโทษ...’
หยาดน้ำตาหยดสุดท้ายไหลลงมาพร้อมกับฝ่ามือของไท่เหล่ยที่บีดลงไปยังแผ่นหยกจนแหลกละเอียดด้วยพลังเฮือกสุดท้ายที่เหลืออยู่...ใบหน้าอันเศร้าหมองของเขาจากหายไปเหลือทิ้งไว้แต่ความสงบและมองไปยังเย่ฉีเพื่อที่จะเอ่ยคำขอสุดท้ายก่อนสิ้นลมหายใจ...
“ไท่จือไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้...อีกอย่างเขาก็เกรงกลัวเจ้ามากจนไม่กล้าแม้แต่จะเข้าใกล้เจ้าด้วยซ้ำดังนั้น...ได้โปรดไว้ชีวิตเขาด้วย!”
ไท่เหล่ยใช้เรี่ยวแรงที่เหลืออยู่พยุงตัวขึ้นมาคุกเข่าต่อหน้าเย่ฉีขณะที่กล่าวคำขอร้องสุดท้ายออกมาสายตาของเย่ฉียังนิ่งสงบไม่ได้แสดงอาการใดๆ และจ้องมองลึกลงไปในดวงตาของไท่เหล่ยเขาเห็นถึงคำขอร้องและวิงวอนที่มาจากส่วนลึกของจิตใจอย่างแท้จริง...สุดท้ายเย่ฉีก็ถอนหายใจออกมาก่อนจะหันหลังเดินจากไปพร้อมกับคำพูดที่ทำให้ไท่เหล่ยยิ้มออกมา
“ข้าจะไม่ฆ่าเขาหากเขาไม่มายั่วยุข้า”
“ขอบคุณ...”
เพียงคำพูดนี้ก็ทำให้ไท่เหล่ยยิ้มออกมาหลังจากปลดเปลื้องภาระสุดท้ายที่แบกเอาไว้บนบ่า...เขามั่นใจว่าไท่จือจะไม่มายุ่งกับเย่ฉีแน่นอนมองไปยังแผ่นหลังของเย่ฉีที่ค่อยๆหายลับไปเขาก็ยิ้มออกมาอย่างขมขื่นและโคจรพลังปราณที่เหลืออยู่พุ่งตรงไปยังหัวใจของเขาทันทีเพื่อดับลมหายใจของตัวเองนั่งพิงต้นดาบอยู่ไม่นานลมหายใจของเขาก็ค่อยๆ มอดดับไป แม้ว่าเย่ฉีจะจากไปแล้วแต่เขาก็ไม่คิดที่จะหลบหนีไปเพราะหากทำเช่นนั้นเย่ฉีจะต้องไล่ล่าเขาและจะทำให้ไท่จือติดร่างแหไปด้วย...เพื่อเป็นของขวัญชิ้นสุดท้ายเขาจึงดับลมหายใจของตัวเองแลกกับชีวิตของไท่จือ!