สัตย์สาบานแห่งดวงดาว

    ตอนที่ 142 บัดซบ...มันไม่ถูกตรงไหนกัน

    หลานชิงอวี้รวบรวมความกล้าถามต่ออย่างไม่คิดอ้อมค้อม แม้ใบหน้าจะเริ่มแดงขึ้นเรื่อย ๆ


    “ศิษย์พี่ การบำเพ็ญคู่สามารถช่วยหล่อเลี้ยงกายาได้จริงหรือเจ้าคะ?”


    หลิงเยวี่ยซึ่งนั่งอยู่ด้านข้างยังคงรักษาสีหน้าสงบนิ่ง แต่กลับตั้งใจฟังคำตอบมากกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด


    “หากยึดตามทฤษฎี ย่อมทำได้แน่นอน”


    ยูรันเริ่มอธิบายอย่างจริงจัง


    “การหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาวด้วยตัวเองก็คล้ายกับการบำเพ็ญเพียงลำพัง ความเร็วและโอกาสสำเร็จล้วนขึ้นอยู่กับพรสวรรค์ของคนผู้นั้น”


    “แต่หากมีคนเข้ามาช่วยบำเพ็ญคู่ ตบะก็ย่อมก้าวหน้าได้รวดเร็วขึ้นมิใช่หรือ? หลักการของการหล่อเลี้ยงกายาก็คล้ายกัน”


    เขากางมือออก


    “หากทำคนเดียวไม่สำเร็จ ก็หาคนที่ทำเป็นมาช่วยเสียก็สิ้นเรื่อง”


    “โดยเฉพาะการสร้างครรภ์แห่งดวงดาว พวกเจ้าไม่เคยหล่อเลี้ยงมันมาก่อน ทุกขั้นตอนจึงยากลำบากมากถึงมากที่สุด”


    “แต่หากมีคนซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วอย่างข้าคอยช่วยเหลือ ข้าก็สามารถอุดรอยรั่ว ควบคุมพลังที่ขาดหาย และประคองกระบวนการหล่อเลี้ยงไม่ให้ผิดพลาดได้”


    “ขอเพียงมีพลังงานมากพอส่งเข้าไปในครรภ์แห่งดวงดาว แล้วให้ข้าช่วยหล่อเลี้ยงระหว่างการบำเพ็ญคู่ ทุกอย่างก็จบ”


    ยูรันนิ่งคิดเล็กน้อย ก่อนเหมือนจะพบคำตอบบางอย่าง


    “อีกอย่าง ข้านึกออกแล้วว่ามีพลังชนิดใดซึ่งพบได้ทั่วไป แต่มีความเข้มข้นสูงมากพอจะใช้หล่อเลี้ยงทารก”


    ดวงตาของหลานชิงอวี้สว่างวาบ


    “ว้าว! มันคือพลังอะไรหรือเจ้าคะ?”


    “ทัณฑ์สวรรค์ไง”


    “...”


    ยูรันตอบด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง


    “ปล่อยให้สายฟ้าทัณฑ์สวรรค์ฟาดลงมาสักเปรี้ยงสองเปรี้ยง ข้ารับรองว่าทารกจะได้รับพลังงานเพียงพออย่างแน่นอน”


    “หากยังไม่พอ พวกเราก็รอข้ามทัณฑ์พร้อมกัน”


    เขาพยักหน้าให้กับแผนการของตนเอง


    “เมื่อมีผู้ข้ามทัณฑ์หลายคนอยู่พร้อมกัน ความรุนแรงของทัณฑ์สวรรค์ก็จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ พลังงานย่อมมากพอแน่”


    ประกายในดวงตาของหลานชิงอวี้แข็งค้างทันที


    เฮยหลงยกมือขึ้นอย่างลังเล


    “เอ่อ นายท่านขอรับ...”


    “ว่า?”


    “หากข้ามทัณฑ์พร้อมกัน ทัณฑ์สวรรค์จะทวีความรุนแรงขึ้นหลายเท่าจริง แต่ไม่ใช่ว่าผู้ที่อยู่ภายในพิธีจะถูกสายฟ้าผ่าตายก่อนทารกถือกำเนิดหรือขอรับ?”


    ยูรันนิ่งค้างไปครู่หนึ่ง ก่อนยกมือขึ้นตบหน้าผากตนเอง


    “ชิบหาย จริงด้วย”


    เขาถอนหายใจยาว


    “ข้าลืมเรื่องนั้นไปเสียสนิท”


    ประกายในดวงตาของหลานชิงอวี้ดับลงอย่างสมบูรณ์


    ยูรันกำลังครุ่นคิดแก้ไขแผนการเดิม ทว่าพลันนึกเรื่องสำคัญขึ้นมาได้อีกครั้ง


    “พูดถึงทัณฑ์สวรรค์แล้ว ข้านึกเรื่องหนึ่งออก”


    เขาตบมือลงบนโต๊ะ


    “เรื่องนี้สำคัญมาก เกือบลืมบอกไปแล้วไหมเล่า ทุกคนตั้งใจฟังให้ดี”


    “...”


    ทุกคนรีบตั้งใจฟังทันที แม้จะเริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าเรื่องสำคัญในความหมายของยูรันจะน่ากลัวเพียงใด


    “การข้ามทัณฑ์ของผู้บำเพ็ญเทพแตกต่างจากผู้บำเพ็ญทั่วไปอยู่มาก”


    หลานชิงอวี้ถามด้วยความสงสัย


    “แตกต่างอย่างไรหรือเจ้าคะ?”


    “ก็เพราะมันเป็นการบำเพ็ญเพื่อจุติกลายเป็นเทพเจ้า”


    ยูรันอธิบายอย่างจริงจัง


    “เส้นทางนี้ก้าวข้ามหน้าข้ามตาวิถีสวรรค์ซึ่งควบคุมการบำเพ็ญเซียนโดยตรง ทัณฑ์สวรรค์ที่ลงมาจึงรุนแรงและมีจำนวนชั้นมากกว่าปกติ”


    “อย่างต่ำที่สุดก็สามชั้น และแต่ละชั้นต้องเป็นทัณฑ์ระดับนิมิตรุนแรงด้วย”


    ทุกคนเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา


    “จากนั้นจำนวนทัณฑ์จะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณตามความแข็งแกร่งของผู้ข้ามทัณฑ์”


    ยูรันเริ่มนับนิ้ว


    “จากสามเป็นหก จากหกเป็นสิบสอง จากนั้นก็ยี่สิบสี่ สี่สิบแปด เก้าสิบหก...ประมาณนั้น”


    “ยิ่งผู้ข้ามทัณฑ์แข็งแกร่ง ทัณฑ์สวรรค์ก็ยิ่งเพิ่มจำนวนและทวีความรุนแรงขึ้น”


    เขาหยุดไปเล็กน้อย ก่อนกล่าวเสริม


    “และหากมีหลายคนข้ามทัณฑ์พร้อมกัน ความรุนแรงจะยิ่งทวีคูณซ้อนขึ้นไปอีก”


    “...”


    สีหน้าของทุกคนค่อย ๆ ซีดลงพร้อมกัน


    แผนใช้ทัณฑ์สวรรค์หล่อเลี้ยงทารกเมื่อครู่ ฟังดูไม่ต่างจากการรวมกลุ่มกันไปตายแม้แต่น้อย


    ยูรันพลันชะงักไปอีกครั้ง ก่อนยกนิ้วขึ้นราวกับเพิ่งนึกอะไรได้


    “โอ๊ะ ยังมีอีกเรื่องหนึ่ง”


    เขาขมวดคิ้วกับตนเอง


    “เหตุใดวันนี้ข้าถึงลืมบ่อยจังนะ?”


    ทุกคนมองเขาด้วยสายตาว่างเปล่า


    [นี่เพิ่งรู้ตัวหรือ?!]


    ยูรันไม่สนใจสายตาเหล่านั้น ก่อนอธิบายต่อ


    “ยังมีอีกวิธีหนึ่ง นั่นคือดึงพลังจากภัยพิบัติทางธรรมชาติมาหล่อเลี้ยงครรภ์แห่งดวงดาว”


    “วิธีนี้น่าจะง่ายที่สุดแล้วสำหรับผู้บำเพ็ญ”


    เขาเริ่มยกตัวอย่างด้วยน้ำเสียงสบาย ๆ


    “ไฟป่า น้ำท่วม ภูเขาไฟระเบิด หรือภัยพิบัติอื่นซึ่งปลดปล่อยพลังงานปริมาณมหาศาล ล้วนสามารถนำมาใช้หล่อเลี้ยงทารกได้”


    ยูรันหันไปมองหลานชิงอวี้ ก่อนยกยิ้มอย่างมีเลศนัย


    “แล้วข้ามีวิธีสร้างภัยพิบัติขึ้นมาเองด้วยนะ”


    “สนใจหรือไม่ ชิงอวี้?”


    หลานชิงอวี้ซึ่งก่อนหน้านี้ยังนั่งห่อเหี่ยว พลันเงยหน้าขึ้น ดวงตาเปล่งประกายเจิดจ้าในทันที


    “สนใจเจ้าค่ะ!!!”


    ยูรันตบมือเบา ๆ เป็นการยุติบทสนทนา


    “งั้นเรื่องนี้จบไว้เพียงเท่านี้ก่อน”


    “รอให้ข้าหาวิธีสร้างสุริยุปราคาจำลองได้สำเร็จ แล้วพวกเราค่อยกลับมาคุยกันอีกครั้ง”


    เขาครุ่นคิดถึงปัญหาซึ่งยังเหลืออยู่


    “หากคิดจะย้ายวิถีจริง ๆ ก็ต้องเตรียมรับมือนิมิตและทัณฑ์สวรรค์ให้ดีด้วย”


    “วิธีที่ดีที่สุดคงเป็นการสร้างครรภ์แห่งดวงดาวเอาไว้ล่วงหน้า แล้วหล่อเลี้ยงทารกซึ่งสามารถกลืนกินพลังจากทัณฑ์สวรรค์แทนผู้ข้ามทัณฑ์”


    “เช่นนี้ผู้เปลี่ยนวิถีจะได้ไม่ต้องลำบากรับทัณฑ์ทั้งหมดด้วยตนเอง”


    ยูรันถอนหายใจ


    “แต่ต้องหาสายเลือดของกายาพิเศษซึ่งเหมาะสมกับหน้าที่นี้มาใช้ด้วย”


    “เฮ้อ ยุ่งยากแท้ ๆ”


    จากนั้นเขาก็หันไปทางเฮยหลงกับเยว่หลิน


    “พวกแกสองตัวเก็บโต๊ะแล้วนำจานไปล้างเสีย”


    “เสร็จแล้วก็เตรียมตัวให้พร้อม พวกเราต้องออกไปตรวจดูงานรอบ ๆ และดูว่าหลุมขุดไปถึงไหนแล้ว”


    เฮยหลงกับเยว่หลินรีบลุกขึ้นรับคำสั่ง


    “ขอรับนายท่าน!”


    “เจ้าค่ะนายท่าน!”


    หลานชิงอวี้พลันนึกถึงจุดประสงค์แรกของตนเองขึ้นมาได้ จึงรีบร้องเรียก


    “เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะศิษย์พี่!”


    ยูรันหันกลับมามอง


    “มีอะไรอีก?”


    “ท่านยังไม่ได้สอนก้าวพริบตากับเหยียบเวหาให้ข้าเลยนะเจ้าคะ!”


    “โอ๊ะ จริงด้วย”


    ยูรันชะงัก ก่อนยื่นมือออกไปให้นาง


    “เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเลย ข้าจะพาเจ้าเดินด้วยก้าวพริบตาสักสองสามรอบ ให้เจ้าจดจำความรู้สึกเอาไว้”


    “หลังจากนั้นก็ไปฝึกต่อด้วยตนเองนะ”


    “ได้เจ้าค่ะ!”


    หลานชิงอวี้รีบจับมือเขาด้วยความยินดี


    หลิงเยวี่ยมองภาพตรงหน้าอย่างเงียบเชียบ


    แม้นางเองก็ต้องการเรียนทั้งก้าวพริบตาและเหยียบเวหา แต่ในฐานะอาจารย์ นางยังคงรักษาศักดิ์ศรีของตนเองเอาไว้ ไม่มีทางเอ่ยปากร้องขอให้ลูกศิษย์สอนอย่างเด็ดขาด


    อย่างไรก็ตาม สายตาของนางกลับจับจ้องทุกการเคลื่อนไหวของยูรันอย่างตั้งใจ ไม่ยอมปล่อยให้รายละเอียดใดหลุดรอดไปแม้แต่น้อย


    [ข้าเป็นถึงอาจารย์ของเขา]


    [เพียงตั้งใจดูให้ดี ช่วงบ่ายข้าต้องฝึกสำเร็จได้ด้วยตนเองแน่นอน]


    เวลาผ่านไปพักใหญ่ แต่ผลลัพธ์กลับไม่ก้าวหน้าเท่าที่ทุกคนคาดหวัง


    หลานชิงอวี้ลองก้าวครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าร่างกายยังคงเคลื่อนไหวไม่ต่างจากการเดินตามปกติ นางยกมือกุมหน้าผาก ก่อนบ่นอย่างหงุดหงิด


    “ยากจริง ๆ...เหตุใดข้ายังทำไม่ได้อีก?”


    “ความรู้สึกก็น่าจะเหมือนกับตอนที่ศิษย์พี่พาข้าเดินแล้วนี่นา”


    อีกด้านหนึ่ง หนานอวี้เองก็ฝึกจนเหนื่อย ต้องหยุดพักหายใจอยู่ครู่หนึ่ง


    “ยูรันบอกว่าเยว่หลีใช้เวลาไม่ถึงหนึ่งชั่วยามจริงหรือ?”


    นางกำหมัดแน่น ก่อนก้มมองเท้าของตนเอง


    “เป็นไปไม่ได้ ข้าต้องพลาดตรงไหนสักแห่งแน่!”


    “นี่มันยังเหมือนเดินธรรมดาอยู่เลยนี่หว่า!”


    ไป๋หลิงแม้จะยังคงสงบนิ่ง แต่คิ้วกลับขมวดเข้าหากันเล็กน้อย


    “หลักการฟังดูเรียบง่าย ทว่าการทำให้ความรู้สึกและการเคลื่อนไหวสอดคล้องกัน กลับยากกว่าที่คิด”


    นางเดินกลับไปยังจุดเริ่มต้น ก่อนตั้งสมาธิและลองใหม่อีกครั้ง


    ส่วนหลิงเยวี่ยยังคงนั่งหลับตาอยู่บนยอดตำหนัก นางทำสมาธิทบทวนทุกการเคลื่อนไหวของยูรันซ้ำไปซ้ำมา จนแน่ใจว่าตนเองจดจำท่าทางของเขาได้อย่างไม่มีสิ่งใดตกหล่น


    จากนั้นนางจึงลุกขึ้นยืนอย่างสง่างาม


    หลิงเยวี่ยกำหนดจุดหมายเบื้องหน้า ก่อนก้าวออกไปด้วยความมั่นใจ


    พรึ่บ!


    หนึ่งก้าวผ่านไป


    ร่างของนางเคลื่อนไปข้างหน้าเหมือนการเดินตามปกติทุกประการ ไม่มีสิ่งใดผิดเพี้ยนแม้แต่น้อย


    “...”


    หลิงเยวี่ยก้มมองเท้าของตนเอง ก่อนหันกลับไปมองจุดเริ่มต้น


    ระยะทางหนึ่งก้าวธรรมดา


    ไม่มีมากหรือน้อยไปกว่านั้นเลยแม้แต่นิดเดียว


    นางรีบกวาดตามองรอบข้าง เมื่อแน่ใจว่าไม่มีผู้ใดเห็นความล้มเหลวเมื่อครู่ จึงสบถออกมาเบา ๆ ด้วยความอับอาย


    “บัดซบ...มันไม่ถูกตรงไหนกัน?”


    หลิงเยวี่ยรีบกลับไปยังจุดเริ่มต้น ก่อนลองใหม่อีกครั้งอย่างไม่ยอมแพ้

    คล้ายกับเรื่องสัตย์สาบานแห่งดวงดาว ที่คุณอ่าน