ยอดเขาเทียมฟ้าเต็มไปด้วยชาวยุทธ์นับหมื่นยอดฝีมือทั้งเทพและมนุษย์ล้วนมารวมกัน ณ ที่แห่งนี้ ในตำหนักราชันย์จุผู้คนได้แค่พันคนดังนั้นผู้ที่สามารถเข้าไปข้างในได้ล้วนแล้วแต่เป็ยอดฝีมือชื่อกระเดื่องบ้างเป็เ้าสำนักใหญ่ บ้างเป็คนของพรรคใหญ่ที่มีอิทธิพล
มีผู้คนมากมายที่ไม่ได้เข้าตำหนักราชันย์ แต่พวกมันต้องอดใจรอ หากโวยวายก่อความวุ่นวายอาจถูกรุมสังหารได้
าายุทธจักรหวงหยางหลิวนั่งอยู่ตรงลานผงาดฟ้าตรงหน้ามีกระถางเพลิงโลกันต์ตั้งอยู่ ในการทำพิธีปุนภพต้องใช้กระถางเพลิงโลกันต์ในการแผดเผาเรือนร่าง จึงจะปรากฏดวงิญญาสำหรับการไปเกิดใหม่
ลานผงาดฟ้าไม่มีผู้ใดเข้ามาได้ที่ประตูทางเข้ามีทาสราชันย์ยืนขวางเอาไว้ถัดจากทาสราชันย์ยังมีวายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินนั่งสมาธิอยู่บนก้อนหินใหญ่ที่สลักอักษร‘ยินดีต้อนรับ’ เอาไว้ในมือมีดาบวายุสลาตันที่น่าเกรงขามพาดอยู่ตรงหน้าขาทั้งสองข้าง
เมื่อถึงเวลาฤกษ์ดียามงาม หวงหยางหลิวเริ่มโคจรพลังตามเคล็ดสลายร่างที่บันทึกไว้ในคัมภีร์อักษรเทพเมื่อโคจรไปได้สักพักเขาเริ่มรู้สึกถึงพลังความร้อนที่ไหลเวียนอยู่ในร่างกาย คลับคล้ายธารลาวาสายหนึ่งกำลังแผ่ขยายอาณาเขตไปทั่วเส้นสายภายในเรือนร่าง เมื่อเป็เช่นนี้ เขาเริ่มโคจรให้เร็วขึ้นเพื่อกระตุ้นธาตุไฟในร่างกายให้ชักนำความร้อนออกมาให้มากที่สุด
กระถางเพลิงโลกันต์เริ่มตอบสนองต่อความร้อนจากภายนอกมันเริ่มลุกไหม้พวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง ความร้อนแรงแผ่กระจายไปทั่วบริเวณนั้น ยิ่งหวงหยางหลิวเร่งเร้าพลังมากเท่าใด มันก็ยิ่งพวยพุ่งออกมามากขึ้นเท่านั้น บนท้องฟ้าล้วนแดงฉานฉาบไล้ไปด้วยเพลิงโลกันต์
วายุเทพเซียวเหลิ่งเหวินกับทาสราชันย์ต้องโคจรพลังวัตรเพื่อปกป้องตนเองจากความร้อนของเพลิงโลกันต์ เพราะทั้งสองอยู่ใกล้กับพิธีกรรมมากที่สุด ในขณะที่เสียงร่ำร้องด้วยความเ็ปดังมาจากรอบด้าน ผู้ที่มีวรยุทธ์อ่อนด้อยล้วนไม่อาจทนทานเพลิงโลกันต์ได้ ถูกแผดเผาจนดับดิ้นไปนับร้อย
“พวกไม่ประมาณตนสมควรดับสูญไป” ทาสราชันย์เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเ็า
ผ่านไปสักพัก ร่างของหวงหยางหลิวลอยขึ้นไปเหนือกระถาง นี่เป็ขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในพิธีปุนภพ จะสำเร็จหรือล้มเหลวย่อมอยู่ที่ขั้นตอนนี้ ทำให้เขาตั้งสติแล้วโคจรพลังย้อนกลับจากร้อนเป็เย็นเมื่อโคจรพลังได้หนึ่งร้อยรอบ ร่างของเขาถูกปกคลุมด้วยน้ำแข็งชั้นหนึ่ง จากร่างที่ปกคลุมไปด้วยความร้อนจัด กลายเป็ร่างที่ถูกปกคลุมไปด้วยความเย็นจัดอีกชั้นหนึ่งแต่ภายในกลับยังคงร้อนรุ่มดังเดิม จากนั้นเขาก็ปล่อยให้ร่างตกลงไปในกระถางเพลิงโลกันต์ เมื่อความเย็นและความร้อนปะทะกันอย่างเฉียบพลันก็เกิดสิ่งที่ไม่คาดฝันขึ้นเสียงะเิกัมปนาทดังขึ้นคราหนึ่ง ขุมพลังมหาศาลแตกกระจายออกไปทั่วทุกทิศเสียงร่ำร้องดังระงมอีกครา รอบนี้มีผู้คนล้มตายมากกว่าเดิมสามถึงสี่เท่า
เถ้าธุลีในกระถางฟุ้งกระจายไปทั่วเหล่ายอดฝีมือล้วนส่งสายตาจดจ้องอยู่ที่กระถางเพลิงโลกันต์ พวกเขากำลังรอคอยจิติญญาของาายุทธจักรผู้ล่วงลับปรากฏ
ไฟในกระถางเพลิงโลกันต์กลับมาเป็ปกติแล้วร่างของาายุทธจักรก็หายไปแล้ว เหลือเพียงดวงไฟขนาดเท่ากำปั้นดวงหนึ่งล่องลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าแล้วหายลับเข้าไปในกลีบเมฆา ทั่วทั้งบริเวณล้วนเงียบสงบ มิมีผู้ใดกล้าส่งเสียงอีก
เซียวเหลิ่งเหวินถอนหายใจยาวคราหนึ่งจากนั้นพลิ้วกายจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่มีผู้ใดกล้าติดตามไม่มีผู้ใดกล้าแย่งชิงดาบวายุสลาตันจากมือของเขา
ทาสราชันย์พุ่งร่างไปที่กระถางเพลิงโลกันต์จากนั้นโอบอุ้มกระถางเพลิงโลกันต์ที่มีขนาดใหญ่กว่ามันถึงสามเท่าหายลับไปทางหลังเขาอย่างรวดเร็ว มันไม่สนใจผู้ใด และก็ไม่มีผู้ใดสนใจมันเช่นกัน เหล่าชาวยุทธ์เก้าในสิบที่มาร่วมงานล้วนมีเป้าหมายอยู่ที่ศัสตราวุธทั้งเจ็ด
ลานผงาดฟ้าเหลือเพียงดาบสามเล่มกระบี่หนึ่งเล่ม และโล่ที่ไม่ธรรมดาอีกหนึ่ง บรรดาจอมยุทธ์เริ่มเข้ามาในลานแล้วแต่มิมีผู้ใดกล้าวู่วามไปเอาศัสตราวุธก่อนการตกเป็เป้าจู่โจมของยอดยุทธ์ที่เหลือไม่ใช่เื่ที่น่ายินดี
“ดาบอัคคีพิโรธเป็ของสำนักเรามาก่อนตอนนี้ก็สมควรกลับมาเป็ของเราแล้ว คงมิมีผู้ใดคัดค้านกระมัง” บุรุษหนุ่มผมแดงพูดพร้อมกับเดินออกมานำหน้าผู้อื่นหนึ่งก้าว ทุกคนล้วนมองมาทางคนผู้นี้
บุรุษหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่เส้นผมสีแดง ดวงตาคมเข้ม เปลือยร่างท่อนบน มีรอยสักอัคคีพวยพุ่งทั่วแผ่นหลังแลดูเป็ที่น่าเกรงขามมิใช่น้อย
ทายาทสำนักอัคคีรุ่นที่สิบเจ็ดจูเฟยหลง
“ด้วยฝีมือชั้นปลายแถวอย่างเ้าคิดว่าจะควบคุมดาบอัคคีพิโรธได้หรือคงไม่ถึงปีก็ถูกแผดเผาจนเป็เถ้าถ่านเหมือนกับปู่ของเ้ามิสู้มอบให้กับผู้ที่เหมาะสมจะดีกว่า”
เสียงจากคนที่ก้าวเข้ามาในลานประลองมันมีเคราครึ้มคลุมใบหน้าไปสี่ส่วน แววตาดุดัน ใบหน้าเหลี่ยมจนไม่น่าดูลักษณะท่าทางดุร้ายแข็งกร้าว
หานหลิ่ง จ้าวหุบเขาพยัคฆ์ยอดยุทธ์ชั้นในอันดับเจ็ดแดนมนุษย์ ผู้มีชื่อกระเดื่องมาหลายสิบปี เ้าของวิชาฝ่ามือทลายฟ้า
จูเฟยหลงหันมาสบสายตากับเ้าของเสียงแววตาของเขายังคงสงบนิ่ง บุคลิกงามสง่าดังเดิม ร่างตั้งตรง สองมือปล่อยแนบลำตัวคล้ายไม่สะทกสะท้านกับการมาของยอดฝีมือเช่น หานหลิ่ง แม้แต่น้อย
“ท่านพูดคล้ายกับว่าท่านมีฝีมือเพียงพอสำหรับควบคุมดาบของตระกูลเรา”
“แน่นอนข้าฝึกยุทธ์มาเกือบแปดสิบปี ทั้งกำลังภายในและภายนอกย่อมเหนือกว่าเด็กน้อยเช่นเ้าทุกคนในที่นี้ย่อมเห็นด้วย”
หานหลิ่ง พูดพร้อมกับกวาดสายตาไปรอบด้านใบหน้าอันดุร้ายของเขาทำเอาจอมยุทธ์รอบด้านไม่กล้าเอ่ยปากโต้แย้งออกมา ด้วยชื่อเสียงอันอื้อฉาวในรอบห้าสิบปีที่ผ่านมาไม่มีผู้ใดอยากตอแยหาความยุ่งยากใส่ตัว
“ท่านเป็ยอดฝีมือลำดับที่เจ็ดในแดนมนุษย์สินะเลยกล้าทระนงตนว่าสามารถควบคุมดาบของตระกูลเราได้มิเกรงใจพวกเราเหล่าทายาทรุ่นหลังเลยแม้แต่นิดเดียว แบบนี้ก็ดีวันนี้ข้าขอคำชี้แนะจากท่านสักหนึ่งร้อยกระบวนท่า หากข้ายังสามารถยืนหยัดอยู่ได้แสดงว่าท่านยังไม่คู่ควรกับดาบเล่มนี้”
จูเฟยหลงหันมาเผชิญหน้ากับหานหลิ่งน้ำเสียงของเขาราบเรียบแต่ทรงพลัง คล้ายอ่อนโยนแต่มิอ่อนแอคล้ายให้เกียรติแต่มิได้ยกย่องลักษณะแบบนี้ของมันทำให้เหล่าจอมยุทธ์รอบด้านแอบชื่นชมในใจ
หานหลิ่งหัวร่อฮา ฮา พร้อมกับก้าวเท้าไปหาเทพหนุ่มผู้อยู่เบื้องหน้า เขามั่นใจในพลังฝีมือของตนเองเต็มเปี่ยมเขามั่นใจว่าภายในสิบกระบวนท่าจะสามารถล้มเด็กน้อยรุ่นหลังผู้นี้ได้ จึงว่า
“หากข้าเอาชัยเ้าในหนึ่งร้อยกระบวนท่าข้าจะได้อันใด”
“ข้าจะถอนตัวจากการ่ชิงดาบของกระกูลเราเองข้าจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับดาบเล่มนี้อีก มันจะเป็ของท่าน”
เหล่าจอมยุทธ์ในบริเวณล้วนเกิดอาการตกตะลึงกับสิ่งที่ได้ยินหากจูเฟยหลงพ่ายแพ้ สำนักอัคคีจะหมดสิทธิ์ในดาบเล่มนี้ทันทีและจะไม่สามารถแย่งชิงดาบกับผู้อื่นได้อีกตลอดกาล นี่เป็เดิมพันที่สูงมากหากมิใช่เก่งกาจแท้จริงก็นับว่าเสียสติแล้ว
“ตกลงหนึ่งร้อยกระบวนท่าใช่ไหม ฮา ฮา รับมือ...”
พูดยังไม่ทันจบหานหลิ่งก็จู่โจมออกไปหนึ่งฝ่ามือ มันเป็ฝ่ามือที่เรียบง่ายแค่สะบัดไปข้างหน้าเท่านั้นเอง แต่สำหรับจูเฟยหลงแล้ว ฝ่ามือนี้กลับไม่ธรรมดาเขารู้สึกเหมือนมีพลังงานบางอย่างมากดทับเขาเอาไว้อากาศรอบตัวล้วนบีบอัดตัวแน่นขึ้น หากเขายังคงอยู่ในท่าเดิมเช่นนี้ต่อไปร่างคงกลายเป็แหลกเละแน่นอน
จูเฟยหลงตบมือหนึ่งคราพร้อมกับก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวนี่กลับกลายเป็การทำลายกระบวนท่าฝ่ามือทลายฟ้าท่าที่หนึ่งนามเขมือบฟ้าดินของหานหลิ่งได้เสียงตบมือหนึ่งครั้งที่อัดแน่นไปด้วยกำลังภายในทำให้ท่าฝ่ามือเกิดช่องโหว่การก้าวเท้าหนึ่งก้าวไปยังช่องโหว่ที่เกิดขึ้นทำให้เขาหลุดพ้นจากการควบคุมของฝ่ามือ
หานหลิ่งตกตะลึงเล็กน้อยมันย่อมไม่นึกว่าเทพหนุ่มตรงหน้าจะมีความสามารถถึงเพียงนี้ จึงเริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้งร่างของมันเคลื่อนไปทางขวา พร้อมกับสะบัดฝ่ามือออกไปรวดเดียวสี่ฝ่ามือสี่ฝ่ามือคือสี่กระบวนท่า เริ่มจากตลบฟ้า พลิกพสุธา ม้วนนที และจบด้วยแหลกศิลา
มีแต่ยอดฝีมือระดับนี้เท่านั้นที่สามารถกระทำเช่นนี้มีแต่ผู้ที่ควบคุมลมปราณแรกเริ่มธรรมชาติได้ จึงจะสามารถใช้กระบวนท่าติดต่อกันได้หานหลิ่งเป็หนึ่งในนั้น
จูเฟยหลงแม้จะเตรียมพร้อมอยู่แล้วแต่เขาก็ยังคงตกอยู่ในอันตราย ท่าตลบฟ้าคล้ายมีคนเอาค้อนนับหมื่นมาทุบใส่เขาเกร็งพลังพร้อมกับต่อยออกหนึ่งหมัด หมัดอัคคีเผาผลาญที่รุนแรงเมื่อฝ่ามือกับหมัดปะทะกัน เกิดแรงะเิขึ้นคราหนึ่ง
จูเฟยหลงต้องถอยหลังไปสองก้าวแสดงให้เห็นว่าฝีมือเขาด้อยกว่าอีกฝ่ายขั้นหนึ่ง ยังไม่ทันที่จะยืนหยัดมั่นคงท่าฝ่ามือพลิกพสุธาก็ตามมา เขารู้สึกเหมือนพื้นดินกำลังสั่นไหวยากที่จะยืนหยัดทรงกายมั่นคงได้
จูเฟยหลงต่อยหมัดใส่พื้นดินรวดเดียวสามหมัดในกระบวนท่าหมัดอัคคีเดือดดาล พื้นดินที่สั่นไหวเริ่มสงบลง ยังไม่ทันที่จะหยุดหายใจกระบวนท่าฝ่ามือที่สามก็มาถึง ม้วนนทีก็ก่อให้เกิดพายุหมุนรอบ ๆ ตัวเขามันหมุนรุนแรงอย่างบ้าคลั่งจนเขาแทบจะลอยจากพื้นดิน
จูเฟยหลงต้องะเิกำลังภายในออกพร้อมกับใช้วิชาก้นหีบ อัคคีเผาผลาญสลายกระบวนท่าฝ่ามือม้วนนทีและในวินาทีนั้นเองฝ่ามือที่สี่อย่างแหลกศิลาก็มาถึงตัวเขาเขาทำได้เพียงต่อยออกสองหมัดกระแทกใส่ฝ่ามือนั้น
ร่างของจูเฟยหลงลอยละลิ่วไปไกลสามวาในขณะกำลังจะถึงพื้นนั้นเขากลับพลิกตัวคราหนึ่งใช้นิ้วชี้แตะพื้นส่งแรงดีดสะท้อนกลับมา พาร่างอันทุลักทุเลลงพื้นด้วยท่ายืนนั่นแสดงว่าเขายังไม่แพ้พ่าย ยังคงสู้ต่อได้
หานซิ่งกัดฟันคราหนึ่งเขาใช้พลังไปถึงแปดส่วน ยังคงไม่อาจล้มเทพหนุ่มเบื้องหน้านี้ได้ความรู้สึกอับอายกลายเป็โทสะ เขาตั้งใจจะใช้พลังทั้งหมดเพื่อล้มฝั่งตรงข้ามให้ได้แม้ว่านั่นอาจทำให้เขาพลั้งมือฆ่าคู่ต่อสู้ก็ตาม
หานหลิ่งะโลอยตัวขึ้นจากพื้นเกือบสามวาพร้อมกับเตรียมใช้กระบวนท่าที่รุนแรงที่สุดของฝ่ามือทลายฟ้านาม สยบปฐีในขณะที่มันกำลังรวบรวมพลังวัตรไปที่ฝ่ามือนั้น ก็ต้องชะงักคราหนึ่งมันรู้สึกได้ถึงภัยอันตรายจากรอบข้าง จึงรั้งพลังเอาไว้ก่อนเมื่อกวาดสายตาไปทางซ้าย มันก็เจอกับคนรู้จักผู้หนึ่ง คนที่มันหวั่นเกรง
“หานหลิ่งท่านใช้ไปหนึ่งร้อยยี่สิบเก้ากระบวนท่าแล้ว ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อีกไม่รู้สึกอับอายเด็กรุ่นหลังบ้างหรือ”
เสียงมาจากคนผู้นั้นคนที่มันรู้จัก บุรุษร่างสูงใหญ่ แววตาดุดัน คิ้วเข้ม จมูกโด่งสวมใส่เสื้อคลุมหนังสัตว์ผืนใหญ่ หานหลิ่งทิ้งตัวลงมาถึงพื้น พร้อมกับกล่าวว่า
“จิ่นเหิงไฉนท่านถึงปรักปรำเรา ก็เห็น ๆ กันอยู่ว่าเราเพิ่งใช้ไปเพียงห้ากระบวนท่าเท่านั้นมิใช่หนึ่งร้อยยี่สิบเก้ากระบวนท่าอย่างที่ท่านบอก”
หมัดภูผาจิ่นเหิงผู้อยู่ลำดับที่สามในเจ็ดยอดยุทธ์ชั้นในแดนมนุษย์ หัวร่อออกมาคราหนึ่งพร้อมกับเดินไปยืนคั่นกลางระหว่างหานหลิ่งกับจูเฟยหลงคล้ายเจตนาแยกทั้งคู่ออกห่างกัน แล้วหันมาทางหานหลิ่ง พลางกล่าวว่า
“กระบวนท่าตลบฟ้าที่เ้าใช้ดูเผินๆ อาจจะเป็แค่หนึ่งกระบวนท่า แต่แท้จริงแล้วในหนึ่งกระบวนท่าที่ท่านใช้ออกมามีกระบวนท่าตามหลังอีกยี่สิบเก้ากระบวนท่าดังนั้นหากนับรวมพลิกพสุธา ม้วนนที และแหลกศิลาด้วยแล้วท่านจะใช้ไปหนึ่งร้อยยี่สิบกระบวนท่า อีกเก้ากระบวนท่ามาจากท่าแรกที่ท่านใช้ออกไป”
หานหลิ่งแอบตกตะลึงในสิ่งที่ได้ยินหมัดภูผาจิ่นเหิงกลับแยกแยะฝ่ามือของตนเองได้อย่างละเอียดและถูกต้องหากต้องปะทะกัน ฝ่ายที่เสียเปรียบย่อมเป็มัน แต่คนเมื่อมาถึงจุดนี้แล้วยากที่ถอยออกมาได้ จึ่งว่า
“ท่านพูดเพ้อเจ้ออะไรออกไปผู้คนในที่นี้ล้วนเห็นกันอยู่แล้วว่าเราเพียงเคลื่อนไหวไม่กี่ครั้ง จะกลายเป็หนึ่งร้อยยี่สิบเก้ากระบวนท่าได้ยังไง”
หานหลิ่งพูดพร้อมกับหันหน้ามองไปรอบๆ สบตากับเหล่าชาวยุทธ์ บรรดาชาวยุทธ์ที่อยู่ในบริเวณนี้ล้วนหุบปากของตนเองเอาไว้มิมีผู้ใดอยากตอแยเื่ยุ่งยากใส่ตัวพึงทราบว่าหานหลิ่งเป็ยอดฝีมืออันดับหนึ่งของสำนักฝ่ามือเหล็ก ส่วนหมัดภูผาจิ่นเหิงเป็หัวหน้าพรรคอินทรีทองทั้งคู่มียอดฝีมือนับพันในสังกัดที่พร้อมจะสู้ถวายชีวิตให้ดังนั้นสิ่งที่ควรทำที่สุดในตอนนี้คือหุบปากให้สนิท
“ข้าเห็นด้วยกับจิ่นเหิงเ้าใช้ไปหนึ่งร้อยยี่สิบเก้ากระบวนท่าจริง ๆ แถมยังคงชิงลงมือก่อนอีกด้วยช่างเอารัดเอาเปรียบเด็กน้อยรุ่นหลังเสียจริงหากข้าเป็เ้าคงไม่ยืนอยู่ที่นี่แล้ว จะรีบไสหัวจากไปอย่างรวดเร็ว”
เสียงมาจากด้านหลังหานหลิ่งมิต้องหันไปมองดู ก็รู้ว่าเป็ผู้ใด นี่จึงเป็ศัตรูที่แท้จริงของมัน จอมโจรสำราญชงเมิ่ง ในรอบสิบปีมานี้มันกับคนผู้นี้ต้องปะทะคารมและลงไม้ลงมือบ่อยครั้งเพียงเพราะแย่งชิงสตรีนางหนึ่ง แต่ทุกครั้งก็ไม่ได้ลงมือต่อสู้กันจนรู้แพ้รูชนะเนื่องจากพอมีเปรียบชงเมิ่งก็มักจะถอนตัวตลอด จึงไม่ได้ถึงขั้นทำร้ายกันจนาเ็วันนี้เขาก็นึกไม่ถึงว่าจอมโจรอย่างมันจะมาที่นี่ด้วย
“หุบปากไปซะเ้าโจรถ่อยหากใครเชื่อในถ้อยคำของโจรร้ายเช่นเ้าทรัพย์สินเงินทองของมันคงถูกเ้าแย่งชิงไปสิ้น”
จอมโจรสำราญชงเมิ่งหัวร่อ ฮา ฮากับคำด่าของหานหลิ่ง มันหัวร่อจนตัวขดตัวงอ ส่งผลให้ชาวยุทธ์หลายคนหัวร่อไปกับมัน บุคลิกและใบหน้าอันหล่อเหลาแลดูอ่อนโยนของมันขัดกับชื่อเสียงเรียงนามอย่างจอมโจรมากนักดูไปคลับคล้ายบัณฑิตผู้หนึ่งมากกว่า
“แม้ว่าเราจะเป็จอมโจรผู้หนึ่งแต่ก็ไม่เคยหน้าด้านคดโกงผู้เยาว์รุ่นหลังเช่นท่านมาก่อนเกินหนึ่งร้อยกระบวนท่าไปแล้ว ยังไม่ยอมรับความพ่ายแพ้อีกแบบนี้ต้องด่าคำลูกเต่าจึงจะสาสมสินะ ฮา ฮา ”
เสียงหัวร่อของจอมโจรสำราญชงเมิ่งดังสะท้อนไปไกลทำให้เหล่าชาวยุทธ์จำนวนไม่น้อยหัวร่อไปกับมัน หานหลิ่งรู้สึกอับอายขายขี้หน้ายิ่งนัก จะจากไปก็ไม่ได้จะอยู่ก็ไม่ดีงาม ครั้นจะอาละวาดก็ไม่เป็ผลดี จะเปิดโอกาสให้จิ่นเหิงกับชงเมิ่งมีข้ออ้างในการกลุ้มรุมกำจัดตนเองในขณะที่ตนเองไม่สามารถหาทางออกได้นั้น ก็ััได้ถึงสิ่งผิดปกติที่เกิดขึ้นเหล่าจอมยุทธ์ทางทิศตะวันออกเริ่มเอะอะโวยวาย ส่งเสียงร้องออกมา
เหล่าชาวยุทธ์ทางทิศตะวันออกลุกลี้ลุกลนพากันเปิดทางให้กับคนผู้หนึ่งพวกมันพยายามอยู่ให้ห่างจากบุรุษผู้น่าเกรงขามที่มาพร้อมกับความร้อนดุจเปลวไฟเส้นผมบนศีรษะของมันแดงเข้ม สวมใส่ผ้าคลุมสีแดงผืนหนึ่งปรากฏคลื่นความร้อนโถมทะลักออกจากตัวของคนผู้นี้จนผู้คนแทบไม่อาจอยู่ใกล้กับมันได้
คนผู้นี้เป็ใครกันแน่ ถึงมีประกายไฟลุกลามตามทุกย่างก้าวที่มันเหยียบย่ำลงไปดวงตาที่แดงฉานทรงอำนาจของมันสะกดจนผู้คนไม่กล้าร่ำร้องอาละวาดออกมา
ยอดฝีมือผู้นี้คือใคร?