บทที่ 46 คืนเสบียงอาหารให้กับบ้านสกุลเซียว
เซียวหย่งฝูขอให้หลินซื่อกับผู้เฒ่าเซียวพาเด็ก ๆ เข้าไปในห้องใต้ดิน ในระหว่างที่เขาเตรียมตัวรั้งอยู่ด้านนอกกับหมาป่าขาว
“ตั้นพ่อ หน่วนเป่าไม่อยากเข้าไป” หน่วนเป่าที่อยู่ตรงประตูตะโกนออกมา มืออวบจับกรอบประตูเอาไว้แน่นไม่ยอมขยับ
“หน่วนเป่า มันอันตราย ลูกฟังพ่อแล้วรีบเข้าไปเสีย” เซียวหย่งฝูทำอะไรไม่ถูก เจ้าเด็กตัวแสบแข็งแรงกว่าเขามาก
หน่วนเป่าคว้าวงกบประตูเอาไว้พลางฉีกยิ้ม “ตั้นพ่อ หากวงกบประตูหลุด พรุ่งนี้ตั้นก็ซ่อมเอาเองแย้วกัน”
เซียวหย่งฝูตกใจจนรีบปล่อยมือออก แต่เขาก็กลัวว่าหน่วนเป่าจะเจ็บ จึงทำได้เพียงหันรีหันขวางอย่างกระวนกระวายใจ
รอยยิ้มเจ้าก้อนแป้งช่างดูร้ายกาจนัก!
ในตอนนั้นเอง หานเหนียงที่ยังคงยืนอยู่ด้านนอกก็พูดขึ้น “ข้าจะอยู่ข้างนอกด้วย ข้าเองก็พอจะรู้จักการต่อสู้อยู่บ้าง”
เจ้าก้อนแป้งส่งสายตาให้กับหมาป่าขาว ดูสิ นี่แหละที่เรียกว่าการถ่อมตน หัดเรียนรู้เอาไว้ซะบ้าง
แต่ถึงอย่างไร หานเหนียงก็ไม่ใช่สมาชิกในครอบครัว เซียงหย่งฝูจึงไม่อาจทำตัวเป็นนายของนางได้ ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อปกป้องฉีสือเยี่ยน นางจึงไม่คิดปฏิเสธ
หลังจากนั้นไม่นาน หน่วนเป่าก็ถูกบิดากล่อมจนหลับไป ถึงขนาดส่งเสียงกรนออกมาเบา ๆ อีกด้วย
เซียวหย่งฝูเห็นลูกสาวหลับปุ๋ยก็รู้สึกง่วงอยู่บ้าง แต่ทำได้เพียงยืนเฝ้าระวังภัย ส่วนหานเหนียงยังคงยืนอย่างมั่นคงอยู่ใต้ชายคาและสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัว
ทันใดนั้น ใบหูของหมาป่าสีขาวที่เฝ้าอยู่ใต้กำแพงก็ขยับ หานเหนียงจึงหยิบธนูขึ้นมาไว้ในมือและตั้งท่าเตรียมพร้อม
เป็นมือสังหารที่กระโดดจากด้านนอกขึ้นมาบนกำแพง แต่ในลานบ้านกลับมืดเกินกว่าจะเห็นสิ่งใดได้ชัดเจน
ในตอนนี้นั้นเองที่เสียงกรนของเจ้าก้อนแป้งดังมากเป็นพิเศษ คนผู้นั้นคิดว่าทั้งบ้านหลับกันหมดแล้ว จึงได้ตัดสินใจกระโดดลงมาจากกำแพง
ก่อนที่คนผู้นั้นจะทันได้ขยับตัว ความเหน็บหนาวก็ผุดขึ้นมาในใจ เมื่อสายตากวาดไปสบกับหมาป่าขาวตัวใหญ่ที่หันมามองหน้าพร้อมอ้าปากกว้าง น้ำลายที่หยดย้อยลงมา ทำให้มือสังหารรู้สึกว่าตัวเองคงดูน่าอร่อยเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าหมาป่าขาวรู้ว่ามือสังหารคิดอะไรอยู่ มันก็คงจะร้องด่ามารดาของคนผู้นั้นไปแล้ว เพ้อเจ้อจริง ๆ
หมาป่าขาวจ้องเขม็งไปยังคนผู้นั้น ทำให้มือสังหารกลับมามีสติอีกครั้งและกำลังจะอ้าปากกรีดร้องออกมา แต่กลับได้ยินเสียง ‘ฉึก’ ของลูกธนูที่กรีดผ่านเนื้อไป
เจ็บ!
ภาพสุดท้ายในชีวิตของมือสังหารคือกรงเล็บขนาดใหญ่ที่ปรากฏขึ้นมาตรงหน้า
มันคืออุ้งเท้าของหมาป่าขาวที่ตบศีรษะของเขานั่นเอง
เซียวหย่งฝูที่อยู่ในบ้านไม่ได้รับรู้ถึงฉากนองเลือดนี้
ส่วนหานเหนียงที่อยู่ใต้ชายคาและเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมด กำลังมองภาพตรงหน้าอย่างไร้อารมณ์ ราวกับว่านางเพิ่งจะดูละครลิงอันแสนน่าเบื่อ
คนที่รออยู่ด้านนอกเห็นว่าสถานการณ์ไม่สู้ดี มือสังหารเข้าไปด้านในนานเกินไปและยังคงไร้ซุ่มเสียง คนที่เหลือจึงเลือกถอยกลับไปตั้งหลักก่อน
หมาป่าขาวเงี่ยหูฟัง ไม่ได้ลดการระแวดระวังลงแม้แต่น้อย จนกระทั่งผู้บุกรุกออกไปนอกหมู่บ้านแล้ว เจ้าก้อนแป้งจึงได้ขยี้ตาพลางกล่าว “ตั้นพ่อ คนพวกนี้มาทำอะไร มาขโมยเนื้อบ้านเราใช่หรือไม่”
เซียวหย่งฝูส่ายศีรษะ ดูจากการแต่งตัวและอาวุธที่ใช้ก็สามารถเดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายต้องเป็นมือสังหารมืออาชีพเป็นแน่ หากไม่ใช่เพราะต้าไป๋ วันนี้พวกเขาอาจกลายเป็นศพที่นอนอยู่บนพื้นไปแล้วก็ได้
เป้าหมายย่อมต้องเป็นฉืสือเยี่ยนไม่ผิดแน่
แต่เจี่ยงอี๋โม่กลับไปส่งข่าวเรื่องการตายของฉีสือเยี่ยนแล้วไม่ใช่หรือ
หานเหนียงรีบทำความสะอาดลานอย่างรวดเร็ว ทำให้ตอนที่หลินซื่อและคนอื่น ๆ ขึ้นมาจากห้องใต้ดิน มีเพียงแค่กลิ่นเลือดจาง ๆ เท่านั้นที่เหลืออยู่
หลินซื่อส่งเสี่ยวลิ่วให้ผู้เฒ่าเซียว ก่อนจะรีบเข้าไปกอดหน่วนเป่า
“เจ้ากล้าออกไปข้างนอกคนเดียวแล้วทิ้งให้แม่อยู่ด้านในได้อย่างไร หน่วนเป่า แม่เป็นห่วงเจ้าจะตายอยู่แล้ว” หลินซื่อกอดหน่วนเป่าเอาไว้แน่นพลางร้องไห้อย่างหนัก
“ตั้นแม่ ข้าผิดไปแย้ว ข้าจะไม่ทำอีกแย้ว”
ผู้เฒ่าเซียวมองไปยังบุตรชายอย่างโกรธเคือง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น เด็ก ๆ หวาดกลัวกันหมดแล้ว”
เซียวหย่งฝูเหลือบมองไปทางเด็ก ๆ และเห็นว่าพวกเขาทั้งหมดไม่ได้เป็นอะไร แต่ฉีสือเยี่ยนกลับยืนอยู่หลังสุด ก้มหน้าราวกับทำความผิดและไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไรต่อไปดี
“บางทีพวกเขาอาจต้องการเสบียงอาหาร” ก่อนหน้านี้หน่วนเป่าเคยพูดเอาไว้ว่าอาจมีคนมาแย่งเสบียง เซียวหย่งฝูเองจึงใช้ข้ออ้างนี้เพื่อปลอบเด็ก ๆ
หานเหนียงไปตามท่านหมอฟาง พวกเขาเองรู้สถานการณ์ดี จึงไม่อาจนิ่งเฉยได้
โดยเฉพาะตรงนี้มีศิษย์ที่ท่านหมอฟางชื่นชอบอยู่ด้วย หากมีอะไรเกิดขึ้น คาดว่าคงเป็นเรื่องยากที่จะได้เจอศิษย์ที่มีพรสวรรค์เช่นนี้อีกในอนาคต
“ไม่เป็นไร ดูเหมือนเด็ก ๆ จะสบายดี ฮูหยินเซียวกับผู้เฒ่าเซียวเองก็สบายดีเช่นกัน ไม่ต้องกังวล” ท่านหมอฟางรู้สึกไม่วางใจ จึงได้ลงมือตรวจชีพจรของทุกคน
ทุกคนมีร่างกายแข็งแรง หากจะมีสิ่งใดที่ผิดปกติ ก็มีเพียงแค่พวกเขาแข็งแรงเกินไป โดยเฉพาะสถานการณ์ที่อดยากเช่นนี้
หลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกันมาทั้งคืน ท่านหมอฟางตัดสินใจรั้งอยู่ที่บ้านสกุลเซียว และอยู่ข้างกายฉีสือเยี่ยน
เช้าวันรุ่งขึ้นได้มีข่าวลือในหมู่บ้านว่า เมื่อคืนนี้มีคนมาขโมยอาหาร พวกเขาต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นคนสกุลเซียวที่ชักนำคนพวกนี้มา
พร้อมกับข่าวเรื่องหลิวเกิ่นเซิงก่อเรื่องทะเลาะวิวาทกับคนอื่นด้วย
ในวันนี้ บุตรชายทั้งสามคนของสกุลเซียวไม่ได้ไปสถานศึกษา หลังจากได้ยินว่าหลิวเกิ่นเซิงกำลังทะเลาะกับใครบางคน ทั้งสามจึงนัดกันไปที่บ้านของหลี่เจิ้งเพื่อพบเขา
ปรากฏว่าคนที่ทะเลาะกับหลิวเกิ่นเซิงก็คือชวนจื่อที่ถูกขับไล่ออกไปจากภูเขาในวันนั้น
“ไอ้หมอนี่วัน ๆ หาแต่เรื่องจริง ๆ ปากดีขี้บ่นเหมือนกับพวกป้า ๆ ในหมู่บ้านไม่มีผิด”
มุมปากของหลิวเกิ่นเซิงมีรอยช้ำสีม่วง แต่เขาก็ยังพูดจาอย่างเดือดดาล “ใครจะไปรู้ว่าหลังจากเราสองคนตีกันเสร็จ แม่ของเจ้านั่นจะไปหาท่านปู่ข้าเพื่อขอเหตุผล”
เด็ก ๆ ที่อยู่ด้านข้างเริ่มโมโห ต่างพากันพูดเสียงเซ็งแซ่
จนกระทั่งเวลาล่วงเลยมาจนถึงตอนบ่าย เรื่องที่เกิดขึ้นแทนที่จะถูกทำให้คลี่คลาย กลับทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อย ๆ
“เมื่อคืนข้าได้ยินเสียงฝีเท้าม้า มันน่ากลัวมากจนข้าไม่กล้าฟังเลย”
“ข้าได้ยินว่าคนพวกนั้นเป็นมือสังหาร”
“ไม่ถึงขนาดนั้นหรอกกระมัง ก็แค่เอาอาหารของพวกเขาไปก็สิ้นเรื่อง บ้านเซียวนี่ต้องการฆ่าพวกเราชัด ๆ”
……
แม้ว่าจะไม่มีคนนำเรื่องนี้มาถามกับคนสกุลเซียว แต่ทุกคนในหมู่บ้านต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าสกุลเซียวนำพาหายนะมาสู่หมู่บ้าน
เมื่อถึงยามพลบค่ำ หลี่เจิ้งจึงเรียกทุกคนให้ไปที่ห้องบรรพบุรุษ
“วันนี้ข้าได้ฟังเรื่องที่พวกเจ้านินทากันมาทั้งวัน หูของข้าเองก็ทนไม่ไหวแล้วเหมือนกัน ข้าจึงได้เรียกให้ทุกคนมารวมตัวกัน เพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นในครั้งนี้”
หลี่เจิ้งหยิบยาสูบขึ้นมา แล้วหรี่ตามองบรรดาชาวบ้านที่อยู่ตรงหน้า
“แค่เพราะมีคนนอกสองสามคนเข้ามาในหมู่บ้าน ก่อนที่พวกเจ้าจะรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น พวกเจ้าก็เริ่มสาดน้ำโคลนใส่คนของพวกเราเองงั้นหรือ”
หลี่เจิ้งเขย่าปล้องยาสูบลงบนโต๊ะแล้วชี้ไปทางคนเหล่านั้น “พวกเจ้ากล้าพูดคำพูดพวกนั้นออกมาได้อย่างไร!”
“ตอนที่เอาข้าวของเขาไป พวกเจ้ารู้สึกอับอายบ้างหรือไม่”
“แต่พอมีเรื่องอะไรเกิดขึ้น พวกเจ้ากลับขอให้ขับไล่พวกเขาไป ข้าล่ะละอายใจแทนพวกเจ้าจริง ๆ” ในขณะที่พูดเขาก็ได้เอามือลูบหน้าที่เหี่ยวย่นของตัวเอง
ในตอนนี้ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรเกิดขึ้น แต่คนเหล่านี้กลับพูดในสิ่งที่ไม่น่าฟังมากมาย หากว่ามีเรื่องเกิดขึ้นจริง ไม่ต้องพูดถึงการปกป้องสกุลเซียวเลย เพราะสกุลเซียวจะเป็นสกุลแรกที่ถูกกำจัดไป
หลี่เจิ้งรู้สึกว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นถูกเวลาเกินไป
“พวกเจ้ากลับไปแล้วนำอาหารทั้งหมดที่เคยเอาไปกลับมาคืนเดี๋ยวนี้!”
เรียกได้ว่าประโยคเดียวก่อให้เกิดคลื่นนับพัน
ฝูงชนที่ได้ยินดังนั้นต่างพากันแตกตื่น “เมล็ดธัญพืชทั้งหมดพวกนั้นไม่ใช่ว่ามอบให้พวกเราแล้วหรือ เหตุใดถึงได้บอกให้พวกเรานำไปคืนด้วย ทำไมกัน”
“นั่นสิ เพราะเหตุใดกัน”
“เพียงเพราะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่พวกเจ้ากลับโยนมันให้เป็นความผิดของคนสกุลเซียวที่มีข้าวกิน เช่นนั้นแล้วก็อย่ารับของจากเขาเลยจะดีกว่า”
“การแบ่งปันนับว่าเป็นน้ำใจ แต่ถ้าหากไม่ให้พวกเจ้าก็นับว่าเป็นสิทธิ์ของพวกเขา เข้าใจหรือไม่ว่ามันคือน้ำใจ!”
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่เจิ้งรู้สึกทั้งโกรธทั้งผิดหวัง แต่คนเหล่านี้ต่างก็เป็นคนที่เกิดในหมู่บ้านเดียวกันกับเขา แล้วเขาจะทำเช่นไรได้?
คงทำได้เพียงแค่หาวิธีชี้นำพวกเขา และทำให้คนพวกนี้เข้าใจว่าการทำงานร่วมกันและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยู่ในเรือลำเดียวกันนั้นหมายความว่าอย่างไร
“เนื่องจากเมล็ดธัญพืชพวกนี้เป็นต้นเหตุ เช่นนั้นก็จงคืนมันให้กับผู้เป็นเจ้าของเถอะ”