นี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ

    ตอนที่ 42 เยี่ยมชมเมืองหมื่นราตรี

    ตอนที่ 42

    เยี่ยมชมเมืองหมื่นราตรี

    หนึ่งบุรุษพุ่งผ่านเข้าไปภายในประตูมิติค่ายกลขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไปภายในประตูมิติค่ายกลที่ปรากฏขึ้นอยู่ภายในป่าความรู้สึกครั้งนี้ของลู่หานมันแตกต่างกับตอนที่เขานั้นเข้าไปภายในประตูมิติค่ายกลที่ยอดเขาหวนหลงของเขาที่สามารถเพื่อนย้ายจากด้านบนเขาลงมาด้านล่างได้อย่างง่ายดาย 

    ทว่า..ครั้งนี้เมื่อเท้าทั้งสองสองข้างก้าวผ่านเข้าไปภายในประตูมิติค่ายกลขนาดใหญ่ร่างกายของเขาไม่ถูกนำพาไปที่ปลายทางเลยเหมือนกับประตูมิติค่ายกลที่ท่านมหาปราชญ์สร้างขึ้น 

    แต่เมื่อผ่านเข้าไปแล้วด้านในมันเหมือนกับเขายืนอยู่ใจกลางอวกาศที่รอบกายประดับประดาไปด้วยดวงดารามากมาย เท้าทั้งสองข้างกำลังยืนอยู่บนความมืดอันไร้ที่สิ้นสุด เมื่อได้พาร่างกายของตนเองเข้ามาแล้วเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้นเท้าทั้งสองข้างของลู่หานก็หยุดนิ่ง

    ดวงตาทั้งสองข้างของเขากวาดมองทัศนียภาพรอบกายที่แสนจะงดงามก่อนจะอุทานออกมา “ นี่มัน..เหมือนกับใจกลางอวกาศ ”

    ลู่หานกำลังตื่นตาตื่นใจกับสิ่งที่ตนเองได้เห็น มันเหมือนกับอุโมงค์อวกาศที่งดงามตระการตาเขาหยุดมองทัศนียภาพที่งดงามรอบกายของตนเองอยู่สักพักก่อนที่ลู่หานจะหลุดออกมาจากภวังค์แล้วเริ่มสนใจทางด้านหน้าของตนอีกครั้ง 

    ทางเดินลากยาวไปด้านหน้ายาวเหยียดไปด้านหน้า โดยด้านหน้าของลู่หานมันมีแสงสว่างสีขาวสว่างไสวอยู่ปลายทาง ลู่หานคิดว่านั่นมันน่าจะเป็นทางออกที่เชื่อมต่อไปสู่เมืองหมื่นราตรี

    ดวงตาของเขาละความสนใจจากทัศนียภาพที่งดงามรอบกายของตนเอง ก่อนจะใช้เท้าทั้งสองข้างย่างกายมุ่งตรงไปด้านหน้า หลังจากเดินไปสักพักปลายทางที่มีแสงสว่างสีขาวอยู่ก็เริ่มเข้าใกล้มาเรื่อยๆจนกระทั่งมันมาอยู่ตรงหน้าของเขา

    ลู่หานหันไปมองเจ้าเสี่ยวเฟิงที่เกาะอยู่ที่ไหล่ด้านขวาของเขาเจ้านกอินทรีแสนรู้มันพยักหน้าขึ้นลงราวกับว่าจะส่งสัญญาณให้เขานั้นเดินเข้าไป

    เมื่อเห็นเช่นนั้นลู่หานเองก็พยักหน้าตอบรับมันกลับไปก่อนที่เท้าทั้งสองข้างของเขาจะย่างกายผ่านประตูด้านหน้าที่เป็นทางออกจากค่ายกลมิติแห่งนี้ 

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามย่างกายผ่านเข้าไปภายในประตูค่ายกล แสงสว่างสีขาวปรากฏขึ้นเบื้องหน้าทำให้ดวงตาทั้งสองข้างที่ประดับอยู่บนใบหน้าอันหล่อเหลาเป็นทุนเดิมต้องพับปิดลง และแล้วทัศนียภาพรอบกายของเขามันก็เปลี่ยนไปอีกครั้ง 

    ก่อนที่ดวงตาสองข้างจะเปิดขึ้นมาเพื่อมองทัศนียภาพรอบกายหูของลู่หานเองก็ได้ยินเสียงมากมายดังแว่วเข้ามาภายในหูของเขา เสียงของผู้คนมากมายกำลังสนทนากันเสียงของฝีเท้าและเสียงของสรรพสิ่งมากมาย

    ด้วยความสงสัยดวงตาทั้งสองข้างที่พับปิดอยู่ก็เปิดขึ้นมาเพื่อมองทัศนียภาพรอบกายของตนเอง ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วโดยที่ลู่หานยังไม่ได้ทันตั้งตัวเลยสักนิด ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างด้วยความตระหนกราวกับไม่อยากจะเชื่อสิ่งที่ตนเองนั้นพบเห็นในขณะนี้

    รอบกายเต็มไปด้วยผู้คนมากมายเดินพลุ่งพล่านผ่านร่างกายของเขาไปราวกับเขาเป็นเศษเสี้ยวหนึ่งที่ยืนอยู่บนถนนอันกว้างใหญ่ บ้านเมืองถูกสร้างอย่างใหญ่โตงดงามตระการตาประดับประดาไปด้วยแสงไฟมากมายรวมไปถึงของตกแต่งทั่วทั้งเมืองที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้เป็นโทนสีแดงอย่างงดงาม บนท้องนภาอันมืดมิดมีดวงดาวมากมายระยิบระยับราวกับอัญมณีที่กำลังส่องแสงอยู่บนท้องนภา

    มันเป็นทัศนียภาพที่งดงามขนาดที่ลู่หานไม่เคยพบเห็นมาก่อนทั้งในยุคที่เขานั้นจากมาและในยุคนี้ด้วย เมื่อรู้เช่นนั้นก็ตระหนักได้ทันทีว่าสถานที่แห่งนี้มันคงจะเป็นเมืองหมื่นราตรีที่เขาตามหาอย่างแน่นอน 

    นักเขียนนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้าได้บรรยายไว้ว่าเมืองนี้เป็นหนึ่งในเมืองที่งดงามที่สุดภายในนิยายเรื่องจ้าวกระบี่สวรรค์สยบฟ้า ตอนนี้บอกได้เพียงคำเดียวว่าทัศนียภาพที่เขาพบเห็นมันราวกับเทพนิยายแห่งความฝันที่ถูกขีดเขียนขึ้นมาจากภาพวาด 

    ลู่หานยังคงยืนนิ่งอยู่ใจกลางถนนขนาดใหญ่ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตากำลังเดินผ่านร่างของเขาไปมาอย่างพลุ่งพล่าน ดวงตาคู่นั้นกวาดมองไปรอบๆพร้อมกับใช้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความตื่นตาตื่นใจมองซึมซับทัศนียภาพรอบกายของตนเองอย่างช้าๆ 

    ในชีวิตก่อนเขาเกิดมาในวัย 30 ปีไม่คิดเลยว่าจะมีโอกาสมาได้พบเจอทัศนียภาพที่งดงามอย่างนี้สักครั้งในชีวิต 

    ผ่านไปร่วม 10 นาทีลู่หานก็ยังคงซึมซับทัศนียภาพรอบกายเช่นนั้นอยู่ก่อนที่เขาจะเริ่มดึงสติของตนเองหลุดออกมาจากภวังค์แห่งความฝันได้แล้วเริ่มคิดในสิ่งที่ตนเองนั้นควรจะกระทำต่อจากนี้

    สถานที่แห่งนี้มันคือเมืองหมื่นราตรีตามคำบอกเล่าของนิยายเรื่องเจ้ากระบี่สวรรค์สยบฟ้าแล้ว ผู้ที่เป็นแขกเข้ามาเยี่ยมเยียนเมืองแห่งนี้จะมีระยะเวลาจำกัด

    บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามที่มีอินทรีย์ตัวใหญ่น่าเกรงขามเกาะอยู่บนไหล่ด้านขวาได้ยกมือขวาของตนเองขึ้นมา บริเวณบนหลังฝ่ามือข้างขวาของเขามีตัวอักษรบางอย่างปรากฏขึ้นมา มันราวกับเป็นตัวอักษรสีดำที่ถูกขีดเขียนด้วยนะหมึก

    3 ชั่วยาม 

    สิ่งที่ปรากฏอยู่บนด้านหลังของฝ่ามือมันคือตัวอักษรที่ถูกสลักเอาไว้ว่า 3 ชั่วยาม ลู่หานใช้มือซ้ายของตนเองยกขึ้นมาก่อนจะเริ่มใช้มือของตัวเองถูตัวอักษรที่อยู่บนด้านหลังฝ่ามือข้างขวา  แต่ไม่ว่าจะออกแรงถูกมากเพียงใดก็ไม่สามารถลบสิ่งที่คล้ายคลึงกับน้ำหมึกที่อยู่บนหลังฝ่ามือด้านขวาออกได้

    ลู่หานคิดไม่ผิดสิ่งที่ถูกสลักอยู่บนหลังฝ่ามือของเขามันคือจำนวนเวลาที่เขานั้นสามารถอยู่ในที่แห่งนี้ได้ 3 ชั่วยามหรือประมาณ 6 ชั่วโมงในยุคที่เขานั้นจากมา 

    แต่กาลเวลาของมิติทับซ้อนที่เป็นที่ตั้งของเมืองหมื่นราตรีมันจะแตกต่างกับด้านนอก 1 ชั่วยามของเมืองแห่งนี้เท่ากับ 1 วันของด้านนอก ตอนที่เขาจะต้องอยู่ที่นี่ 3 ชั่วยามมันก็เท่ากับว่าเขาจะต้องติดอยู่ที่นี่เป็นเวลา 3 วันของโลกภายนอก 

    ตอนนี้เขาควรจะกระทำสิ่งที่ตนเองนั้นตั้งใจตั้งแต่การเข้ามาก่อนเป็นอย่างแรกเพื่อใช้เวลาทั้งหมดในดินแดนแห่งนี้ให้คุ้มค่าที่สุดเพราะไม่รู้ว่าอีกกี่10 ปีเขาถึงจะได้เจอกับประตูทางเข้าอีก 1 ครั้ง

    เมืองแห่งนี้มีของวิเศษและสิ่งต่างๆมากมายที่จะส่งเสริมในการบ่มเพาะพลังได้ ลู่หานคิดว่าขอให้ตนเองได้ของวิเศษติดตัวกลับไปสัก2-3 อย่างแค่นั้นเขาก็พึงพอใจแล้ว 

    เมื่อตั้งเป้าหมายของตนเองได้ลู่หานเองก็เริ่มเดินสำรวจเมืองแห่งนี้ก่อนเป็นอย่างแรกตามถนน ตั้งแต่เขาเริ่มเดินสำรวจเห็นว่ารอบๆเมืองยังไม่มีผู้ใดที่เป็นผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมเช่นเขาเลย โดยผู้ที่มาจากโลกภายนอกเช่นเขาจะสามารถสังเกตได้ง่ายๆนั่นก็คือบนหลังฝ่ามือข้างขวาจะมีตัวอักษรที่บ่งบอกเวลาถูกสลักไว้อยู่

    เมื่อเริ่มเดินสำรวจบริเวณถนนไปสักพัก ท้องของลู่หานก็เริ่มส่งเสียงร้องคำรามแห่งความหิวโหยออกมาจนเขานั้นก็เริ่มซื้อของกินบริเวณข้างทางมาเพื่อกินเพื่อประทังความหิว แต่พอผ่านไปสักพักนึงไม่เห็นว่าสิ่งโน้นก็น่ากินสิ่งนี้ก็น่ากินเขาเองก็เริ่มเดินซื้อของกินบริเวณทั้งข้างทางจนตอนนี้อ้อมแขนทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยของกินมากมาย 

    เดินชมเมืองที่งดงามแห่งนี้ไปอย่างเพลิดเพลินสักพักเมื่อรู้ตัวอีกทีลู่หานก็พบว่าเวลาที่บนหลังฝ่ามือข้างขวาของเขาลดไปถึงครึ่งชั่วโมงแล้ว เขาเหลือเวลาเพียงแค่ 5 ชั่วโมงครึ่งเท่านั้นที่จะอยู่ที่ดินแดนแห่งนี้ 

    เมื่อตั้งสติได้บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามก็ส่ายใบหน้าอันหล่อเหลาของตนเองไปมาเพื่อเรียกสติกลับมาแล้วเริ่มกระทำสิ่งที่ตนเองนั้นตั้งใจต่อ 

    เขาเริ่มกินอาหารภายในมือของตนเองจนหมดแล้วเริ่มเดินสำรวจเมืองอีกครั้งอย่างจริงจัง ลู่หานได้ไปพบเจอเข้ากับร้านหนังสือแห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่บริเวณถนนเส้นหลักที่ตัดผ่านใจกลางเมือง เขาเริ่มเดินเข้าไปสำรวจด้านใน

    ร้านหนังสือแห่งนี้เป็นร้านหนังสือเล็กๆที่ไม่ได้มีจุดเด่นอันใดมากนัก และผู้คนที่เข้ามาก็ไม่ได้มีมากมายด้วยผิดจากหน้าร้านที่มีผู้คนมากมายเดินพลุ่งพล่านแต่กลับไม่มีผู้ใดย่างกายเข้ามาเลยสักคนมันเลยเป็นจุดสังเกตให้ลู่หานเลือกที่จะเดินเข้ามา

    ทันทีที่ก้าวเท้าเข้ามาภายในร้านมันก็มีสิ่งหนึ่งที่ทำให้ลู่หานตระหนก ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเบิกกว้างทันที 

    ฟิ้ว!!! มีบางอย่างถูกขว้างปามาจากทางด้านหน้าอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนู บุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มอันสง่างามดวงตาและใบหน้าก็เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแต่มือหนึ่งข้างก็ขยับไปเองตามสัญชาตญาณ

    ลู่หานยกมือข้างขวาของตัวเองขึ้นมารับมีดเล่มนึงที่พุ่งเข้ามาใส่หน้าของตนเองอย่างรวดเร็ว ขวับ!!! 

    มือของบุรุษที่สวมใส่อาภรณ์สีน้ำเงินเข้มคว้าจับมีดเล่มนั้นเอาไว้ได้ก่อนที่มันจะปาเข้ามาโดนใบหน้าของเขาเพียงแค่นิดเดียวเท่านั้น ลู่หานตั้งสติปลายของมีดมันห่างจากจมูกของเขาเพียงแค่ 1 ข้อนิ้วเท่านั้น เมื่อสังเกตดูดีๆมีดที่เขาสามารถรับเอาไว้ได้มันคือมีดทำครัวไม่ใช่รึ สิ่งนั้นมันทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างมาก

    “ เจ้าแก่!!!!! เจ้าแอบไปหอคณิกามาอีกแล้วใช่มั้ย!!!! ” เสียงโทนสูงแหลมแสบแก้วหูดังสนั่นขึ้นมาจนทำให้ลู่หานพี่กำลังตื่นตระหนกหลุดออกมาจากภวังค์ทันที 

    เขาตั้งสติแล้วลดมีดทําครัวที่อยู่ในมือของตนเองลง พลันใช้ดวงตาทั้งสองข้างมองตรงไปด้านหน้าของตนเอง 

    เจ้าของเสียงโทนสูงแหลมแสบแก้วหูนั้นเป็นสตรีผู้หนึ่งที่มีร่างกายอ้วนท้วนใบหน้าเองก็มีเนื้อมากจนดวงตาทั้งสองข้างของนางถูกก้อนเนื้อเหล่านั้นปิดจนแทบจะไม่เห็นดวงตา นางกำลังเหนื่อยหอบหลังจากการเปล่งเสียงอันทรงพลังที่ทำลายแก้วหูของลู่หานให้สั่นไหว 

    ในขณะเดียวกันสายตาของสตรีร่างกายอ้วนท้วนนางนั้นกำลังมองไปที่มุมของร้านขายหนังสือแห่งนี้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธที่ลู่หานสัมผัสได้ทันที ไม่ต้องคิดเลยว่าผู้ใดกันที่เป็นคนขว้างปามีดเล่มนี้จนมันหลุดรอดมาเกือบโดนใบหน้าของเขา

    บุรุษที่สวมใส่สีน้ำเงินเข้มที่เพิ่งจะก้าวเข้ามาภายในร้านได้เพียงสองก้าวก็ไปปรายตามองตามดวงตาที่เต็มไปด้วยเปลวเพลิงแห่งความโกรธของสตรีร่างกายอ้วนท้วนผู้นั้น

    บริเวณมุมของร้านมีชายผู้หนึ่งที่ร่างกายผอมแห้งที่น่าจะมีช่วงวัยอยู่ประมาณเลข 5 เพราะว่าบนใบหน้ามีรอยเหี่ยวย่นเล็กๆปรากฏอยู่ให้เห็น ใบหน้าและท่าทางก็ไม่ได้มีจุดเด่นอันใดแต่ว่าสิ่งที่ทำให้ลู่หานสังเกตได้และไม่มีทางลืมนั่นก็คือท่าทางของเขาที่กำลังหวาดกลัว

    “ อันใดกันผัวเมียทะเลาะกันงั้นรึ .. ” ลู่หานพึมพำออกมาหลังจากที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแล้วประเมินได้ ในที่สุดเขาก็รู้สักทีว่าเหตุใดถึงไม่มีคนที่ย่างกายเข้ามาภายในร้านแห่งนี้

    และแล้วชายร่างกายผอมแห้งที่กำลังสั่นกลัวอยู่บริเวณมุมล้านก็หันความสนใจมาหาตัวของเขา ก่อนที่มันจะลุกขึ้นแล้วพุ่งตรงมาหาบุรุษที่ยืนอยู่บริเวณประตูของร้านอย่างรวดเร็วก่อนที่มันจะใช้มือของมันดึงร่างของลู่หานให้วิ่งไปกับมันอย่างรวดเร็ว

    “ เดี๋ยว!!!! ” ลู่หานถึงกับอุทานเสียงหลงออกมาเมื่อร่างของเขาถูกดึงไปอย่างไร้สาเหตุเช่นนี้ 

    จบตอน

    คล้ายกับเรื่องนี่ข้าเป็นเพียงตัวประกอบงั้นรึ ที่คุณอ่าน