จารึกที่ 212 : เล่ห์มหาเศรษฐี : ขายสิทธิ์เจ้าหนี้และการฝากฝังหุบเขาพันอักขระ
แสงเงินแสงทองแห่งรุ่งอรุณเริ่มทอประกายจับขอบฟ้าทางทิศบูรพา ขับไล่ความมืดมิดและลมหนาวอันแสนทรมานของค่ำคืนที่ผ่านมา ทว่าแสงสว่างอันอบอุ่นนั้นกลับไม่อาจลบรอยคราบเลือดและเศษซากความพินาศที่เกลื่อนกลาดอยู่บริเวณลานหลอมศัสตราภายใน เขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระ ได้เลยแม้แต่น้อย
อาเจียนั่งพิงเศษซากศิลาโบราณด้วยใบหน้าที่ซีดเซียวไร้สีเลือดราวกับกระดาษ เหงื่อเย็นยังคงผุดพรายเต็มหน้าผากและแผ่นหลัง ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ หรือแม้แต่ขยับตัวเพียงเล็กน้อย ความเจ็บปวดจาก จุดตันเถียน 丹田 (ตันเถียน) ที่ร้าวรานจะแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย ราวกับมีคมมีดนับพันเล่มกำลังเฉือนวิญญาณของเขาอย่างเชื่องช้า
ทว่า... ในมือที่สั่นเทาและเปื้อนคราบเลือดของมหาเศรษฐีถังแตก กลับกำ ยันต์สื่อสาร 传音符 (ฉวนอินฝู) ระดับสูงสีทองอร่ามไว้แน่นชนิดที่ต่อให้ตายก็ไม่ยอมปล่อย เขาบีบเค้นลมปราณอันน้อยนิดที่เหลืออยู่เพียงก้นบึ้ง กระตุ้นการทำงานของมันด้วยความหวังสุดท้าย
วูบ...
แสงสีทองทอประกายวาบขึ้นกลางอากาศ ก่อนที่น้ำเสียงหวานหยดย้อย ทรงเสน่ห์ ทว่าแฝงไปด้วยอำนาจบารมีล้นเหลือของสตรีผู้หนึ่งจะดังกังวานขึ้น
"แหม... น้องชายอาเจีย มหาเศรษฐีน้อยแห่งสำนักหมึกวารี รุ่งอรุณอันสดใสเช่นนี้มีสายลมอันใดพัดพาให้เจ้าติดต่อพี่สาวมาได้เล่า? หรือว่าในเขตหวงห้ามของเจ้ามี ศัสตราประกอบ 组合法器 (จู่เหอฝ่าชี่) ชิ้นใหม่มาให้สมาคมการค้าของข้าประมูลอีก? หรือเจ้าไปขุดเจอสมบัติโบราณชิ้นใดมาเล่า?"
ซูเหม่ย นางพญาจิ้งจอกเงินแห่งสมาคมการค้าระดับแคว้น เอ่ยทักทายด้วยน้ำเสียงหยอกเย้าคุ้นเคย
"พี่สาวซูเหม่ยคนงาม... แฮ่ก..." อาเจียสูดปากระงับความเจ็บปวด พยายามสูดลมหายใจปรับน้ำเสียงให้ดูสดใส น่าเชื่อถือ และซ่อนความอ่อนแอเอาไว้ให้ลึกที่สุด "ข้ามีข้อเสนอธุรกิจระดับแคว้น... ไม่สิ ระดับทวีปมานำเสนอขอรับ! ข้ามี 'บิลหนี้เลือด' ของประมุขเหลยเซียวแห่งสำนักอัสนีบาต มูลค่า 7,000,000 ศิลาปราณระดับสูง 高级灵石 (เกาจี๋หลิงสือ) พร้อมหลักฐานการจ้างวานหอเร้นเงาที่พวกมันเพิ่งส่งนักฆ่ามาลอบสังหารข้า... ข้าต้องการขายสิทธิ์ความเป็นเจ้าหนี้ทั้งหมดนี้ให้สมาคมของท่าน ในราคาเพียง 3,000,000 ก้อนเท่านั้นขอรับ!"
ปลายสายเงียบไปอึดใจหนึ่ง ความเงียบที่ทำเอาหัวใจของอาเจียเต้นระรัว ก่อนที่เสียงหัวเราะกังวานใสราวกับกระดิ่งเงินจะระเบิดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่
"ฮ่าๆๆ! ร้ายกาจนัก! เจ้าเด็กหน้าเงินผู้ไม่เคยยอมขาดทุน! เจ้าไปลูบคมตาเฒ่าเหลยเซียวจนถูกตั้งค่าหัว ซ้ำยังรู้ตัวว่าสู้กองทัพอัสนีบาตและเหล่านักฆ่าไม่ไหว เลยคิดจะยืมมือสมาคมการค้าของข้าไปบีบคอทวงหนี้พวกมันแทนสินะ! เจ้าเอาเรื่องปวดหัวระดับแคว้นมาโยนให้ข้า แล้วตัวเองก็รับเงินสด 3,000,000 ก้อนไปนอนกอดสบายใจเฉิบ ช่างเป็นพ่อค้าที่เหลี่ยมจัดและหน้าหนาเสียจริง!"
"โธ่ พี่สาวคนสวย... ข้ากำลังย่ำแย่จริงๆ ขอรับ" อาเจียแสร้งบีบน้ำตา แม้จะรู้ว่าอีกฝ่ายมองไม่เห็น "ถือว่าช่วยสงเคราะห์ลูกนกตาดำๆ ที่กำลังจะโดนรังแกเถิดนะขอรับ สมาคมการค้าของท่านมีทั้งยอดฝีมือที่แข็งแกร่งและอำนาจทางการเงินมหาศาลล้นฟ้า แค่ท่านขยับนิ้ว สำนักอัสนีบาตก็ต้องยอมคายเงินออกมาแน่ๆ กำไรตั้ง 4,000,000 ก้อนเหนาะๆ เลยนะขอรับ! ธุรกิจที่กำไรเกินครึ่งเช่นนี้ หากท่านปล่อยผ่านไป สวรรค์ต้องร่ำไห้แน่นอน!"
ปลายสายส่งเสียง 'หึ' เบาๆ อย่างพึงพอใจในคำเยินยอและตัวเลขผลกำไร "ตกลง! ข้าซื้อสิทธิ์เจ้าหนี้นี้! สมาคมของข้าไม่เคยกลัวการงัดข้อกับพวกสำนักใหญ่ ข้าจะส่งคนของข้าไปรับหลักฐานป้ายคำสั่งหอเร้นเงาที่จุดนัดพบลับ และจะโอนศิลาปราณ 3,000,000 ก้อนเข้าบัญชีป้ายหยกของเจ้าทันที... รักษาตัวด้วยเล่าน้องชาย พี่สาวหวังว่าจะได้ทำธุรกิจที่น่าตื่นเต้นเช่นนี้กับเจ้าอีก"
เมื่อยันต์สื่อสารดับลง อาเจียก็ทิ้งตัวนอนหงายแผ่หลาลงบนพื้นหิน ถอนหายใจยาวอย่างโล่งอกราวกับยกภูเขาออกจากอก "รอดตายแล้ว... ตาเฒ่าเหลยเซียว ป่านนี้คงเตรียมทัพมารอถล่มข้าที่เชิงเขา แต่เสียใจด้วย! เตรียมตัวต้อนรับกองทัพทวงหนี้ของสมาคมการค้าที่หิวกระหายเงินไปเถอะ!"
ฟรุ่บ! ฟรุ่บ!
ทันใดนั้น ลำแสงกระบี่สีเงินประกายรุ้งและปราณพู่กันสีหมึกอันดุดันก็พุ่งทะยานแหวกอากาศลงมาใจกลางลานหิน หลินชิงเสวี่ยในชุดกระโปรงสีขาวบริสุทธิ์ดุจเทพธิดา และเฟิงอี้หรานในชุดคลุมสีแดงเพลิง ปรากฏตัวขึ้นด้วยใบหน้าเคร่งเครียดและเต็มไปด้วยความร้อนรน
"อาเจีย!"
หลินชิงเสวี่ยเบิกตากว้างเมื่อเห็นเศษซาก ค่ายกลบังคับ 阵法指令 (เจิ้นฝ่าจื่อลิ่ง) ที่ระเบิดกระจาย และร่างที่โชกเลือดของศิษย์น้องที่นอนหายใจรวยรินอยู่บนพื้น นางพุ่งพรวดเข้ามานั่งคุกเข่าเคียงข้างโดยไม่สนว่าชุดสีขาวจะเปื้อนคราบเลือด มือเรียวงามรีบทาบลงบนแผ่นหลังของเขา ปราณแห่งยอดเขาพู่กันหยกที่เย็นเยียบและบริสุทธิ์ที่สุดถูกถ่ายทอดเข้าไปเพื่อพยุงเส้นชีพจรที่บอบช้ำอย่างระมัดระวัง
"อ๊ากก! ศิษย์พี่หญิง เบามือหน่อย! ข้าเจ็บจนจะเห็นบรรพบุรุษอยู่แล้ว!" อาเจียแหกปากร้องลั่นเมื่อลมปราณของนางสัมผัสโดนรอยร้าวในตันเถียน
"เจ้าคนหน้าเงินรนหาที่ตาย!" หลินชิงเสวี่ยตวาดเสียงดัง ทั้งที่ดวงตาของนางแดงก่ำและมีหยาดน้ำตาคลอเบ้า "จุดตันเถียนของเจ้าร้าวไปหมดแล้ว! นี่เจ้าไปฝืนใช้วิชาบ้าบออะไรอีก ถึงได้ทำร้ายตัวเองจนปางตายขนาดนี้! เจ้าไม่รักชีวิตตัวเองเลยหรืออย่างไร!"
แม้นางจะตวาดด้วยความโกรธ ทว่า โสตสวรรค์ 天籁之音 (เทียนไล่จืออิน) ของหลินชิงเสวี่ยกลับได้ยินบางสิ่งที่คนอื่นไม่อาจสัมผัสได้ นางได้ยิน 'เสียงกระเพื่อมของกฎเกณฑ์' ที่ผิดแผกไปจากปราณธาตุใดๆ มันคือความเงียบงันที่น่าขนลุก ราวกับทุกสรรพสิ่งรอบตัวถูกลบเลือนหายไปกลับคืนสู่ความว่างเปล่า นางรู้ดีว่าศิษย์น้องผู้นี้ซ่อนพลังที่อันตรายและเร้นลับยิ่งนัก อาจจะยิ่งใหญ่กว่าวิชาใดๆ ที่สำนักหมึกวารีเคยมีมา แต่นางเลือกที่จะเม้มริมฝีปากแน่น หากเขาไม่อยากบอก นางก็จะไม่ซักไซ้ให้เขาต้องลำบากใจ นางเลือกที่จะเชื่อใจเขาอย่างสุดหัวใจ
ในขณะเดียวกัน เฟิงอี้หรานไม่ได้กล่าวสิ่งใด เขากวาดสายตามองซากศพของหน่วยอัสนีเร้นลับรอบๆ ลานหิน ก่อนจะคลี่พัดด้วยมือที่สั่นเล็กน้อย เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในอากาศ... มันดุร้าย เก่าแก่ และไร้ซึ่งปราณชีวิตใดๆ
"เจ้าเด็กเหลือขอ..." เฟิงอี้หรานถอนหายใจยาว หันมามองอาเจียด้วยแววตาซับซ้อน และก็รู้ว่าอาเจียนั้นเก็บงำพลังบางอย่างและยิ่งใหญ่และอันตราย แต่เจ้าตัวไม่อยากจะเปิดเผย… จึงพูดขึ้นว่า "เจ้าฆ่ายอดฝีมือระดับแก่นทองคำไปถึงห้าคน รากฐานโบราณที่ซ่อนอยู่ในเขตหวงห้ามหุบเขาพันอักขระแห่งนี้ช่างน่าหวาดหวั่นและล้ำลึกนัก... การที่เจ้าสามารถขุดพบ 'ค่ายกลสังหารโบราณ' หรือ 'วิชาต้องห้าม' จากเศษซากของอดีตสำนักหมื่นอักขระ และนำมาผสานใช้ได้ นับเป็นวาสนาที่สวรรค์ประทานให้... แต่ร่างกายมนุษย์ของเจ้ามันรับผลสะท้อนของวิชาระดับนั้นไม่ไหวหรอกนะ หากเจ้ายังฝืนดึงอำนาจที่เกินตัวมาใช้อีก ข้าเกรงว่าเจ้าจะตายก่อนได้ใช้เงินที่เจ้าแสนรัก"
อาเจียแสร้งยิ้มเจื่อนพยักหน้ารับคำเตือน ทว่าในใจกลับลอบพรูลมหายใจอย่างโล่งอก... ดีแล้วที่พวกเจ้าคิดว่ามันเป็นเพียง ‘ค่ายกลสังหารโบราณ’ หรือวิชานอกรีตที่ข้าขุดพบ! การเป็นศิษย์ของ สำนักหมึกวารี 沧墨宗 (ชางโม่จง) ที่เคยรุ่งเรืองเรื่องอักขระ ถือเป็นเกราะกำบังชั้นดีที่ทำให้ไม่มีใครจินตนาการไปถึงการคงอยู่ของต้นกำเนิดอย่าง อักขระหลิง 零 (หลิง) และพู่กันนิรันดร์ ตราบใดที่สหายของเขายังเข้าใจผิดเช่นนี้ ความลับสูงสุดของเขาก็ยังคงปลอดภัย
แต่สิ่งที่อาเจียไม่รู้คือเพื่อนมิตรสหายของเค้าหรือผู้อาวุโสบางท่านต่างก็สัมผัสได้ถึงพลังที่อาเจียใช้ออกมาและสร้างปาฎิหารย์มาหลายครั้ง และถึงแม้อยากจะตรวจสอบหรือเค้นถามแต่ก็ถูกเบื้องบนสั่งหยุดตรวจสอบอย่างไร้คำอธิบาย…
(นายท่าน... สภาพของท่านตอนนี้ช่างกลมกลืนกับสุนัขจรจัดข้างถนนยิ่งนัก) เสียงทุ้มต่ำติดตลกของเจ้าสัวในร่าง หุ่นกลศิลา 石傀儡 (สือขุยเหล่ย) ที่ยืนกอดอกคุ้มกันอยู่ด้านหลังดังขึ้นทำลายความเงียบอันแสนซึ้ง (หากท่านสิ้นใจ ข้าจะนำศิลาปราณ 3,000,000 ก้อนที่ท่านเพิ่งหลอกขายบิลหนี้เมื่อครู่ ไปซื้อแร่เหล็กอุกกาบาตมาขัดเงาปีกให้เปล่งประกาย ท่านจงหลับให้สบายเถิด ข้าจะสานต่อเจตนารมณ์การใช้เงินของท่านเอง)
"ไอ้กระป๋องปากสุนัข! ข้ายังไม่ตายโว้ย!" อาเจียหันไปแยกเขี้ยว ดุด่าหุ่นกลศิลาของตนเองด้วยความเดือดดาล "เงินของข้า แกอย่าหวังจะได้แตะแม้แต่อีแปะเดียว!"
ขณะที่ 'เจ้าถุงเงิน' ราชันแมงมุมเงาจันทราสลายวิญญาณ โผล่หัวออกมาจากเงามืดใต้ฝ่าเท้าของอาเจีย มันส่งเสียงขู่ฟ่อๆ ใส่เจ้าสัวอย่างเกรี้ยวกราดเพื่อปกป้องเจ้านายสุดที่รักของมัน
(เลิกไร้สาระได้แล้ว!)
ฉับพลันนั้น เสียงอันเยียบเย็น ทรงอำนาจ และแฝงไปด้วยความเก่าแก่ดุจมหาบรรพชนของมู่เฉิน ก็ดังก้องขึ้นในห้วงจิตวิญญาณของอาเจียเพียงผู้เดียว! แน่นอนว่าไม่มีร่องรอยวิญญาณใดๆ ปรากฏออกมาให้สหายทั้งสองเห็นแม้แต่น้อย
(ตาเฒ่าเหลยเซียวส่งนักฆ่าจากหอเร้นเงามาล่าหัวเจ้าแล้ว การทวงหนี้ของเจ้าทำให้เรื่องมันบานปลายเกินกว่าจะควบคุม หากเจ้ายังดื้อดึงอยู่ที่นี่ สำนักหมึกวารีจะต้องถูกลากเข้ามาพัวพันและกลายเป็นสนามรบ! รีบฝากฝังหุบเขาแห่งนี้ซะ เพื่อซ่อมแซมจุดตันเถียนของเจ้า... และจำไว้ให้ขึ้นใจ ห้ามให้ผู้ใดเห็นพู่กันนิรันดร์เด็ดขาด หากเจ้ายังไม่อยากถูกไล่ล่า!)
"ข้าทราบแล้ว..." อาเจียตอบกลับอาจารย์ในใจด้วยน้ำเสียงจริงจัง ก่อนจะหันไปหาหลินชิงเสวี่ย เขาล้วงมือเข้าไปในอกเสื้อ และหยิบป้ายหยกสีดำสนิทซึ่งเป็นสัญลักษณ์ควบคุมค่ายกลของหุบเขาพันอักขระ ยัดใส่มือของนางอย่างรวดเร็ว
"ศิษย์พี่หญิง..." อาเจียกล่าวด้วยน้ำเสียงที่แฝงความเด็ดเดี่ยว "ตอนนี้ข้าถูกหอเร้นเงาตั้งค่าหัวอย่างเป็นทางการแล้ว ข้าไม่อาจอยู่ที่สำนักหมึกวารีได้อีกต่อไป ไม่เช่นนั้นท่านเจ้าสำนักและผู้อาวุโสเทียนหยวนจะต้องเดือดร้อนเพราะข้า"
เด็กหนุ่มพยุงร่างลุกขึ้นยืน แม้ขาทั้งสองข้างจะสั่นเทา "ข้าต้องก้าวออกไปสู่โลกภายนอก... ไปตามหาสมุนไพรวิเศษมาชำระล้างไขกระดูก และหาวิธีซ่อมแซมจุดตันเถียนของข้า ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อเป็นเป้านิ่งไม่ได้"
หลินชิงเสวี่ยชะงักไป แววตาของนางสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นความมุ่งมั่นในดวงตาของศิษย์น้องที่มักจะขี้ขลาดอยู่เสมอ นางกำป้ายหยกในมือแน่น "เจ้า... ในสภาพที่ไร้พลังเช่นนี้น่ะรึ? โลกภายนอกมันโหดร้ายกว่าที่เจ้าคิดนะอาเจีย"
"ข้าเอาตัวรอดได้ขอรับ ข้าคือมหาเศรษฐีผู้ปราดเปรื่องเชียวนะ!" อาเจียฝืนฉีกยิ้มการค้า "ข้าฝากท่านช่วยดูแลสำนักและที่แห่งนี้แทนข้าด้วยขอรับ... อ้อ! แล้วถ้ามีใครเอาบิลค่าซ่อมประตูสำนัก หรือบิลเรียกเก็บค่าเสียหายใดๆ มาส่งล่ะก็... บอกพวกมันว่าข้าตายไปแล้วนะขอรับ! ห้ามจ่ายแทนข้าเด็ดขาด!"
เฟิงอี้หรานที่ยืนฟังอยู่เบิกตากว้าง ก่อนจะหัวเราะร่วนออกมาอย่างอดไม่อยู่พลางตบไหล่อาเจียเบาๆ "ฮ่าๆๆ! ถึงจะปางตายก็ยังงกไม่เปลี่ยนสันดานเลยจริงๆ... ไปเถอะสหาย เรื่องอาณาเขตของเจ้าทางนี้ ข้ากับศิษย์พี่หญิงจะช่วยเป็นหูเป็นตาดูแลให้ หากเจ้ายังไม่ตาย ก็รีบกลับมาเลี้ยงสุราข้าด้วยล่ะ"
อาเจียพยักหน้ารับด้วยรอยยิ้ม เขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแนบเนียนเพื่อดูดเจ้าสัวกลับเข้าไปพักฟื้นในแหวนมิติ ส่วนเจ้าถุงเงินก็ดำดิ่งหายไปในเงามืดใต้ฝ่าเท้าอย่างเงียบเชียบไร้ร่องรอย
มหาเศรษฐีถังแตกหยิบหมวกฟางใบเก่าที่เต็มไปด้วยรอยขาดขึ้นมาสวมทับปิดบังใบหน้าครึ่งบน สวมเสื้อคลุมสีเทาหม่นที่ขาดรุ่งริ่งเพื่อพรางตัวให้ดูกลมกลืนกับผู้บำเพ็ญอิสระที่ยากจน เขาหันหลังให้ลานหลอมศัสตรา ลากสังขารที่บาดเจ็บก้าวเดินมุ่งหน้าลงจากเขา
วิถีแห่งผู้บำเพ็ญเพียรพเนจรได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว โลกกว้างที่ไร้ซึ่งค่ายกลระดับสูงคอยคุ้มกัน ไร้อำนาจเงินตรามาหนุนหลัง (เพราะต้องเก็บเงินไว้รักษาตัว) มีเพียงปัญญา ความกะล่อน และความหน้าเงินเท่านั้นที่จะเป็นอาวุธให้เขาเอาชีวิตรอดในตลาดมืดชายแดนอันแสนป่าเถื่อนที่กำลังรอคอยอยู่เบื้องหน้า!