ซากเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 45 เก็บตัว

           เนื้อวัวย่าง เนื้อวัวอบซีอิ๊ว แกงกะหรี่วัวผัดเนื้อวัว...อ้อ แน่นอน ต้องมีสเต๊กเนื้อวัว สารพัดอาหารจานวัวเรียงรายเต็มโต๊ะ

            ถ้าหวงหนิวอยู่ตรงนี้ มีการล้มโต๊ะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน!

            นี่มันโคตรจะสะใจเลย อาหารบนโต๊ะแต่ละจานไม่ซ้ำกันสักอย่าง ที่สำคัญก็คือทุกจานทำจากเนื้อวัวด้วยวิธีการปรุงที่แตกต่างไม่ซ้ำกันสักจาน

            อย่างซุปนั่นก็ซุปเนื้อวัวซีหูหรือจานล่าสุดที่เสิร์ฟก็คือบาร์บีคิวเนื้อวัวซินเจียงอีกยี่สิบไม้

            พอเห็นอาหารวางเต็มโต๊ะอย่างนี้ ฉู่เฟิงก็ชักรู้สึกผิดหน่อยๆ ถ้ากินหมดนี่กลับถึงบ้าน หวงหนิวมันจะได้กลิ่นไหมหว่า?

            ถ้ามันได้กลิ่นขึ้นมา มีหวังเล่นงานเขาตาย

            แต่ว่าพอเข้าปากเท่านั้น เขาก็ไม่สนอะไรแล้ว เอ่ยชมไม่หยุดปากขอบคุณพ่อครัวใหญ่ที่ทุ่มเททำอาหารได้เอร็ดอร่อย ทั้งยังหลากหลายขนาดนี้

            กินข้าวไปพลาง ทั้งคู่ก็คุยกันเบาๆ ไปพลาง

            คุยถึงเรื่องที่ผ่านมา อย่างเรื่องเพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยเพื่อนร่วมชั้นเรียน พวกเขาต่างพูดกันมากมาย ทว่าพอมาถึงเรื่องระหว่างคนทั้งคู่กลับหยุดอยู่อย่างนั้น

            ฉู่เฟิงรู้สึกว่า กับเรื่องนี้หลินนั่วอีจงใจเว้นระยะห่าง พูดจาด้วยน้ำเสียงห่างเหิน

            เขาเปิดเผย ร่าเริง หากก็ไม่ได้ถึงกับหน้าด้านหน้าทน ทดสอบอะไรแต่อย่างใดเขาพูดคุยกับเธอด้วยความรู้สึกปรกติทั้งสองต่างช่วยกันหลีกเลี่ยงความเคอะเขินกระอักกระอ่วนที่อาจจะเกิดขึ้น

            คุยกันอยู่นาน ตั้งแต่สมัยเรียนในมหาวิทยาลัยจนกระทั่งบัดนี้วันที่แผ่นดินเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมาย

            ฉู่เฟิงทอดถอนใจ ทุกแห่งหนเกิดเหตุแปลกประหลาด ในทุกวันล้วนเปลี่ยนผันแปรเหตุมากมายที่เกิดในช่วงระยะเวลาไม่นานมานี้ โถมทับชั่วชีวิตของเขาที่ผ่านมาหลายปี

            หลินนั่วอีรับฟังด้วยความรู้สึกเสียใจ เธอสารภาพว่าสังหรณ์ว่าโลกใบนี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่แรกทว่าไม่คิดว่าจะรุนแรงถึงเพียงนี้

            เพราะว่าในยุคหลังความรุ่งเรืองนี้ท่ามกลางวันเวลาที่เคลื่อนคล้อยไปอย่างเชื่องช้านั้นมีเหตุการณ์ลึกลับหลายอย่างเกิดขึ้น ก่อให้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้าง สำหรับคนธรรมดาแล้วยากยิ่งนักที่จะเข้าใจได้

            ทว่า ทางเทียนเสินเซิงอู้รู้ดี ทั้งยังเฉียดกรายเข้าใกล้ความจริงอีกด้วย

            เพียงแต่ เรื่องนี้แทบจะใกล้เคียงกับเรื่องต้องห้ามหลินนั่วอีเองก็บอกใบ้ฉู่เฟิงในบางเรื่อง หากไม่สามารถเปิดเผยทั้งหมดได้

            ในตอนที่เธอเอ่ยถึงเรื่องที่ผ่านมา ฉู่เฟิงตั้งใจฟังอย่างจดจ่อครุ่นคิดอย่างจริงจัง

            สุดท้าย หลินนั่วอีถามฉู่เฟิงว่า ต้องการย้ายไปที่อื่นหรือไม่อย่างเช่นมหานครทางตอนเหนือ เป็นเพราะเขาไท่หังซานเริ่มไม่สงบเสียแล้วจะมีมนุษย์พิเศษมากมายเดินทางมาที่นี่

            “อาจจะนะ รออีกสักพักผมอาจจะไป” ฉู่เฟิงตอบ เขาบอกไปตรงๆว่าเห็นข่าวพวกนั้นจากอินเทอร์เน็ตแต่แรกแล้ว

            เขาเตือนหลินนั่วอีอย่างจริงจัง ให้เธอระวังตัวให้ดีมนุษย์พิเศษที่มุ่งมายังเทือกเขาไท่หังซานจำนวนมาก แม้แต่เทพวัชระยังมาด้วยตัวเองย่อมยากที่จะหลีกเลี่ยงการต่อสู้

            หลินนั่วอีพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ รับปากว่าจะระวังตัวเป็นอย่างดีพร้อมกันนั้นเธอก็แสดงให้เห็นเป็นนัยว่าที่จริงแล้วต้องการพาฉู่เฟิงไปจากที่นี่ต่างหาก

            การพบกันในครั้งนี้ เธอคิดว่าจะเป็นคนพาเขาไปเอง

            ทว่าตอนนี้ เมื่อได้รู้ว่ามียอดฝีมือคอยช่วยเหลือฉู่เฟิงอยู่เบื้องหลังทั้งยังจะพาเขาไปส่งถึงที่  เธอจึงไม่ดึงดันอีก

            “ผมรู้ว่าที่เขาไท่หังซานอันตรายมากแต่แค่ไม่ไปวุ่นวายกับมนุษย์พิเศษพวกนั้นก็น่าจะพอแล้วล่ะ” ฉู่เฟิงตอบพลางหัวเราะ

            “ไม่ใช่แค่นั้นหรอก” หลินนั่วอีส่ายศีรษะ เธอนึกถึงบางเรื่องขึ้นมาได้นิ่งคิดอยู่ครู่แล้วจึงบอกความจริงบางอย่างแก่ฉู่เฟิงอย่างระมัดระวัง

            “พวกเราตรวจพบเรื่องประหลาดบางอย่าง” จากนั้นคำที่หลินนั่วอีเอ่ยมาถึงกับทำให้ฉู่เฟิงตกตะลึง

            “พวกสัตว์ร้ายนกยักษ์ล้วนกำลังเปลี่ยนแปลง พวกมันฉลาดขึ้นเหมือนกับผนึกโบราณในตัวของพวกมันคลายออกสติปัญญาของพวกมันมีพัฒนาการใกล้เคียงกับมนุษย์”

            ขนาดหลินนั่วอียังพูดอย่างนี้!

            ฉู่เฟิงเชื่อในสิ่งที่เธอพูด เทียนเสินเซิงอู้เป็นองค์กรขนาดใหญ่มีข้อมูลมากมายในมือ รู้เรื่องหลายเรื่องที่คนธรรมดาทั่วไปไม่อาจเข้าถึง

            “ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ มีมนุษย์พิเศษปรากฏตัวทุกหนทุกแห่งล้วนพูดถึงพวกเขา แต่มีสักกี่คนที่สังเกตถึงพวกสัตว์ที่กลายพันธุ์?พวกมันสงบเงียบอย่างยิ่ง มีจำนวนมากที่อยู่ในช่วงจำศีลเก็บตัว

            พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ฉู่เฟิงถึงกับแตกตื่น

            หลินนั่วอีใช้คำว่า “สงบเงียบ” “เก็บตัว”มาอธิบายให้เห็นระดับความฉลาดของสัตว์พวกนั้น ฉู่เฟิงเองก็คิดว่าพวกสัตว์ที่มีระดับสติปัญญาใกล้เคียงกับมนุษย์พวกนั้น ตอนนี้กำลังคิดอะไรอยู่?

            “พวกเราจับได้บางตัว แกร่งอย่างยิ่ง ฉลาดอย่างยิ่ง ไม่เป็นรองมนุษย์เลยดูจะเพิ่มขึ้นด้วย ความสามารถในการเรียนรู้ความสามารถในการเลียนแบบร้ายกาจอย่างยิ่ง”

            พอเอ่ยถึงตรงนี้ หลินนั่วอีมีสีหน้าใคร่ครวญ

            “น่าจะเกิดเรื่องใหญ่” ฉู่เฟิงผลักจานอาหารออกห่าง ในใจเริ่มกังวลเขานึกถึงอะไรหลายๆ อย่าง ใช้นิ้วเคาะโต๊ะไปพลาง ครุ่นคิดไปพลาง

            “ฉันกล้ายืนยันว่า พวกสัตว์ร้ายที่กลายพันธุ์นั่นมีมากกว่ามนุษย์พิเศษเสียอีก!” หลินนั่วอีเอ่ย

            คำพูดนี้ทำให้ฉู่เฟิงใจเต้นแรง เรื่องนี้น่าจะจริงเพราะสัตว์ร้ายพวกนี้อาศัยอยู่ในป่าคลุกคลีอยู่กับต้นไม้ใบหญ้า

            พอลูกไม้วิเศษออกผล พวกมันเจอได้รวดเร็วกว่ามนุษย์เสียอีก!

            “ทำไมผมรู้สึกว่าอนาคตมันชักจะน่ากลัวขึ้นทุกที” ฉู่เฟิงเอ่ย

            “ดังนั้น จึงควรกลับเข้าเมืองใหญ่เสียก่อน” หลินนั่วอีตอบ

            ฉู่เฟิงสงสัยมาตลอด ช่วงที่ผ่านมานี้ นอกจากบรรเทาสาธารณะภัยแล้วทางรัฐบาลนิ่งเงียบมาโดยตลอด หรือว่ากำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่?

            หลินนั่วอีเอ่ยตรงๆ หลังจากยุคแห่งความเรืองรองเป็นต้นมาตลอดช่วงเวลาที่เกิดการเปลี่ยนแปลงแปลกประหลาดนี้เชื่อได้ว่าทางรัฐบาลล่วงรู้ความนัยบางอย่าง ทว่าไม่อาจออกข่าวอย่างเป็นทางการได้

            “รัฐบาลพยายามปกป้องประชาชนมาตลอด บางทีอาจจะมีมาตรการอะไรเร็วๆ นี้ฉันคิดว่าตอนนั้นน่าจะเกิดผลกระทบอย่างใหญ่หลวง!”หลินนั่วอีวิเคราะห์สถานการณ์ออกมาอย่างนี้

            ทั้งคู่สนทนากันมากมาย มื้อกลางวันวันนี้กินเวลาเนิ่นนาน

            “จริงสิ ถ้าคุณรู้สึกลำบากใจที่จะคุยกับอาเล็กของคุณหรือว่ามีคนปกป้องสวีหวั่นชิง คุณจะปล่อยตัวเขาก็ได้นะ” จู่ๆฉู่เฟิงก็โพล่งเรื่องนี้ขึ้นมา

            หลินนั่วอีไม่เอ่ยอะไร ได้แต่มองฉู่เฟิงอยู่อย่างนั้น

            “อย่ามองผมอย่างนั้นสิ คือผมรู้จักมนุษย์พิเศษที่คอยช่วยผมดีเขาเป็นพวกเจ้าอารมณ์ ผมห่วงว่าเขาอาจกำลังคิดแก้แค้นแทนผมถ้าหากเกิดเรื่องกับผู้หญิงคนนั้นตอนที่เธออยู่ในกำมือคุณจะมิกลายเป็นสร้างปัญหาให้คุณหรือ?” ฉู่เฟิงเอ่ยว่าแล้วก็ถามอีกประโยค “เขาเป็นเพื่อนคุณงั้นเหรอ?”

            “เขามักจะบอกกับใครต่อใครว่าเป็นเพื่อนสนิทฉัน” หลินนั่วอีตอบทั้งยังแจกแจงความสนิทสนมระหว่างสวีหวั่นชิงกับชายหนุ่มที่ชื่อมู่อีกด้วย

            “เข้าใจละ!”

            สุดท้าย ก็ถึงเวลาร่ำลา หลินนั่วอีเดินนิ่งๆ มาหยุดอยู่ตรงหน้าฉู่เฟิงแล้วกอดเขาแผ่วเบาโดยที่เขาไม่ทันตั้งตัวเรียกได้ว่าเป็นการใกล้ชิดกันที่สุดนับจากคนทั้งสองรู้จักกัน

            “ผมเคยบอกว่าคุณยังติดค้างผมอยู่หนึ่งกอด จะใช้คืนผมวันนี้เลยเหรอ?”ฉู่เฟิงอุทานเบาๆ เขารู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร

            “เวลาที่อยู่กับคุณ ฉันรู้สึกสบายใจมากนะ แต่ว่า ถึงจะคบกันมาระยะหนึ่งแต่ฉันก็ไม่เคยรู้สึกอย่างนั้นกับคุณเลย” หลินนั่วอีเอ่ยเรียบๆ

            เธอรูปร่างสูงโปร่ง ผมนุ่มยาวสลวย แก้มเนียนผ่องใส ตาสวยทอประกายแวววาวเรียวปากสีสดฟันขาวสะอาด อีกทั้งเอวแบบบาง และสองขาที่ขาวเรียวทั้งหมดนี้ล้วนทำให้ผู้คนรู้สึกถึงความมีเสน่ห์เย้ายวนที่อยู่ภายใต้ท่าทีที่เย็นชาอย่างยิ่ง

            “ชดใช้ให้ผม แล้วก็เอาเรื่องเก่ามาตอกย้ำ คุณนี้จริงๆ เลย ...กลัวผมจะคิดมากงั้นเหรอ” ฉู่เฟิงส่ายศีรษะ ค่อนข้างไม่พอใจ

            ก็เพราะว่า คำพูดประโยคหลังนั้น หลินนั่วอีเคยกล่าวกับเขามาก่อน

            หลินนั่วอีเสยผม เดินเคียงข้างเขาออกจากภัตตาคาร เธอบอกว่า“ฉันไปส่งคุณนะ”

            “ไม่ต้องหรอก ผมรู้ว่าคุณงานยุ่งมากอีกไม่นานจะเกิดเรื่องวุ่นวายที่เขาไท่หังซาน คุณไปจัดการเถอะช่วยหารถให้ผมสักคันก็พอ” ฉู่เฟิงตอบ

            “ก็ได้” หลินนั่วอีพยักหน้าอย่างเข้าใจ เธอมีเรื่องต้องจัดการอีกมากจริงๆแหละ มีความเป็นไปได้ที่อีกไม่นานก็จะปะทะกับกลุ่มโพธิจีนส์แล้ว

            รถสีบรอนซ์เงินขับเคลื่อนเข้ามาพร้อมด้วยมนุษย์พิเศษอีกสองคนคอยอารักขาฉู่เฟิงในขากลับ

            ฉู่เฟิงก้าวลงจากรถเมื่อถึงหน้าบ้านตัวเอง โบกมือให้พวกเขาเป็นเชิงขอบคุณรถคันนั้นขับห่างออกไป

            “บนตัวจะมีกลิ่นเนื้อวัวเปล่าหว่า?”เขาดมกลิ่นตัวเอง ไม่ยักได้กลิ่นแฮะ แต่ก็ยังไม่วางใจอยู่ดี

            “ไปจัดการเรื่องสำคัญก่อนดีกว่า” เขาไม่ได้เดินเข้าบ้านหากออกเดินไปทางป่า ระหว่างทางก็หยิบปืนไปด้วยกระบอกหนึ่ง

            ในช่วงไม่กี่วันนี้เขาเผชิญกับการล้อมโจมตีด้วยอาวุธปืนถึงสองครั้งติดๆกัน ยึดมาได้ไม่น้อย

            ตลอดบ่าย ฉู่เฟิงซ้อมยิงปืนอยู่ในป่าลึก สาดกระสุนไม่หยุดจนในที่สุดก็ค่อยๆ เข้าเป้ามากขึ้น

            นับตั้งแต่ที่ฝึกเคล็ดหายใจแบบพิเศษ สมรรถนะทางกายของเขาเพิ่มขึ้นทุกด้านประกอบกับที่ฝึกวิชาหมัดปีศาจวัว สภาพร่างกายแกร่งจนน่ากลัว

            หลังจากฝึกยิงปืนอย่างไม่หยุดพักอาศัยการมองเห็นอันคมชัดไปจนถึงประสาทสัมผัสอันน่ากลัวเขาแทบจะกลายเป็นนักแม่นปืนฝีมือดีไปเสียแล้ว

            ฉู่เฟิงออกเดินทาง พอพลบค่ำก็กลับไปยังอำเภอเมืองอีกครั้ง

            เขายืนอยู่ไกลๆ มองดูคนของเทียนเสินเซิงอู้ที่เฝ้ารักษาฐานบัญชาการลอบตรวจสอบอย่างเงียบเชียบ คนพวกนั้นกระจัดกระจายเหมือนกับกลัวว่าจะถูกอาวุธปืนถล่ม

            แต่ว่า พวกเขาก็แค่พิจารณาอย่างรอบคอบเท่านั้นดูแล้วคนจากกลุ่มโพธิจีนส์ไม่น่าจะเพี้ยนขนาดใช้อาวุธปืนโจมตีฐานที่อยู่ในตัวอำเภอเมือง

            ตอนกลางวัน เทียนเสินเซิงอู้เพิ่งปะทะกับโพธิจีนส์เข้าไปสองสามครั้งดูท่าคืนนี้คงไม่ใช่ค่ำคืนอันเงียบสงบ

            ตกดึก กองกำลังของทั้งสองฝ่ายก็ประมือกันอีกครั้ง

            ฉู่เฟิงเฝ้ามองอย่างเงียบงัน จนกระทั่งเริ่มวุ่นวายเขาจึงแฝงตัวเข้าไปใกล้ หากยังคงอยู่ในระยะไกล เป็นเพราะสายตาของเขาเฉียบคมว่องไวอีกทั้งตอนนี้มีคนเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า

            เมื่อตอนสนทนากับหลินนั่วอี เขาเข้าใจสถานการณ์ได้ไม่น้อยอย่างน้อยก็ได้เห็นรูปของสวีหวั่นชิงแล้ว หลังจากสืบเสาะค้นหาอยู่นานเขาเจอตัวสวีหวั่นชิงในที่สุด เธอได้รับการปล่อยตัวออกมาแล้ว

            “เป็นคนที่ชื่อมู่ปล่อยตัวออกมาหรือเปล่านะ?”

            ฉู่เฟิงมองอยู่ไกลๆ ผู้หญิงคนนี้เป็นมนุษย์พิเศษ ความสามารถคงมีไม่น้อยหากตอนนี้ เขาเลือดเย็นไร้หัวใจ เสียงปืนดังขึ้นทันทีที่เหนี่ยวไกตามมาด้วยเสียงปุจากที่ไกลออกไป รอยเลือดกระจายพร้อมด้วยเสียงร้องโหยหวน

            ฉู่เฟิงจากไป ไม่แม้แต่จะหันไปมอง อาศัยความมืดยามราตรี หายตัวไปท่ามกลางความวุ่นวายจากการปะทะของทั้งสองฝ่าย

    คล้ายกับเรื่องซากเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน