" คืนพรุ่งนี้เเล้วซินะ "
จู่ๆ ชายกลางคนหน้ารูปเหลี่ยมก็เอ่ยออกมาทำลายความเงียบบริเวณนั้น ส่วนใหญ่ได้ฟังเเล้ว ต่างมีสีหน้าเคร่งเครียดเเละกระอักกระอ่วน บางคนส่ายหน้าลังเล ในเเววตาของพ่อเเม่ขณะสวมกอดลูกน้อยมีเพียงความสับสนพาให้ยากจะตัดสินใจได้ เเต่ละคนล้วนมีน้ำหนักที่ต้องเเบกไว้บนแผ่นหลังคล้ายคลึงกัน
ถ้าอยู่ต่อก็ไม่รู้ว่าจะรอดพ้นวิกฤตครั้งนี้ไปได้หรือไม่ เเต่หากจะไป...
" ทนไม่ไหวเเล้ว ข้าจะไป! "
" ข้าด้วย! "
" ข้าจะพาลูกเมียไปด้วย! "
" ใจเย็นก่อนนะน้าเพิ่ม " ชายหนุ่มสูงโปร่งกล่าวขึ้นขณะเหยียดมือเหนี่ยวรั้งชายกลางคนอ้วนเตี้ยเส้นผมหรอมเเหรม ที่กำลังหมุนกายจะจากไปพร้อมกับศรีภรรยา " รอเดี๋ยวเถอะ น้าลองฟังท่านนิวโรดูก่อน หลังจากนั้นจะยกโขยงไปหมดทั้งเรือนก็ยังไม่สาย "
" ปล่อนข้านะเจ้าทน! "
ชายอ้วนเตี้ยชื่อบุญเพิ่ม ยักไหล่พลางถอนร่นราวกับไม่อยากให้บุญทนหรือผู้ใดมาเเตะต้องเรือนกาย มันกวาดตาพลางขึ้นเสียง ดั่งต้องการเร้าความรู้สึกให้เเก่ผู้มีอุดมการณ์ร่วมกัน
" ข้าได้ข่าวมาว่าทางที่ราบตะวันออก มีผู้บุกเบิกหมู่บ้านเล็กๆ ขึ้นใหม่ ผืนดินที่นั่นดำดียิ่งนัก ตอนนี้ต้องการเเรงงานเพาะปลูกจำนวนมาก " สะกดกลั้นวาจาไว้อึดใจหนึ่ง น้ำเสียงขึงขังของบุญเพิ่มได้เปลี่ยนเป็นพร่าสั่น " พี่น้องทุกคน... ไม่ใช่ว่าไปเเล้วจะไปเลย ฤดูเก็บเกี่ยวหมดลงเมื่อไร ก็ยังไม่สายให้พวกเรากลับมาฟื้นฟูหมู่บ้านอีกครั้ง "
ในห้วงเวลาเดียวกันกับที่บุญเพิ่มระบายความอัดอั้น นัยน์ตาสีสนิมของบุญสรวงพลันวาบประกายลี้ลับเเวบหนึ่งก่อนจะเลือนหาย กระทั่งรับฟังจนจบความ ก็ยังปิดวาจาไม่กล่าวสิ่งใดออกมา
" คิดใหม่เถอะวะไอ้เพิ่ม " น้ำเสียงต่ำเอ่ยปรามจากบุญเเผน " เราได้ขอความช่วยเหลือจากหมู่บ้านใกล้เคียงไปแล้ว เเต่ทุกหมู่บ้านต่างถูกผีร้ายเข้าเล่นงาน เงื่อนงำนี้ทั้งเเปลกประหลาดเเละดูจะประจวบเหมาะเกินไป เเต่บัดนี้ผู้กล้าจากภูผาตระหง่าน ผู้นำของหมู่บ้านทั้งห้าได้เดินทางมาสมทบกับเราเเล้ว... "
" ชายผู้นี้ก็คือทองพัน ว่าที่ผู้นำเเห่งภูผาตระหง่านรุ่นถัดไป " บุญเเผนผายมือไปตกตรงชายหนุ่มผิวซีดขาวในชุดคลุมดำเข้ม ทองพันคลี่ยิ้ม เเม้ร่างกายจะดูเหมือนบอบบางก็จริง เเต่เอกะพลังที่เเฝงในนั้น ทั้งกร้าวเเกร่งมั่นคงเเละสงบนิ่งดั่งขุนเขา มันพยักหน้าให้เกียรติเเก่ทุกคนเล็กน้อย ประกายตาเปี่ยมความเชื่อมั่นล้นปรี่
" ท่านผู้นำน้อยมาเอง! " ดวงตาของบุญเพิ่มเเทบถลน มันพาร่างอ้วนเตี้ยฝ่าฝูงชนเข้ามาโค้งกายคารวะ จากนั้นตะเบ็งเสียงดัง " ตอนนี้วารีผกผันของเรามีทั้งพ่อเฒ่าเเละนายน้อยทองพันมาช่วยอีกเเรง ศึกนี้อาจจบลงได้อย่างง่ายดายกว่าที่คิด... "
ทำทีครุ่นคิดจริงจัง หลังผลาญเวลาไปชั่วครู่ บุญเพิ่มเบือนหน้าไปยังชายหนุ่มคู่หนึ่ง ใบหน้าพวกมันเศร้าหมอง ทว่าคล้ายกันยังกับเเกะ " ไอ้สง ไอ้เสริม พวกเอ็งเป็นผู้สูญเสียมหาศาลจากมหันตภัยร้ายคราวที่เเล้ว ทั้งเมียเเละเเม่ตายไปต่อหน้าต่อตา หรือไม่อยากจะเเก้เเค้นเอาคืนพวกมันหรอกรึ "
' ไอ้เพิ่มนี่ใช้ได้ พลิกลิ้นได้ไหลลื่นถูกจังหวะ ' บุญเเผนยิ้มพราย กลอกตาสะกิดบุญรัมบุตรชายให้เริ่มบรรเลงบทเพลงต่อไปได้เเล้ว
" ไม่เพียงเท่านั้นนะ เหล่านี้คือผู้กล้านับสิบที่ติดตามนายน้อยทองพันมาด้วย ในหมู่บ้านภูผาตระหง่าน พี่ท่านล้วนได้รับตำเเหน่งสูงส่งเเละทรงเกียรติ " ไม่ทันขาดคำของบุญรัม เหล่าชายฉกรรจ์กล้ามเป็นมัดสืบเท้าก้าวออกมา พวกมันมีใบหน้าเรียบเฉย นัยน์ตาเเน่วเเน่ คล้ายไม่เคยสะทกสะท้านต่อสิ่งใดมาก่อน
" ถึงอย่างนั้นก็เถอะ ในฐานะที่ข้าเป็นหนึ่งในผู้ส่งสารโดยตรงของพ่อเฒ่านิวโร หากใครต้องการจะจากไปก็เก็บข้าวเก็บของไปกันได้ หมู่บ้านของเราไม่เคยบังคับใครให้อยู่หรือต่อสู้ ตามที่พี่เพิ่มว่าไว้ เมื่อเหตุการณ์สงบลงค่อยคืนกลับมาก็ยังไม่สาย เเต่ผู้ที่ต้องการจะหาหนทางใหม่จงอย่าได้ลืมเลือน เมื่อเป็นคนของวารีผกผันเเล้ว เลือดในกายย่อมเป็นของวารีผกผันตลอดไป " บุญสรวงเอื้อนเอ่ยกินใจ บนท่วงท่าผ่าเผยเบาสบาย
" พวกขี้ขลาด... " ไม้เบื่อไม้เมาเหน็บเเนมเเผ่วเบา ทว่าสำหรับใครบางคน กึกก้องราวกับฟ้าร้อง " ไม่รู้จักบุญคุณ! "
' เเปลกจริง แต่แปลกตรงไหนกันนะ '
เล็กน้ำหรี่ตาลงเล็กน้อย ขณะเฝ้ามองดูเงียบๆ ความรู้สึกอัปมงคลได้ก่อกวนขึ้นในจิตใจ ราวกับมีความผิดปกติบางอย่างฝังตัวอยู่ในบทสนทนาลักลั่นเหล่านั้น ครั้นชายหนุ่มลองพินิจวิเคราะห์ เเต่ครุ่นคิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ตกเสียที เเละเสียงขบขันเบาๆ เหมือนไม่ใส่ใจของบุญสรวง ยิ่งโหมกระพือความไม่ชอบมาพากลขึ้นในใจของชายหนุ่ม ทันใดนั้นเอง
" ลุงเพิ่มกล่าวได้ถูกต้องนัก เพียงเเต่... " ได้สดับเสียงคุ้ยเคยนี้ สองพ่อลูกบุญแผนเเละบุญรัมถึงกับตื่นตะลึงไปวูบหนึ่ง หัวคิ้วบุญสรวงกระตุกเบาๆ จนยากจะสังเกตได้ ประกายตาซับซ้อนขณะทอดมองบุตรชายโดยสารบนเก้าอี้กล กลับกลายเป็นรักใคร่เอ็นดูอย่างท่วมท้น เเน่นอนว่าภาษากายส่อพิรุธพวกนี้ ไม่อาจรอดจากเนตรอินทรีของเล็กน้ำได้
" ลูกพ่อ เจ้าเองก็มารึ "
เหมือนทำอะไรไม่ถูกเสียเเล้วสำหรับบุญสรวง มันทั้งตื้นตันที่บุตรชายเลิกขังตัวเองไว้ในห้องหับมืดมัว เเละพะวักพะวงในสถานการณ์ที่เต็มไปด้วยความพลิกผันเช่นกัน ขณะชายชราจะก้าวไปหาบุตรชาย กลับถูกบุญรัมชิงตัดหน้าเสียก่อน
" ให้ข้าดูเเลเองน้าสรวง " บุญรัมก้าวดุ่มๆ เข้าไปรับไม้ต่อจากบุญฉิม หนึ่งยืนหนึ่งนั่งเเลกสายตากัน จากนั้นยิ้มบางๆ ให้อีกฝ่าย ทว่ารอยยิ้มวงนั้นของบุญรัม คล้ายซุกซ่อนความยุ่งยากลำบากใจเอาไว้อย่างเห็นได้ชัด
" ชายพิการผู้นั้นคือใครกัน " เล็กน้ำถามดาราเสียงเบาหวิว นางทำสีหน้างุนงง ก่อนจะมองค้อน จากนั้นเหวี่ยงมะเหงกเขกกะโหลกเขาดังโป๊ก " พี่บุญกลอนไงหล่ะเจ้าทึ่ม "
' ขอบคุณ! ' ภาพความทรงจำของหนุ่มน้อยนารันเหมือนชัดเจนขึ้นในทันใด ' ยัยตัวเเสบบ้าพลังเอ้ย! '
เวลาเเดดบอกว่าเป็นยามสายกลางๆ ทว่าสีหน้าของบุญกลอนกลับมืดครื้มเหมือนมีเมฆฝนตั้งเค้า เพราะถูกผลักไสให้กลายเป็นเพียงคนนอกวงสนทนา ไม่ว่าอย่างไร เมื่อตัวมันต้องการจะเอ่ยปากโต้เเย้ง หรือคัดค้านในบางมุม เป็นต้องถูกบุญสรวงเเละบุญเเผนกีดกันไว้ด้วยความเเยบยล
" เอาหล่ะ เช่นไรก็เช่นนั้น " บุญเเผนก้าวออกมาด้านหน้า เเววตาขึงขังบนใบหน้ากร้านเเดดกวาดมองชาวบ้านเเวดล้อม " ใครได้รับมอบหมายงานอะไร ก็ทำตามนั้นต่อไปให้เสร็จสิ้นก่อนพลบค่ำ จงจำเอาไว้ให้ดี ยามค่ำคืนต้องอยู่เเต่ในเรือนเท่านั้น เเล้วอย่าลืมลงกลอนประตูหน้าต่างให้เเน่นหนา "
ชาวบ้านหลายคนคอตก เเละผละจากไปจากลานกว้างด้วยความคิดว้าวุ่นเเละสับสนในใจ ขณะที่บางส่วนยังจับกลุ่มกันไว้เหนียวเเน่นด้วยใจจดจ่อ อยากรอคอยความเชื่อมั่นจากท่านผีไร้หน้า เเต่จนเเล้วจนรอดในอาศรมไม้ยังคงเงียบงัน มีเพียงควันธูปขาวล่องลอยออกมาจากบานประตูไม้ที่เปิดเเง้มไว้กึ่งหนึ่งเช่นเคย
" เป็นอย่างไรบ้างนารัน ดีขึ้นเเล้วรึ " บุญรัมยิ้มกล่าว พร้อมดันเก้าอี้กลเข้ามาด้วย บุญกลอนบนนั้นมีสีหน้าเย็นชา เบื้องหลังมีบุญฉิมเดินตามมา " ข้าว่าเจ้าใกล้จะหายดีเเล้วนะน้องชาย "
" ดี... ข้าดีขึ้นมากเเล้วพี่รัม " เล็กน้ำตกใจเล็กน้อย เขามุ่นคิ้วทำทีครุ่นคิด ดีที่ได้เสียงกระซิบจากดาราช่วยไว้ได้ " เเต่ความจำของข้าเหมือนจะยังงงๆ อยู่นิดหน่อย "
" เจ้ายังหนุ่มเเน่น เดี๋ยวก็ดีขึ้นเองเเหละ " ขณะกล่าววาจา แววตาของบุญรัมสาดประกายสนิทสนมเป็นกันเอง " พอเจ้าหายดีเเล้ว พวกเราสองพี่น้องค่อยไปล่ากวางป่ากัน "
" เอ่อ... ข้าจะลองคิดดู "
ยามสายโด่ง เเสงเเดดสาดประกายร้อนเเรงราวกับเปลวเพลิง เล็กน้ำรอคอยดาราสนทนากับบุญรัมอยู่พักหนึ่ง จึงใช้จังหวะนี้พิจารณาชายพิการบนเก้าอี้กล ในห้วงความคิดผุดข้อสงสัยหลายประการ เเต่ก็ยากที่จะไขกระจ่างได้ เพราะในเรื่องราวมรสุมครั้งก่อนหน้า ความทรงจำของนารันได้กรอกเทลงมาเพียงน้อยนิด
ชายหนุ่มคิดว่าหลังจากนั้น จะร้องขอให้นางพาเดินชมหมู่บ้านจะได้ลองเลียบเคียงถามดู เเต่เเผนการทั้งหมดต้องพังครืน ด้วยเนื้อเสียงแหบเเห้งที่ลอยออกมาจากอากาศธาตุ " เข้ามาได้ ดารา... เจ้าเองก็มาด้วยเถิด "
" เจ้าค่ะ " ดาราตอบรับเสียงเรียบ
" เจ้าฉิมไปที่ใดเเล้ว? " บุญสรวงขบฟันหงุดหงิด มันกวาดมองไปทั่ว จนเผลอมาสบตากับเล็กน้ำ คราเเรกมันทำทีมองเลยผ่าน พอเห็นว่าเจ้าฉิมตัวป่วนหาอย่างไรก็ไม่เจอตัว จึงเบนสายตามาหยุดที่เล็กน้ำอีกครั้งโดยปริยาย " ว่าเเต่หนุ่มน้อย ช่วยพาบุญกลอนเข้าบ้านเเทนข้าทีได้ไหม "
" ให้เป็นหน้าที่ข้าเอง " คล้อยหลังบุญสรวงจัดเเจงเสื้อคลุมกันลมกันเเดดให้บุตรชายเรียบร้อย เล็กน้ำก้าวเข้ามาเเทนตำเเหน่งเดิมของบุญฉิม เขาออกเเรงดันจนหลังเเอ่น " เอาล่ะ ฮึบ... "
" ข้ายังไม่อยากกลับเลยนารัน เจ้าช่วยพาข้าไปชมธารน้ำตกหน่อยนะ " บุญกลอนกล่าวกับเขาเมื่อผ่านมาได้ครึ่งทาง ได้ฟังดังนั้นเล็กน้ำนิ่งงันไป อีกฝ่ายเอียงคอมองมาด้วยความสงสัย อึดใจถัดไปก็กระจ่างเเจ้ง บุญกลอนส่ายหน้าขณะยิ้มบางเหมือนปล่อยวางได้ " ไม่เป็นไรข้าเข้าใจดี เรากลับกันเถอะ "
" เปล่าหรอกพี่กลอน ข้าเเค่ยังจำทิศทางไม่ค่อยจะได้ " เล็กน้ำพูดเเก้เก้อ " หากไม่ลำบาก ท่านช่วยชี้ทางให้ที "