"โจมตี” ทันทีที่ได้ยินคำสั่งของเนี่ยหลุน ยักษ์ขาวเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วแม้กระทั่งหนานกงอวี้ที่มีลมปราณมิติยังแทบไม่สามารถมองตามได้ทัน
“อะไรกัน!!” หนานกงอวี้ กล่าวออกมาอย่างตกใจเมื่อเห็นความเร็วของยักษ์ขาว เพียงพริบตาร่างของยักษ์ขาวก็มาอยู่ตรงหน้าเขาแล้ว ยักษ์ขาวชกไปยังร่างของหนานกงอวี้ หนานกงอวี้ยกกระบี่ขึ้นมาป้องกันพร้อมกับโคจรลมปราณทั้งหมดของตนเองป้องกันการโจมตีนี้
‘หมัดของยักษ์ตัวนี้รุนแรงมาก!!’ หนานกงอวี้คิด เมื่อหมัดของยักษ์ขาวปะทะเข้ากับกระบี่ หนานกงอวี้รู้ได้ทันทีว่าพละกำลังของตนเองไม่อาจต้านทานกำลังมหาศาลของยักษ์สีขาวตรงหน้าได้เลยแม้แต่น้อย ตึง! หมัดของยักษ์ขาวส่งร่างของหนานกงอวี้ ที่ไม่สามารถป้องกันการโจมตีได้อย่างสมบูรณ์ตกลงสู่ พื้นเวทีอีกครั้ง
ตูม!!! เสียงดังสนั่นจากการตกลงพื้นดังขึ้นมาเรียกความสนใจจากเฟิ่งหวงหยางชุนและหลางหลินหลินที่กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือดข้างล่าง
“ห่ะ?” เฟิ่งหวงหยางชุน ส่งเสียงร้องออกมาอย่างตกใจที่อยู่ๆ ก็มีบางสิ่งตกลงมาอย่างรุนแรง เฟิ่งหวงหยางชุนแม้แต่สามารถสัมผัสการเปลี่ยนแปลงพลังของเนี่ยหลุนได้ แต่ก็ไม่สามารถละสายตาไปจากหลางหลินหลินได้ไม่อย่างนั้นเข้าอาจจะพ่ายแพ้ได้ทันทีถ้าประมาท อีกฝ่ายแข็งแกร่งยิ่งนัก
“อะไร?” หลางหลินหลินเองก็ตกใจเช่นเดียวกัน นางเองก็มีสมาธิจดจ่อกับการต่อสู้กับเฟิ่งหวงหยางชุนจนไม่ได้สามารถแบ่งสมาธิไปสนใจกับสิ่งเกิดขึ้นบนฟ้าได้
ตูม!! เสียงดังสนั่นของการตกกระทบเกิดขึ้นอีกครั้ง ในครั้งนี้ภูตหิมะ โดนโจมตีจนตกลงมาบนพื้นเช่นเดียวกัน จากนั้นร่างของเนี่ยหลุนและยักษ์ขาวค่อยๆ ร่อนลงมา บนพื้น
“ชิ มันเจ็บนะเว้ย!!” เสียงของหนานกงอวี้ ดังขึ้นมาเมื่อเขาสามารถตั้งตัวจากการตกกระทบได้ ความรุนแรงเมื่อกี้ทำให้เขาบาดเจ็บไม่น้อยเลยทีเดียว ไม่อยากจะเชื่อเพียงแค่การโจมตีเพียงครั้งเดียวจะทำให้เขาบาดเจ็บได้ถึงเพียงนี้
“ต้องขออภัยท่านชายเฟิ่งหวงด้วยที่แทรกการต่อสู้ แต่ว่าข้าขอจบการต่อสู้นี้เลยแล้วกัน” เนี่ยหลุนกล่าว คำพูดเขาราวกับว่าจะชนะ ทั้งหลานหลิงหลิง หนานกงอวี้ และ ภูตหิมะ พร้อมๆ กัน
“คิดว่าจะทำได้งั้นน่ะเหรอ” หลางหลินหลินกล่าว แม้นางจะไม่ได้แข็งแกร่งเท่าพี่ชาย แต่ว่าตัวนางก็มีสายเลือดของราชวงศ์ที่แข็งแกร่งเป็นอันดับที่หนึ่ง ย่อมต้องมีความหยิ่งยโสภายในใจ ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นถึงอันดับที่สองของร้อยมังกรทะยานแต่นางก็ไม่ได้หวาดกลัวเลย ยิ่งตนนี้นางอยู่ในร่างครึ่งหมาป่าที่มีทั้งพละกำลังและความเร็ว แต่นางจะสามารถสัมผัสได้ว่ายักษ์แข็งแกร่งแต่นางก็เชื่อมั่นในตัวเองยิ่งนัก
“งั้นก็ลองทนรับการโจมตีนี่ให้ได้แล้วกัน” เนี่ยหลุนกล่าวพร้อมกับยิ้มไปด้วย สิ้นสุดคำพูดของเนี่ยหลุน ยักษ์ขาวก็หายไปจากสายตาของหลางหลินหลิน
‘หายไปแล้ว ได้ไง!!’ แม้แต่สายตาของร่างครึ่งหมาป่าของหลางหลินหลินยังไม่อาจมองตามการเคลื่อนไหวของยักษ์ขาวทัน รู้ตัวอีกทีนางก็ถูกชกเข้าเต็มแรงหมัดของยักษ์ขาวส่งร่างครึ่งอสูรหมาป่าของนางที่ประสานไว้ด้วยลมปราณสีเงิน เพียงการโจมตีครั้งเดียวส่งร่างของนางพุ่งตรงไปยังนอกเวทีโดยไม่อาจต้านทานได้
ตูม!! เสียงร่างของหลางหลินหลินที่ปะทะกับกำแพงสถามปะทะดังสนั่นไปทั่วลานประลอง จากนั้นยักษ์ขาวก็เคลื่อนที่อย่างรวดเร็วใช้เพียงสองการโจมตี ส่งร่างของภูตหิมะและหนานกงอวี้ พุ่งออกนอกเวทีโดยไม่อาจต้านทานเช่นเดียวกับหลานหลิงหลิง ตูม! ตูม!
“ถ้าชนะได้ง่ายแบบนี้...ทำไมไม่ทำตั้งแต่แรก” เฟิ่งหวงหยางชุนถามอีกฝ่าย ขอเพียงเนี่ยหลุนนำยักษ์ขาวออกมาตั้งแต่แรกก็จะชนะได้อย่างง่ายดายแล้ว
“ก็ตอนแรกนึกว่าจะไม่ใช้ต้องยักษ์ขาว จะสามารถเอาชนะได้ แต่ว่าคนอื่นๆ ก็แข็งแกร่ง จนต้องเรียกยักษ์ขาวออกมา..ไม่อย่างนั้นก็จะไม่สามารถเอาชนะได้” เนี่ยหลุยตอบ ตอนแรกเขานึกว่าใช้เพียงอาคมดาราสิบแฉกก็จะสามารถชนะได้แล้ว แต่เมื่อปะทะกันไปเรื่อยก็พบว่าอาคมดาราสิบแฉกธรรมดาไม่อาจจัดการหนานกงอวี้และภูตหิมะได้
..
“ยักษ์ขาวตนนั้นแข็งแกร่งยิ่งนัก ทั้งพลังกำลังและความเร็วนั้นพอๆ กับราชันขั้นสูงเลย” อูหลินเฟิงกล่าว เขารู้สึกสนใจวิชาอาคมดาราสิบแฉกนี่ยิ่งนัก ไม่ใช่แค่การสร้างพลังธาตุได้หลากหลายยังสามารถสร้างภูตจากอาคมที่รวมพลังธาตุอันหลากหลายเข้าด้วยกัน
‘แต่น่าเสียดายนักที่ยังไม่ได้เห็น จิตวิญญาณแฝดของเนี่ยหลุน’ อูหลินเฟิงคิดอย่างเสียดายที่เขาไม่ได้เห็นจิตวิญญาณแฝดของเนี่ยหลุน โดยปกติแล้วจิตวิญญาณแฝดแม้จะมีจิตวิญญาณในร่างเดียวกัน แต่จะมีความสามารถที่แตกต่างกัน อย่าง เขา ลุค และ เรน แต่ละดวงจิตมีพลังที่ถนัดแตกต่างกัน อย่างเนี่ยหลุนถ้าเกิดให้เรียกว่าจอมขมังเวทก็ไม่เกินไปสักนิด แล้วจิตวิญญาณแฝดของเนี่ยหลุนจะเป็นแบบไหนกัน
“ถ้าเกิดได้ปะทะกับยักษ์ขาวตนนั้น ข้าอาจไม่สามารถต้านได้เลยแม้แต่น้อย” ลี่เจียงกล่าว เขาที่เห็นพลังกำลังของอีกยักษ์ขาว คิดว่าต่อให้อยู่ในร่างของยักษ์ศิลาก็คงถูกการโจมตีแบบนั้นจัดการส่งออกนอกการประลองได้ง่ายๆ อย่างแน่นอน
“ความเร็วก็มากพอๆ กับข้า” เยว่ฟงกล่าว ยักษ์ขาวตนนั้นมีพลังความเร็วพอๆ กับเขาที่เร่งความเร็วสูงสุด การด้านพละกำลังเขาไม่อาจสู้ยักษ์นั่นได้เลยแม้แต่น้อย
“หากเนี่ยหลุนที่แข็งแกร่งเป็นอันดับสองยังแข็งแกร่งขนาดนี้ แล้วหลางจวินจะขนาดไหนกัน? อูหลินเฟิง เจ้าเป็นคนที่เห็นการประลองของหลางจวินเจ้าคิดว่ายังไง เนี่ยหลุนกับหลางจวินใครแข็งแกร่งกว่ากัน” จงหมิ่นถาม
“ตอบยาก ในปีนี้อันดับร้อยมังกรทะยานเชื่อถือไม่ค่อยได้นัก ร้อยมังกรทะยานเพียงคิดอันดับจากเหตุการณ์ที่พบเจอ ไม่ว่าจะเป็นการประลองธรรมดา การต่อสู้ถึงชีวิต ระดับพลัง พลังสายเลือด วิชาที่ใช้เอาสิ่งต่างๆ มาวิเคราะห์เพื่อหาอันดับ แม้หลายๆ ปีอันดับที่สูงและต่ำจะมีความแม่นยำ แต่ปีนี้ด้วยกลุ่มของพวกเราที่มีการพัฒนาอย่างรวดเร็วจึงไม่สามารถเอาอันดับมาวิเคราะห์ได้ แต่ว่าจากที่ข้าเห็นการประลองของพี่เนี่ยหลุนและหลางจวิน พี่เนี่ยหลุนอาจจะเสียเปรียบเล็กน้อย” อูหลินเฟิงกล่าว แต่เขาคิดแบบนั้นก็เพราะตอนที่หลางจวินสามารถชนะโอวหยางไป๋หลงและมู่หรงเสวี่ยได้ เขายังไม่ได้ใช้ร่างอสูรของตนเองเลยแม้แต่น้อย แต่ใช้เพียงลมปราณเท่านั้นก็สามารถเอาชนะทั้งสองคนมาอย่างง่ายดาย
"แต่มีสิ่งที่แปลก คือหนานกงอวี้ ข้าคิดว่าเขาควรที่จะแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้"จงหมิ่นบอกสิ่งที่ตนเองคิดหลังจากที่มองการต่อสู้ของหนานกงอวี้
"เจ้าเองก็คิดแบบนั้นเหมือนกันสินะ"เซี่ยชิงเอ๋อร์กล่าวนางเองก็คิดแบบเดียวกับอีก หนานกงอวี้ที่เป็นถึงอันดับสามของร้อยมังกรทะยานโดนจัดการได้ง่ายเกินไป แม้คนที่เอาชนะหนานกงอวี้ได้จะเป็นเนี่ยหลุนก็ตาม
" นั่นสิ แม้แต่อวี้จาง..ยังสามารถใช้ครึ่งก้าวแห่งเจตจำนงได้ถึงสองอย่าง แต่หนานกงอวี้กลับไม่ใช้แม้แต่พลังของแก่นแท้ น่าแปลกยิ่งนัก"อูหลินเฟิงเองก็เห็นด้วยกับสิ่งที่สหายของตนสงสัย
" หรือเจ้าพวกนั้นก็จะคิดว่าสถาบัน เทพราชันมีบางอย่างแปลกๆ จึงไม่คิดที่จะแสดงพลังของตนเองออกมา"จงหมิ่นกล่าว เหตุผลนี้เป็นเหตุผลเดียวที่เขาคิดออกว่าเหตุใด คนที่สมควรจะแข็งแกร่งแบบนั้นถึงพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย
"ก็มีสิทธิ์เป็นไปได้ แต่ละแดนศักดิ์สิทธิ์ ย่อมต้องมีความคิดเป็นของตนเอง ไม่แน่พวกนั้นเองก็อาจสงสัยในตัวของสถาบันเทพราชันอยู่ก็ได้"อูหลินเฟิงกล่าว
"แต่ถ้าทำแบบนั้นพวกเขาอาจจะ ไม่ได้รับเลือกที่จะให้เข้าไปยังแดนเทพรกร้างก็ได้นะ"ลี่เจียงกล่าว อาจว่าอีกฝ่ายทำตัวเองให้พ่ายแพ้แบบง่ายๆ อาจจะไม่สามารถเข้าไปยังแดนเทพรกร้าง
“อย่าลืมสิว่าแท้จริงแล้วแดนศักดิ์สิทธิ์แต่ละแห่ง ก็มีชนชั้นเทวะที่สามารถเปิดประตูมิติสู่แดนเทพรกร้างได้ เพียงแต่ครั้งนี้ด้วยเหตุการณ์ของแดนจันทราโลหิต ทางสถาบันเทพราชันจึงเสนอตัวเป็นผู้จัดงานประลองและคัดเลือก รวมถึงส่งผู้คนไปยังแดนเทพรกร้าง แต่หากและศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ อยากจะส่งคนภายในดินแดนของตนเอง ไปยังแดนเทพรกร้างต่างก็สามารถทำได้แต่ว่า ในสถานการณ์ที่มีอสุรกายโลหิตที่สามารถปลอมตัวเป็นคนภายในแดนของตนเอง ย่อมไม่กล้าที่จะส่งคนสุ่มสี่สุ่มห้าเข้าไป เพราะอาจเกิดการเข้าใจผิดแล้วเกิดการต่อสู้กันเอง” อูหลินเฟิงกล่าว
“แต่ข้าเคยได้ยินว่าราชวงศ์หมื่นศาสตราเป็นราชวงศ์ที่ชื่นชอบการต่อสู้ยิ่งนัก แล้วเหตุใดเขาจึงต้องออมมือจนสามารถสังเกตได้ง่ายถึงเพียงนี้” ถงต้าเหวยถาม
“อาจจะเป็นเพราะว่าภายในแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมด ตอนนี้มีเพียงราชวงศ์หมื่นศาสตราที่ไม่มีความแค้นต่อแดนจันทราโลหิต” กวนซ่างซีตอบ
“เรื่องนี้มีความเป็นไปได้ แดนจันทราโลหิตเกิดขึ้นจากการที่ ราชวงศ์ราชันโลหิตและราชวงศ์จันทราทมิฬ ที่เคยล่มสลายไปแล้วรวมตัวกันจนกลายเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งใหม่ ราชวงศ์ราชันโลหิตเคยต่อสู้กับราชวงศ์โชติช่วงและหอคอยวิญญาณจนล่มสลายไป ส่วนราชวงศ์จันทราโลหิตเคยต่อสู้กับแดนเจ้าสมุทรและราชวงศ์แสงจันทร์ เท่ากับว่าแดนจันทราโลหิตมีความแค้นที่ลึกล้ำต่อสีแดนศักดิ์สิทธิ์
และในครั้งนี้แดนจันทราโลหิตแทรกซึมเข้ามาจนเป็นเหตุทำให้ผู้อำนวยการคนหนึ่งของสถาบันเทพราชันต้องตายไป ทำให้มีแดนศักดิ์สิทธิ์ถึงห้าจากหกแดนที่มีความแค้นต่อแดนจันทราโลหิต มีเพียงราชวงศ์หมื่นศาสตราเท่านั้นที่ไม่มีข่าวคราวว่าถูกแดนจันทราโลหิตโจมตี เป็นไปได้ที่คนภายในราชวงศ์หมื่นศาสตรากำลังคิดที่จะถนอมกำลังของราชวงศ์ตนเองไว้ เป็นไปได้ที่การส่งตัวแทนมาก็ส่งมาเพื่อไม่ให้แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นสงสัย แต่จริงๆ แล้วมีเป้าหมายคือการไม่เข้าไปยังแดนเทพรกร้างตั้งแต่แรก เพื่อรักษากองกำลังของตนเองเอาไว้” อูหลินเฟิงกล่าว นี่เป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาคิดได้ว่าเหตุใดหนานกงอวี้ที่มีความแข็งแกร่งเป็นถึงอันดับสามของร้อยมังกรทะยาน ถึงพ่ายแพ้อย่างง่ายดาย เพราะจากที่เห็นราวกับว่าเขายินยอมที่จะถูกส่งประเด็นออกจากลานประลอง
“คงคิดจะปล่อยให้แดนศักดิ์สิทธิ์อื่นก็สงครามกันโดยที่ตัวเองรักษากำลังไว้สินะ” จงหมิ่นกล่าว
“อาจจะใช่หรือไม่ใช่ สิ่งพวกนี้เป็นเพียงแค่การคาดเดาของพวกเราเท่านั้น ก็ไม่แน่ว่าสิ่งที่พวกนั้นกำลังทำอยู่อาจจะคล้ายๆ กับพวกเรา ไม่อยากให้ข้อมูลของตนเองหลุดออกไป หรือว่าก็ไม่ได้มั่นใจในตัวของสถาบันเทพราชันหรืออาจจะสงสัยในตัวของสถาบันเทพราชันก็ได้” อูหลินเฟิงกล่าว แต่หากว่ามีคนภายในราชวงศ์หมื่นศาสตราที่กำลังสงสัยในตัวของสถาบันเทพราชัน คนๆ นั้นจะต้องมีสัญชาตญาณหรือการวิเคราะห์สถานการณ์ที่ดียิ่งนัก เพราะที่เขาสงสัยในตัวของสถาบันเทพเพราะว่าเขาอาศัยร่างสังหรณ์บาง รวมถึงการวิเคราะห์สถานการณ์จากในนิยายประสานเข้ากับการวิเคราะห์สถานการณ์ของข่าวที่ถูกปล่อยออกมา แต่หากมีผู้อื่นที่สงสัยโดยที่ไม่มีข้อมูลแบบที่เขามี คนๆ นั้นจะต้องเป็นคนที่มีความสามารถในการวิเคราะห์ที่สูงส่งอย่างยิ่ง อาจจะเหนือกว่าเขาก็ได้
ในตอนนั้นเองขณะที่ทุกคนกำลังจะวิเคราะห์ถึงสถานการณ์กันต่อ
ที่จอภาพได้ปรากฏภาพของ เสี่ยวหยู ออกมาอีกครั้งหมายความว่าลานประลองรอบที่สามกำลังจะเริ่มขึ้น หลังจากที่ผ่านการประลองมาแล้วถึงสองรอบ มีผู้ที่เข้าร่วมการประลองไปแล้วเกือบๆ เจ็ดสิบคน จากคนที่สมัครเข้าประลองทั้งหมดห้าร้อยคน
“เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ในตอนนี้สนามประลองที่พังทลายลงไปได้รับการซ่อมแซมจากเหล่าคณะอาจารย์ ของสถาบันเรียบร้อยแล้ว จากนี้จะเป็นการประลองรอบที่สาม โปรดระวังให้ดีอาจเกิดเหตุไม่คาดฝันในการประลองขึ้นได้” เสี่ยวหยูกล่าว นางทิ้งท้ายไว้ด้วยบางสิ่งที่นางรับรู้มาแต่ว่านางก็เลือกที่จะไม่กล่าวออกไป สิ่งนี้ให้ผู้เข้าแข่งขันไปรับรู้ด้วยตนเองจะดีกว่า
ในตอนนั้นเองป้ายของ อูหลินเฟิง กู่ซือเอิน จงหมิ่น ก็ได้ส่องแสงออกมาอีกครั้ง ทั้งสามคนถูกเลือกให้ต่อสู้ อีกครั้งอย่างรวดเร็ว ทั้งๆ ที่จงหมิ่นเพิ่งจะจบการต่อสู้ไปอาจเป็นเพราะว่าหากอยู่ภายในแดนเทพรกร้าง อาจจะต้องพบเจอศัตรูและต่อสู้อย่างต่อเนื่อง จึงทำให้คนหนึ่งคนอาจจะเกิดเหตุการณ์ที่จะต้องต่อสู้หลายรอบขึ้นมา ทั้งสามคนที่เคยต่อสู้ไปแล้วต่างถูกเลือกให้ต่อสู้อีกครั้ง
..
..
จบตอน