เหงื่อต่างน้ำผุดออกมาตามใบหน้า ไหลย้อยผ่านคิ้วที่ขมวดเป็ปม ผมหลับตา แม้หายใจแรงแต่ยังยืนมั่นคง สองมือชูไม้เท้าคู่ใจรับแสงแดดยามบ่าย นี่คือหน้าที่ประจำในฐานะนักพยากรณ์กระแสเวทย์ที่ด้านนอกเขตควบคุมอนูเวทย์
การเคลี่อนไหวนิ่งลงในขณะที่สีหน้ายังไม่ดีขึ้น สีสันที่เหลืออยู่สำหรับผม มีเพียงดวงไฟสี่สี จากผลึกเวทย์จิ๋วสี่ธาตุที่ปลายไม้เท้า ดิน น้ำ ลม ไฟ ทักษะและไม้เท้าคือเครื่องมือชั้นยอดสำหรับตรวจสอบกระแสเวทย์
หลังนิ่งนานหลายลมหายใจ ตุบ! ผมก็ฟุบลงกับพื้นแต่มือยังกำไม้เท้าแน่น
“แฮ่ก แฮ่ก”
ผมกระเสือกกระสนคลานกลับไปยังเขตควบคุมอนูเวทย์อย่างอ่อนแรง สำหรับนักพยากรณ์กระแสเวทย์คนอื่นเป็เื่ที่ไม่ต้องใส่ใจ แต่สำหรับผมมันคือ ความยากลำบากของการทำงานประจำวัน จากนี้ขอนั่งพักอยู่สักหลายอึดใจแล้วกัน…
อนูเวทย์ เหมือนจุดกำเนิดพลังงานมากมายตามธรรมชาไม่ต่างจากอากาศ หรือสายลม มันสวยงามแค่สำหรับผู้ปรับตัวได้ แต่ไม่ใช่สำหรับผม ว่ากันว่ามนุษย์มีความต้านทานระดับกลาง และสามารถฝึกเพิ่มได้
...แต่ในเมืองบ้านนอกแบบนี้คนที่ทำสำเร็จน่ะผมนับหัวได้เลยนะ ไม่มีใครอยากจะทรมานตัวเองทุกวันเหมือนผมหรอก ละมั้ง
หลังจากอาการดีขึ้น ผมจดรายงาน เก็บข้าวของใส่กระเป๋า เช็ดเหงื่อ ในขณะเงยหน้าขึ้นมองบาเรียที่เป็โดมใสผิวกระเพื่อมราวกับผิวน้ำ สัญลักษณ์ของ เขตควบคุมอนูเวทย์ ก้มหน้าดันแว่น ถอนใจ แล้วจึงออกเดินกลับเข้าเมือง
เมื่อไหร่ระดับความต้านทานจะถึง ‘ระดับผู้เดินทาง’ ซักทีกันล่ะ?…
แม้แสงตะวันจะไม่ต่างจากตอนแรกมากนัก แต่ตอนนี้กลับแทบไม่มีเหงื่อแล้ว อาการมึนหัวก็ดีขึ้น นั่นเป็เพราะมันไม่ใช่เพราะอากาศร้อน แต่มันเป็การลงโทษจากธรรมชาติเพราะผมอยู่ไม่ถูกที่ต่างหาก!
…การไปตรวจกระแสเวทย์นั้นต้องออกไปนอกเขตควบคุมอนูเวทย์ โดยปกติมันครอบคลุมพื้นที่นอกเมืองอีกประมาณสองกิโลเมตร เพื่อสนับสนุนทางการเกษตร สำหรับเมือง Golden Rim นี้เองก็เช่นกัน ทางเดินเข้าเมืองที่สองข้างทางเป็ไร่ข้าวบาร์เลย์ เป็ทิวทัศน์ที่ผมคุ้นชิน
…เพียงไม่นานก็พบกับเงาคนที่คุ้นเคย ชายชราที่แข็งแรงเสียยิ่งกว่าม้า! เขาเดินแบกถุงปุ๋ยหนักไม่ต่ำกว่าห้ากิโลกรัมมาด้วย นี่คือปู่ร็อคโค่
“ว่าไง ไอ้หลานชาย! วันนี้ ‘อาการแพ้’ เป็ยังไงบ้าง?” ปู่ถามด้วยสีหน้าเป็ห่วง
“เหมือนเดิมครับปู่ ตอนนี้ดีขึ้นแล้วครับ อ้อ! วันนี้กระแสเวทย์ก็ยังเสถียร เหมือนเดิมนะครับปู่” ผมก้มหน้าพร้อมดันแว่น
“อืม…ดีแล้วๆ ฟังนะ รี้ด…ถ้า…เอ็งอ้วกแตกเพราะ อาการแพ้ เมื่อไหร่น่ะ พื้นที่ในไร่ปู่ยังว่างอยู่สำหรับเอ็งเสมอนะ! ฮ่าฮ่าฮ่า!” ปู่หัวเราะลั่นหลังจากแซวผม
“อีกไม่นานหรอก ความต้านทานก็คงจะยกระดับเองแหละน่า!” ผมตอบกลับไปแบบยิ้มแห้ง ผมกัดฟันอย่างไม่รู้ตัว แล้วเดินต่อ
…แต่เมื่อไหร่กันล่ะ?...
ผมเดินต่อไปอย่างเหม่อลอยในขณะที่คิดถึง อาการแพ้อนูเวทย์ และคำพูดของปู่ไปด้วย ปู่เองก็พูดแบบนั้นเพราะหวังดีแหละ ปกติแล้วอาชีพนี้ มันก็ต้องเป็ ระดับผู้เดินทาง ขึ้นไปล่ะนะ เราเองก็ทำหน้าที่นี้มาตั้งห้าปีแล้ว ยังมีอาการแพ้อยู่เลย มันดีขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นเอง …แผนที่คิดจะยกระดับอย่างช้าๆ มันจะยังได้ผลรึเปล่ากันนะ
ทุ่งสีทองข้างทางพริ้วไหวเป็ระลอกคลื่นน้อยลง เป็สัญญาณว่าเข้าใกล้ประตูเมืองแล้ว ผมมองตามดอกหญ้าที่ลอยเล่นลมผ่านหน้าไป ประตูเมืองก็อยู่ตรงสุดสายตาแล้ว ดวงตะวันเองก็หลบไปอยู่หลังเมฆชั่วคราวหรือว่า …ดวงอาทิตย์เองก็สงสารเรากันนะ
…จะว่าไป เราก็ยึดติดกับอาชีพนี้มากกว่าที่คิดนะ ทำไมกันนะ…
เสียงผู้คนสัญจรไปมาเยอะขึ้น ส่วนหนึ่งเป็เพราะแผงลอยขายอาหาร ที่หน้าประตูเมืองนี่แหละนะ จริงอยู่ว่าในเมืองร้านค้าเยอะกว่าแต่ตรงนี้น่ะ ถูกและดี! ด้วยอาการมึนหัวของผมที่ยังอยู่แบบเบาๆ ทำให้ผมต้องระวังเด็กๆที่วิ่งเล่นดีๆ เด็กหลายคนจำผมได้และชอบถามถึงกระแสเวทย์อยู่บ่อยๆ
“พี่รี้ด! วันนี้กระแสเวทย์เป็ยังไงค้าบ!?” เด็กหัวหน้าแก็งวิ่งนำมาถาม
“ปกติครับ! น่ะซี่ เห็นพี่รี้ดก็ตอบงี้ทุ้กที ฮ่าๆ” เด็กอีกคนแซวแล้วทุกคนก็ขำตาม
“ก็ปกตินั้นแหละ ดีแล้ว” ผมก้มลงยิ้มรับทุกคน
“ว้า..แล้วเมื่อไหร่ผมจะได้เห็น ‘อสูรผลึก’ แบบในนิทานกันละเนี่ย!?” หัวหน้าแก๊งเสียดาย
“ฮ่าๆ มันมีจริงนะ…แต่ถึงมันมีมันคงไม่มาที่หมู่บ้านนี้หรอกสบายใจได้ พี่ไปซื้อซาลาเปาล่ะนะ” ผมยืดตัวตรงแล้วออกเดินต่อ
“จะไปซื้อซาลาเปาหรือไปจีบพี่เจมม่ากันแน่ พี่เจมม่าบอกว่าพี่ไปซื้อทุกวันเลย” เด็กสาวแก่นๆคนหนึ่งไม่วายแซวผมต่อ
“จ้าๆ” ผมตอบแบบขอไปทีในขณะที่แก๊งเด็กๆหัวเราะกันคิกคัก
แผงลอย ‘ซาลาเปาดอกไม้ไฟ’ นี่เป็แผงลอยของเจมม่า เพื่อนสมัยเด็กของผม เราเล่นด้วยกันมาั้แ่ยังเล็ก ครอบครัวบ้านเธอก็เป็ครอบครัวเก่าแก่ของที่นี่ มีไร่ข้าวบาร์เลย์พอๆกับปู่ร็อคโค่ แต่ที่เหนือว่าคือ บ้านเธอมีโรงโม่แป้งเป็ของตัวเอง ซาลาเปานี่เป็สินค้าเสริมจากกิจการเดิมของบ้านเธอ ถ้าผมจำไม่ผิด เธอเองก็ช่วยปรับปรุงสูตรจนกลายเป็ ซาลาเปาดอกไม้ไฟเสียด้วย ผมคิดแล้วก็เผลอยิ้มภูมิใจไปด้วย เก่งจริงๆเพื่อนเรา
เป้าหมายผมอยู่ที่แผงลอยติดประตูเมืองเลย เมื่อเข้าใกล้ก็พบว่า คนต่อแถวกันเยอะอยู่แล้วเหมือนกัน ทั้งผู้ใหญ่ ทั้งเด็ก ผมจึงรีบไปต่อแถว ผมก้มหน้าดันแว่นโดยไม่รู้ตัว เพราะกังวลว่าของจะไม่หมดเสียก่อนนะ
ใกล้ถึงคิว ใบหน้าที่คุ้นเคยก็ชัดขึ้นเรื่อยๆ ท่ามกลางผู้คนที่เดินไปมา ลูกค้าที่แซวเธอบ้าง จีบเธอบ้าง ผมพบว่าตัวเธอกลับโดนเด่นกว่าใคร ด้วยเส้นผมตรงไว้หางม้า คิ้วได้รูป ตาคมโต ผิวเนียนกระจ่าง และใบหน้าที่ตกกระเยอะกว่าปกติของเธอ
ที่ได้ยินมาหลายคนมักจะหักคะแนนความสวยงามของเธอ จากกระที่เยอะเกินไป แต่ไม่รู้ทำไมผมกลับรู้สึกว่ามันเจ๋งมาก เพราะทำให้เธอโดดเด่นกว่าใคร! หลายปีมานี้ผมแอบประหม่าเจมม่าทุกครั้ง ไม่ใช่เพราะผมแอบชอบเธอหรอกนะ แต่ผมรู้สึกเหมือนเราไม่สนิทกัน เหมือนตอนเด็กเสียแล้ว
เจมม่าตอนนั้น เธอเสียงดังและพลังงานเยอะกว่านี้มาก ตอนนี้เธอเป็สาวสุภาพขายของเก่งไปเสียแล้ว…ทำยังไงได้ พอโตขึ้นทุกคนต่างยุ่ง กับการทำงานทั้งนั้น ยิ่งผมมาเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์อีก เธออาจมองว่าผมไม่เจียมตัวก็ได้นะ ไม่แน่…กลับมารี้ด! ผมพาตัวกลับมายังแผงลอย!
“สวัสดี เจมม่า ขอซาลาเปาดอกไม้ไฟสองชิ้นเหมือนเดิมนะ”
“สวัสดี รี้ด วันนี้นายสีหน้าดูไม่ดีนะ รับเพิ่มอีกสองดีมั้ย? เติมพลังหน่อย” เธอแซวผมพร้อมขายเพิ่ม! ด้วยรอยยิ้มของแม่ค้าสาวสวย
“ใจเย็นๆเจมม่า…ฉันไม่ตกหลุมเธอหรอก เหอเหอ” ผมก้มหน้าแล้วดันแว่น
“ฮิฮิ อะไรกัน…ว่าแต่นายไม่เป็อะไรแน่นะ อาการแพ้อนูเวทย์น่ะ” เธอมองมาตรงๆ แล้วยื่นหน้ามาใกล้ขึ้น
“ไม่เป็ไร ไม่เป็ไร”
“นี่รี้ด…ถามตรงๆนะ….นายยังไม่ตัดใจใช่มั้ยกับอาชีพนี้น่ะ” เธอถามพร้อมยื่นถุงซาลาเปามาให้
“นั้นสิ พ่อหนุ่มรี้ด ป้าเห็นเธอเดินมาช้าๆลอยๆอยู่นะ เอาจริงๆนะ ป้าว่าได้ขนาดนี้ก็เก่งแล้วนะ”
ก่อนที่ผมจะทันตอบอะไร คุณป้าคิวต่อไปก็ได้ยินแล้วเสริมมาด้วยความเป็ห่วง ผมเผลอก้มหน้าและดันแว่นอีกครั้ง ขมุ้นคิ้วเล็กน้อยแล้วจึงเปลี่ยนสีหน้า เชิดหน้าขึ้นพร้อมรอยยิ้มแข็งเกร็งเล็กน้อย แล้วจึงตอบ
“สบายมากครับ อาการแพ้ก็ดีขึ้นกว่าห้าปีก่อนเยอะเลยครับ”
…พอเสียที สีหน้าแบบนั้นน่ะ ผมเข้าใจแล้ว…
“......เจมม่าก็ด้วยไม่ต้องห่วงนะ”
“...เข้าใจแล้ว อย่าฝืนล่ะ รี้ด” เจมม่าทำสีหน้าผสมระหว่างกังวลและยอมรับ พร้อมยิ้มส่งเล็กน้อย
“ผมต้องรีบไปรายงานประจำวัน ขอตัวครับ!” ผมรีบตัดบทและ ก้าวจ้ำอ้าว โดยไม่มองกลับไป ความหงุดหงิดเกือบปะทุออกมาระหว่างที่ผมเดินผ่านประตูเมืองไป
เข้าใจแหละว่าทุกคนเป็ห่วง ความต้านทานระดับผู้อาศัยก็แบบนี้ เฮ่อ การกระเสือกกระสนยกระดับเองมันแปลกและอันตราย …แต่หลายครั้งที่ความห่วงใย มันกลายเป็หนามทิ่มแทง จนรู้สึกเหมือนทุกคนรอคอยเวลาที่ผมจะเลิกอาชีพนี้สักที ที่แย่ที่สุดคือ ผมรู้ว่าพวกเขามีเหตุผลและรู้ว่าตัวเองยังไม่แข็งแกร่งพอ ห้าปีแล้วแต่ ความต้านทานก้าวหน้าน้อยเหลือเกิน…
เมื่อไหร่…ผมจะหลุดจากระดับผู้อาศัยเสียที…
เมื่อไหร่…ผมจะได้ออกไปสำรวจโลกเสียที…
ผมอยากจะออกไปสำรวจโลกนอก Golden Rim เสียทีแล้ว…
…ผมอยากจะออกไป…
…รึว่าจริงๆแล้ว ผมไม่ได้ยึดติดกับอาชีพ
…แต่ยึดติดกับการออกไปสำรวจต่างหาก…
ณ ศาลาว่าการเมือง…
ท่ามกลางพื้นหินขัดและเพดานสูง เคาน์เตอร์ไม้คือสิ่งแรกที่ต้อนรับผู้ที่มาเยือน บันไดคู่พาดมาจากชั้นสอง แม้ผู้คนจะไม่มากแต่ทุกคนต่างก็เดินขวักไขว่ สถานที่ที่เต็มไปด้วยความเร่งรีบ ขัดกับคนผู้หนึ่งที่ยืนเหม่ออยู่หน้าเคาน์เตอร์ รี้ดปล่อยความคิดล่องลอย ราวกับว่านึกสิ่งที่เคยลืมไปแล้วออก
“คุณรี้ด คุณรี้ดคะ เป็อะไรรึเปล่าคะ?” พนักงานที่เคาน์เตอร์ถาม
“อ้อ เปล่าๆ ผมมาส่งรายงานครับ เหม่อไปหน่อย แฮะๆ”
ผมก้มหัวให้เธอเล็กน้อย แล้วขึ้นชั้นสองไปยังแผนกกระแสเวทย์ แผนกนี้ไม่ค่อยมีคนสัญจรเยอะด้วยความที่ไม่เป็ที่นิยม แม้นักพยากรณ์กระแสเวทย์ เป็อาชีพที่จำเป็ต้องมี แต่สำหรับเมืองเล็กๆแบบนี้ ไม่ค่อยจำเป็สักเท่าไหร่
ก่อนจะเข้าไปยังออฟฟิศของหัวหน้า สามพี่น้องนักพยากรณ์กระแสเวทย์ เดินสวนผมออกมา เมื่อมองเห็นผมเ้าพวกไม่ลืมฝากสายตาเหยียดรอยยิ้มหยาม ไว้กับผมเป็ประจำ ผมขมวดคิ้วเล็กน้อยแต่ก็ชินแล้ว พวกนั้นถือว่าตัวเองเป็เอลฟ์ และความต้านทานอยู่ระดับผู้เดินทาง การมีอยู่ของคนอาชีพเดียวกัน แต่ระดับผู้อาศัยก็เลยขัดใจพวกนั้นโดยผมไม่ต้องทำอะไรเลย
‘เป็ระดับชาวบ้านที่อึดจริงจริ้ง’
ผมหลับตา หายใจลึกๆหนึ่งครั้งแล้วค่อยเดินเข้าไป สิ่งที่เห็นในออฟฟิศ ก็ปรากฏภาพชายหนุ่มที่คุ้นหน้า นั่งยกเท้าพาดโต๊ะ ส่งรอยยิ้มและสายตายียวนมา หัวหน้าผมเอง!
“ดูจากหน้าแล้วเนี่ย โดนเ้าพวกนั้น ‘แหย่’ มาอีกแล้วใช่มั้ยครับ คุณรี้ด”
“ใช่ครับ แล้วคุณจะพูดสุภาพทำไมครับ ไอ้คุณหัวหน้าโดเรียน”
“ฮ่า ฮ่าๆ ไม่เอาน่า นายก็ต้องเข้าใจพวกนั้นนะ นายเป็มนุษย์ที่ศักยภาพ น้อยกว่า ระดับก็ต่ำกว่ามาตรฐาน เหอะๆ…แต่ดันทำงานแบบเดียวกับพวกมันได้ มันก็เหลือแค่การกดหัวนายทุกครั้งที่มีโอกาสนั้นแหละ ที่จะทำให้พวกนั้น สงบจิตใจได้น่ะ เหอ เหอ”
“....หัวหน้าอาจจะไม่รู้นะ แต่ตอนนี้หัวหน้าทำหน้าชั่วร้ายกว่า พวกนั้นเยอะเลย” ผมหรี่ตามองหัวหน้าพร้อมดันแว่นอีกครั้ง หัวหน้าก็แค่ยักไหล่อย่างไม่แยแส
“เอ้าว่ายังไงครับ นักพยากรณ์กระแสเวทย์ รี้ด! กระแสเวทย์วันนี้…ะเิเพลิง! มหาวาตพินาศ! คลื่นมหรรณพ! ปฐีลั่น! หรือว่า…! ปกติ?” พร้อมกับที่พูด ก็ชูมือชูไม้ อย่างกับแสดงละครเวที
ผมดันแว่นแล้วทำใจกับความโอเวอร์นี้ซักครู่ แล้วจึงควักรายงานของวันนี้ มาจากกระเป๋าด้านหลังยื่นให้
“...เฮ่อ กระแสแปรผันตามแบบฤดูร้อน แต่สั้นๆก็คือ…ปกติครับ”
หัวหน้ายักไหล่อีกครั้ง แล้วจึงรับรายงานไปอ่านเล็กน้อย แสตมป์รายงาน แล้วจึงวางไว้บนโต๊ะ หัวหน้านำเท้าลงแล้วถอนหายใจเล็กน้อย
“แล้วอาการแพ้วันนี้เป็ยังไงบ้าง รี้ด?”
“ก็ยังเหมือนเดิมครับ แต่ระยะเวลาก็น้อยลงกว่าเมื่อปีก่อนประมาณ …ห้านาทีล่ะมั้ง” ผมก้มหน้าดันแว่นพร้อมคิดอย่างจริงจัง
“...ยังไม่ยอมแพ้สินะ รี้ด” หัวหน้าถามด้วยน้ำเสียงจริงจัง
“ฮื้ม…รายงานของผมมีปัญหาเหรอครับ? ผมทำหน้าที่ได้ไม่ดีเหรอ?” ผมเองก็เริ่มอารมณ์ขึ้นเล็กน้อย
“เฮ้ ใจเย็นๆ รี้ด…การตรวจกระแสเวทย์ของนายน่ะ ดีกว่าหนึ่งในสามพี่น้อง เอลฟ์นั้นเสียอีก ที่ฉันถามน่ะเพราะกลัวนายจะเดินผิดทางต่างหากล่ะ”
ผมเอียงคอไปเอง
“หมายความว่าไงครับ?”
“ฉันอยากให้นายถามตัวเองน่ะว่า…สิ่งที่นาย้าน่ะ ยังเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์อยู่ใช่มั้ย ?”
…ทั้งห้องเต็มไปด้วยความเงียบหลายอึดใจ ทั้งโดเรียนและรี้ดต่างนิ่งไป เพียงแต่ทางด้านรี้ดออกอาการทำหน้าไม่ถูก ไม่แน่ใจว่าควรตอบยังไง สีหน้าเขา มีหลากหลายอารมณ์ผสมกัน ทั้งโกรธ ทั้งเศร้า ทั้งสับสน…ในที่สุดรี้ดก็ก้มหน้าและดันแว่น…
“หัวหน้า…หมาย…หมายความว่าไงครับ…?” เขาถามเสียงสั่นเล็กน้อย
“เฮ่อ…ฉันหวังดีนะ รี้ด เื่ความสามารถฉันไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว ถ้านายบอกว่าชีวิตนี้แค่อยากจะเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์ ฉันจะไม่พูดเื่นี้อีก…” โดเรียนลุกขึ้น หันหลังให้แล้วจุดบุหรี่
“...แต่ว่า ถ้าหากสิ่งที่นาย้าไม่ใช่แบบนั้น และนายยังไม่รู้ว่าตัวเอง้าทรมานแบบนี้เพื่ออะไรกันแน่แล้วล่ะก็ ในฐานะคนรู้จักกัน ฉันก็อยากจะให้นายถามตัวเองดูอีกทีนะ…”
โดเรียนหันมาจ้องหน้าเขาจริงจังอีกครั้ง แล้วยิ้มให้
“ว่านาย้าอะไรกันแน่?”
…รี้ดนิ่งอึ้งไปอีกครั้ง สายตาเหม่อลอยไป้าเหมือนนึกอะไรออก โดเรียนเห็นก็ใและเรียกเขาแต่เขาไม่ตอบ เพราะเขากำลังใช้สมาธิอย่างมาก ในการนึกถึงสิ่งที่เคยลืมเมื่อนานมาแล้ว…เื่ ั้แ่เขายังเด็ก
…ใช่ ใช่แล้วเมื่อตอนนั้น ตอนพวกเรายังเล่นด้วยกัน มันมีคำถามที่ติดอยู่ในใจ…
…สมัยยังเด็ก…
“ไปเร็ว รี้ด มาทิส วันนี้มาแข่งจับ ‘แมลงปอลมหวน’ กัน!” เจมม่าพูดชวนอย่างคึกคัก
“ได้ งั้นเริ่มเลย ไปเร็วเจมม่า!” มาทิสรีบพาเจมม่าวิ่งเข้าไปที่ทุ่งหญ้าข้าง ทุ่งข้าวทันที
“เฮ้ ขี้โกงนี่ยังไม่นับถอยหลังเริ่มเลย”
ตอนเด็กพวกเราวิ่งเล่นกันในทุ่งข้าว แข่งกันหาแมลงปอลมหวนและ พืชที่มีอนูเวทย์ต่ำเสมอและแน่นอน…ผมชนะตลอด
…
…ใช่ ใช่แล้วสุดท้ายลงเอยที่ผมหาได้เยอะกว่าอยู่ดี เพราะอยากเอาชนะมาทิส รีบวิ่งหาไปมาบ้างจนหกล้ม โชคดีที่ไม่เป็อะไรมากแต่เขาถลอก เราจึงเดินกลับกัน ระหว่างทางที่ไปส่งมาทิส ผมก็ได้เล่าไปว่าวันหนึ่งมีนักพยากรณ์กระแสเวทย์มาคุยกับ คนที่บ้านผมจึงรู้ว่าตัวเองมีศักยภาพในการตรวจกระแสเวทย์
ปรากฎว่า ยังเล่าได้ไม่ทันจบ ผมก็แยกกับเจมม่าและมาทิสเสียแล้ว เพราะเจมม่าไปส่งมาทิสที่บ้าน
…จากนั้น…จะมีคนมาถาม อะไรนะ ?
‘…ถึงเปลี่ยนแปลงล่ะ?’
…ใครถามกันนะ!? เหมือนจะหลังจากนั้นใครน่ะ? ก่อนเราจะเข้าบ้านเราได้เจอกับเพื่อนแถวบ้านที่คุ้นเคย แต่ดันจำหน้ามันไม่ได้ หลังจากเล่าให้ทั้งสองฟังไม่จบเราเลยไปโม้กับเพื่อนคนนี้แทนั้แ่ต้น
ผมเล่าต่อไปว่า…ผลึกเวทย์บนไม้เท้าของนักพยากรณ์นั้นเกิดปฏิกริยากับผม พ่อ แม่ และนักพยากรณ์คนนั้นต่างใ พ่อและแม่ผมดีใจมาก และคาดหวังการเป็ระดับผู้เดินทางั้แ่นั้น นี่คงเป็หนึ่งในความยึดติดของผมล่ะนะ
เพื่อนปริศนาคนนั้น ใช่ กลับไม่ได้แสดงอาการใแบบเด็กๆออกมา แต่เขากลับไม่ได้ตื่นเต้นอย่างเด็กคนอื่นพร้อมบอกว่า
“เก่งจังนะ”
“แฮะๆ ไม่ขนาดนั้นหรอก โฮ่ๆๆ” ใช่ สมัยเด็กเราค่อนข้างจะอวดเบ่งนะ
“นี่ๆ รี้ด นายอยากเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์เหรอ? ไม่เป็ชาวนาเหมือนคนอื่นเหรอ? นายไม่กลัวอาการแพ้อนูเวทย์เหรอ?”
“อ้อ กลัวสิ แต่ว่าที่บ้านก็สนับสนุนนะและหวังว่าเราจะทำเงินได้เยอะตอนโตล่ะ แม้แต่นักพยากรณ์คนนั้นน่ะ ยังบอกเลยนะว่าถ้ามีความสามารถแบบนี้น่ะ อนาคตคงไปสู่ระดับผู้เดินทางได้ไม่ยากล่ะ…แล้วมันก็เท่ดีนา ได้ถือไม้เท้าเท่ๆด้วย”
ใช่มั้ยล่ะ เด็กๆน่ะไม้เท้าง่อยๆ นี่ก็สุดเท่แล้วแต่แทนที่เด็กคนนั้น จะตื่นเต้นกับผม เด็กคนนั้นกลับถามมาอย่างไม่คาดคิด
“นี่รี้ด นักพยากรณ์กระแสเวทย์ต้องตรวจสอบกระแส เพราะกระแสเวทย์มันเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาใช่มั้ย?”
“ใช่แล้วๆ นักพยากรณ์คนนั้นก็บอกไว้ มันคล้ายการพยากรณ์อากาศนั้นแหละ ว่าจะมีพายุมั้ยในอาทิตย์หน้าน่ะ เท่มั้ยล่าา?” น้ำเสียงอวดเบ่งเล็กๆอีกครั้ง
“งั้นเหรอ…แล้วทำไม….กระแสเวทย์มันถึงได้เปลี่ยนแปลงตลอดเวลาเหรอ?”
“เอ~~~ทำไมถึงเปลี่ยนเหรอ? พี่นักพยากรณ์ไม่ได้บอกแฮะ ทำไมเปลี่ยน…”
…ทำไมถึงเปลี่ยน…
ใช่แล้ว!! เพราะคำถามนี้แหละ คำถามเด็กปกติจะไม่สงสัย มันเป็คำถามที่ค่อนข้างหลุดสามัญสำนึก เพราะทุกคนแค่รู้ว่ามันเปลี่ยนช้าๆ แต่ไม่เคยมีใครสนใจสาเหตุเลย
และพอผมนึกไม่ออกจะหันไปบอกว่านึกคำตอบไม่ออก เ้านั้นก็หายไปแล้ว! ตอนนั้นก็เริ่มมืดแล้วเราก็เลยรีบกลับบ้าน ไม่ได้คิดอะไร แต่ั้แ่ตอนนั้นนี่แหละ เรายิ่งคาใจและคอยสงสัยเื่นี้ ยิ่งโตเลยยิ่งรู้ว่าไม่มีใครสนใจคำตอบ ไม่สิ แม้แต่คำถามนี้ก็ไม่มีใครเคยคิดถาม พอมันนานหลายปีสาเหตุแรกก็ดันถูก ความลำบากของก้าวสู่ระดับผู้เดินทาง ทับถมจนลืมไปเลย…ใช่แล้ว
ที่จริงเราไม่อยากเป็นักพยากรณ์กระแสเวทย์หรอก แต่นี่คืออาชีพที่ศึกษากระแสเวทย์ อนูเวทย์ ที่เป็ไปได้ใน Golden Rim นี้ เราเลยยึดติดกับอาชีพนี้ขนาดนี้ เพราะเราจะต้องยกระดับสู่นักสำรวจ เพื่อใช้เป็เครื่องมือในการเดินทางหาคำตอบนี้ต่างหาก!
ตอนนี้จิตใจของเขาที่ใสกระจ่างขึ้น เหมือนลูกแก้วที่เพิ่งโดนชำระจาก ฝุ่นเกาะมาหลายปี!