ทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 7 ตอนที่ 186 ต้องรีบไปแล้ว

            ชิวเซียงมองดูองค์หญิงอันหย่าซึ่งอยู่ในสภาพทรุดโทรมอย่างประหม่านางกังวลมากจนเหลือบมองไปที่ประตูวังหลวงเป็นครั้งคราว

            นางไม่สามารถพูดสิ่งใดกับหลงเซี่ยวเจ๋อได้ดังนั้นนางจึงไม่กล้าคุยกับหลงเซี่ยวเจ๋ออีกต่อไป นางทำได้เพียงตั้งตารอด้วยความหวังว่าชิวเยวี่ยจะพาใครสักคนมาได้

            แต่คนที่รอยังมาไม่ถึงในยามนี้ องค์หญิงอันหย่าทรงไอไม่หยุด ก่อนจะกระอักเลือดออกมาเต็มปากและตามด้วยเลือดอีกคำหนึ่ง...

            เลือดเต็มปากหยดย้อมชุดสีขาวราวหิมะของนางจนกลายเป็นสีแดงในทันที นางกำลังตกอยู่ในสภาพที่น่าอนาถดูเหมือนว่าจะก้าวเท้าเข้าไปในประตูนรกกว่าครึ่งก้าวแล้ว

            “องค์หญิง! องค์หญิง!”ชิวเซียงตกใจมากจนหน้าซีด มือและเท้าของนางก็อ่อนแรง

            ทำอย่างไร? จะทำอย่างไรดี? เหตุใดชิวเยวี่ยถึงยังไม่มา?

            หากองค์หญิงอันหย่าสิ้นพระชนม์เช่นนี้พวกนางคงไม่อาจมีชีวิตอยู่ต่อไปได้ ไม่ ไม่ได้ องค์หญิงของพวกนางจะตายไม่ได้

            ชิวเซียงกระวนกระวายเหมือนมดบนกระทะร้อนขณะที่กำลังเฝ้าดูสถานการณ์ขององค์หญิงอันหย่า นางก็หันไปมองที่ประตูวังไปด้วยหันแรงจนคอแทบหัก

            หลงเซี่ยวเจ๋อที่เพิ่งทำให้มู่อี๋เสวี่ยหมดสติไปกับมู่จื่อหลิงที่ดูการแสดงที่เคยจบไปครั้งหนึ่งแล้ว

            ทั้งสองคนมองภาพนั้นอย่างตั้งใจแต่ยามนี้พวกเขากำลังดูการแสดงภาพนี้อีกครั้ง ใบหน้าของทั้งสองยังคงนิ่งเฉย แต่ในใจของพวกเขากลับรู้สึกยินดีปรีดาในความโชคร้ายของผู้อื่น

            เหตุใดพวกเขาจึงกล้ามองดูดวงใจของไทเฮาอย่างสบายใจเช่นนี้ได้พวกเขายังคงไม่หวั่นไหวกับความจริงที่ว่าโรคนี้ร้ายแรงมากจนไม่ไหวแล้ว...

            แน่นอนว่าหลงเซี่ยวเจ๋อย่อมคิดว่ามีพี่สามของเขาอยู่ที่นี่เขาจึงไม่กลัวเลย

            ส่วนมู่จื่อหลิงแค่คิดว่าองค์หญิงอันหย่าสมควรที่จะได้รับความอยุติธรรมแล้วหากนางเสียชีวิตเช่นนี้ นั่นเป็นความโชคร้ายของนางเอง

            ที่นี่มีสายตานับสิบคู่เฝ้าจับจ้องแต่ทหารยามเหล่านั้นเมื่อครู่นี้เพิ่งได้รับลูกกระสุนปืนใหญ่เคลือบน้ำตาล [1] และเมื่อหนึ่งคนบอกเล่ากับสิบคนสิบคนนั้นก็ไปบอกต่ออีกร้อยคน [2] หากไทเฮาต้องการที่จะเอาผิดนาง เช่นนั้นก็ต้องหาหลักฐานให้ได้!

            มู่จื่อหลิงแตะคางของตนดวงตาคู่งามกลอกไปมาอย่างครุ่นคิด

            แม้ว่าต้นกล้าอ่อนแอผู้นี้ต้องการหาความผิดให้นางจริงแต่ยามนี้หากพวกเขายังอยู่ที่นี่ต่อไป แล้วองค์หญิงอันหย่าเกิดอ่อนแรงและหลับตาลง...เสด็จขึ้นสู่สรวงสวรรค์ มันคงเป็นเรื่องใหญ่

            เช่นนั้น...ยามนี้ควรจากไปได้แล้ว

            ขณะที่มู่จื่อหลิงกำลังคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้ชิวเซียงก็รีบวางองค์หญิงอันหย่าลงบนพื้นอย่างระมัดระวัง แล้วจ้องไปที่มู่จื่อหลิงก่อนจะก้มกราบ “หวางเฟย ได้โปรด ขอท่านช่วยองค์หญิงด้วย...”

            แต่เดิมชิวเซียงคิดว่าฉีหวางเฟยจะคุยด้วยได้ง่ายกว่า

            อย่างน้อยก็จะไม่บิดเบือนข้อเท็จจริงอย่างน้อยฉีหวางเฟยจะต้องรับรู้ว่าองค์หญิงอันหย่าทรงเป็นที่โปรดปรานของไทเฮาจึงไม่น่าจะกล้าพูดสิ่งใดมากเกินไป บางที หากนางถามอีกครั้งฉีหวางเฟยอาจลงจากรถม้า เพื่อเข้าช่วยองค์หญิงของพวกนางก็เป็นได้

            ชิวเซียงแอบคิดในใจ

            หากมีสิ่งใดเกิดขึ้นกับองค์หญิงของพวกนางเช่นนั้นฉีหวางเฟยจะไม่ใช่เพียงแค่เห็นคนตายแล้วไม่ช่วยเท่านั้น เพราะหากไทเฮาทรงไล่สืบค้นผลที่ตามมาก็จะร้ายแรงมากยิ่งขึ้น

            มู่จื่อหลิงเม้มริมฝีปากเล็กน้อยยักไหล่ แล้วกางมือออก “ไม่มีประโยชน์ที่จะถามสิ่งที่องค์ชายหกเพิ่งกล่าวไปยังไม่ชัดเจนเพียงพอหรือ?”

            “หากเกิดสิ่งใดขึ้นกับองค์หญิงเช่นนั้นท่าน…” ชิวเซียงลังเลที่จะพูด ในท้ายที่สุดนางยังไม่ลืมที่จะกล่าวอ้างถึงองค์ไทเฮา“องค์หญิงเป็นพระราชนัดดาผู้เป็นที่รักขององค์ไทเฮา”

            ความหมายในคำพูดของชิวเซียงนั้นชัดเจน

            แต่ปรากฏว่าความคิดของชิวเซียงเป็นเพียงความคิดของนางเพียงผู้เดียวมู่จื่อหลิงไม่เคยคิดที่จะช่วยเหลือคนมาตั้งแต่ต้นจนจบนับประสาอะไรกับการถูกคุกคามเพื่อให้ช่วยชีวิตใครสักคน

            มู่จื่อหลิงพูดไม่ออกอยู่ครู่หนึ่งนี่เป็นภัยคุกคามหรือไม่?

            นางกำนัลน้อยกล้าดีอย่างไรมาขู่นาง? ช่างน่าขันยิ่งนัก!

            “ในเมื่อเจ้าไม่เข้าใจสิ่งที่องค์ชายหกพูดเปิ่นหวางเฟยก็จะกรุณาบอกเจ้าอีกครั้ง” มู่จื่อหลิงยิ้มบางๆ เป็นรอยยิ้มที่เฉยชา

            หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งนางจ้องมององค์หญิงอันหย่าซึ่งทรุดตัวลงอย่างเหนื่อยล้าด้วยความเฉยเมย พูดเน้นทีละคำว่า“ฟังนะ เปิ่นหวางเฟย ไม่ รักษา ให้ หมู”

            เดิมทีหลงเซี่ยวเจ๋อก็ตรงไปตรงมาเพียงพอแล้วแต่คาดไม่ถึงว่าคำพูดของมู่จื่อหลิงจะตรงไปตรงมามากยิ่งขึ้นไปอีกชิวเซียงหันหลังกลับทันที ทั้งสองเรียกองค์หญิงอันหย่าว่าหมู

            “ใช่ฉีหวางเฟยจะรักษาหมูได้อย่างไร? อีกทั้งยังเป็นหมูที่ตายไปอย่างไร้ยางอายตัวหนึ่ง เจ้าทาสหมาเจ้ายังไม่ยอมจบอีกหรือ?” หลงเซี่ยวเจ๋อเหลือบมององค์หญิงอันหย่าอย่างดูถูกดูแคลนและแสดงออกว่าเห็นด้วยอย่างรวดเร็ว

            หมูที่ตายไปอย่างไร้ยางอาย? เป็นคำที่เหมาะสมมากแต่ใช้คำว่าตายไปอย่างไร้ยางอายได้หรือ!

            หึ...มู่จื่อหลิงเกือบจะยกนิ้วให้หลงเซี่ยวเจ๋อแล้วเด็กผู้นี้ตรงไปตรงมามากเกินไป!

            ทั้งสองคนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ[3] ชิวเซียงแทบกระอักออกมาเป็นเลือด “หวางเฟย องค์ชายหก พวกท่าน...บังอาจนักกล้าดีอย่างไร...ถึงเรียกองค์หญิงของเราว่าหมูออกมาอย่างเปิดเผย”

            แม้ว่าชิวเซียงจะมีความรู้สึกขุ่นเคืองใจเกี่ยวกับเรื่องขององค์หญิงอันหย่าอยู่ภายในแต่ถึงแม้จะมอบความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ให้แก่นาง นางก็ยังไม่กล้าพูดให้จบประโยค

            แม้ว่าชิวเซียงกล้าที่จะพูดคำเหล่านี้แต่พวกของมู่จื่อหลิงทั้งสองคนกลับยืนขึ้นแบมือทั้งสองข้างออกราวกับเป็นผู้บริสุทธิ์ทั้งสองพูดประโยคหนึ่งออกมาพร้อมเพรียงกันว่า มีผู้ใดได้ยินหรือ?

            แม้ว่าองค์หญิงอันหย่าจะประชวรหนักจนกระอักเลือดแต่นางก็ยังมีสติอยู่เล็กน้อย

            หลังจากได้ยินสิ่งที่มู่จื่อหลิงกับหลงเซี่ยวเจ๋อพูดออกมาที่ดูเหมือนไม่ตั้งใจแต่มันกลับเป็นคำที่มีความหมายราวกับว่าพวกเขากำลังข่วนหัวใจที่กำลังเจ็บปวดของนางซ้ำลงไปอีกครั้งและความเจ็บปวดนี้ทำให้นางหายใจไม่ออก

            หลังจากเห็นว่าองค์หญิงอันหย่าสำลักเลือดออกมาอีกคำหนึ่งจากนั้นนางก็หมดสติไปอย่างสมบูรณ์

            “อ๊าย...องค์หญิงองค์หญิง...ตื่นเถิดเพคะ องค์หญิง...” เมื่อเห็นว่าองค์หญิงอันหย่าหมดสติไปแล้วชิวเซียงตื่นตระหนกมากจนไม่อาจตื่นตระหนกมากไปกว่านี้ได้อีก

            มู่จื่อหลิงกับหลงเซี่ยวเจ๋อมองหน้ากันด้วยท่าทางไร้เดียงสาทั้งคู่เห็นความอึดอัดเล็กน้อยที่ซ่อนอยู่ในดวงตาของกันและกัน

            แต่...เหมือนมันจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ

            ไม่ใช่ว่าจะตายไปจริงๆแล้วหรือ? หากไทเฮาไม่พบหลักฐานใดๆและต้องการใช้อำนาจมาเล่นงานใครสักคน เช่นนั้นไทเฮาก็หาข้ออ้างได้เสมอ!

            วันนี้พอแค่นี้ก่อนก่อนที่ทหารกู้ภัยจะมาถึง ต้องรีบไปแล้ว หลังจากนั้นไทเฮาอยากเล่นอย่างไรนางขอกลับไปคิดให้ดีก่อนค่อยว่ากัน

            มู่จื่อหลิงแอบคาดเดาในใจและในขณะเดียวกันก็ภาวนาขอให้หญิงชราในวังมีความสามารถมากพอที่จะหาข้อผิดพลาดได้ในภายหลัง

            เพียงพริบตาเดียวมู่จื่อหลิงก็วางแผนที่จะหลบหนีแล้ว

            “หวางเฟย องค์ชายหกพวกท่าน พวกท่าน...” ชิวเซียงชี้นิ้วที่สั่นเทาไปยังคนทั้งสองด้วยท่าทางอวดดีเล็กน้อยแต่กลับพูดได้เพียงแค่คำว่า ‘พวกท่าน’ มานานแล้ว และนางก็ไม่กล้าที่จะเอ่ยคำใดออกมาอีก

            แค่นางกำนัลตัวน้อยผู้หนึ่งมู่จื่อหลิงคร้านเกินกว่าที่จะพูดเรื่องไร้สาระกับนาง ดังนั้นจึงทำเพียงแค่เพิกเฉย

            หลงเซี่ยวเจ๋อเองก็เพิกเฉยไม่ต่างกัน

            “ฮาว~~ ออกมาข้างนอกนานถึงเพียงนี้แล้วคงถึงเวลากลับเสียที” มู่จื่อหลิงหาวและเหยียดตัวอย่างเกียจคร้านนางไม่ลืมที่จะถามว่า “หลงเซี่ยวเจ๋อ เจ้ายังจะกลับกับพวกเราอีกไหม?”

            เมื่อได้ยินคำถามของมู่จื่อหลิงหลงเซี่ยวเจ๋อก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรงในทันที ถอยหลังออกไปสองสามก้าวโดยไม่รู้ตัว โบกมืออย่างรวดเร็ว“ไม่ ไม่แล้ว จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าข้ามีบางอย่างที่ต้องทำ”

            อันที่จริงเขาอยากติดตามด้วยเป็นอย่างมากแต่นี่มันเรื่องล้อเล่นอะไรกัน?

            มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่พี่สามของเขาจะปล่อยผ่านเหตุการณ์ที่เขาแอบออกเที่ยวเล่นไปเมื่อไม่กี่วันก่อนดังนั้นเขาจึงยังคงต้องจุดธูปบูชาพระพุทธอมิตาภะอยู่ในใจ

            ดังนั้นเขาจะพุ่งเข้าหาเรื่อง ‘หฤโหด’ ต่อตนเองได้อย่างไร?

            นั่นเป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน

            ยิ่งไปกว่านั้นในสถานการณ์เช่นนี้ เขาจะกล้าติดตามพี่สะใภ้สามอย่างไร้ยางอายได้อย่างไร? ร้อยทั้งร้อยย่อมไม่กล้า!

            มู่จื่อหลิงหรี่ตาลงแล้วจ้องมองไปที่หลงเซี่ยวเจ๋อ

            เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าชายผู้นี้ทำตัวผิดปกติเล็กน้อยปฏิกิริยาของเขารุนแรงเกินไปสักหน่อยนะ

            คนผู้นี้มักจะประพฤติตัวประจบประแจงต่อหน้าคนอื่นๆอย่างไม่กลัวความตายเสมอมา ทันทีที่เอ่ยถึงหลงเซี่ยวอวี่เขาก็ว่านอนสอนง่ายไม่ต่างไปจากแมวคำพูดไม่ดีต่างๆ ล้วนไม่กล้าหยิบยกออกมาพูด

            เมื่อคิดถึงเรื่องนี้มู่จื่อหลิงก็แทบจะกลอกตาใส่หลงเซี่ยวเจ๋อ

            เมื่อมองไปที่ใบหน้าที่ราวกับมีคำถามของมู่จื่อหลิงด้วยเกรงว่านางจะถามอีกครั้ง หลงเซี่ยวเจ๋อจึงโบกมือของตนครั้งแล้วครั้งเล่าและส่ายหัวเสริมความมั่นใจ “พี่สะใภ้สามในที่สุดยามนี้ข้าก็สามารถเรียนรู้วรยุทธ์และปรับปรุงความสามารถของตนได้แล้วข้าต้องไปหาเล่อเทียน”

            เล่อเทียนคือผู้ที่มีทักษะวรยุทธ์ดีที่สุดในบรรดาพวกเขานอกเหนือจากหลงเซี่ยวอวี่ หากหลงเซี่ยวเจ๋อสามารถฝึกวรยุทธ์ได้ย่อมต้องเริ่มเรียนจากวรยุทธ์ง่ายๆดังนั้นเพื่อเรียนรู้ทักษะวรยุทธ์ที่แท้จริงเขาจึงต้องไปหาเล่อเทียน

            หลงเซี่ยวเจ๋อคิดกับตัวเองว่าเมื่อเขาใช้ทักษะวรยุทธ์ที่แท้จริงได้แล้ว ต่อไปเขาจะไม่เกรงกลัวพวกกุ่ยหยิ่งกุ่ยเม่ยอีกและโดยธรรมชาติแล้วเขาย่อมจะประสบกับ ‘เรื่องไม่ดี’ น้อยกว่าเดิมมาก

            ยังพูดไม่ทันจบคำหลงเซี่ยวเจ๋อก็รีบวิ่งหนีจากไปโดยไม่รอให้มู่จื่อหลิงได้ตอบรับแต่เขาวิ่งออกไปได้เพียงแค่สองก้าวก็ต้องวิ่งกลับมาอีกครั้ง

            เขาประจบสอพลอมู่จื่อหลิงเพื่อที่จะขอเงินส่งยิ้มทะเล้น พร้อมกล่าวว่า “แหะ แหะ! พี่สะใภ้สาม ท่านพอจะมี…”

            มุมปากของมู่จื่อหลิงกระตุกเล็กน้อยนางรู้สึกพูดไม่ออกจริงๆ

            ไม่ต้องรอให้เขาพูดจบนางก็โยนเงินทั้งหมดที่มีอยู่ในร่างกายให้กับเขาไปตรงๆ

            หลงเซี่ยวเจ๋อรับเงินมาอย่างมีความสุขและรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็วราวกับมีผีไล่ตามหลังเขาไป...

            เมื่อได้ยินหลงเซี่ยวเจ๋อพูดถึงวรยุทธ์เมื่อครู่นี้หัวใจของมู่จื่อหลิงก็เต้นไม่เป็นจังหวะแต่ในเวลานี้นางยังไม่อาจคิดสิ่งใดให้มากจนเกินไปด้วยในยามนี้พวกเขาก็ต้องรีบจากไปโดยเร็วเช่นกัน

            หลังจากหันมองไปยังคนสองคนที่หมดสติอยู่ข้างนอกเป็นครั้งสุดท้ายมู่จื่อหลิงก็ยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจและกำลังเตรียมที่จะหดศีรษะของตนกลับเข้าไป

            แต่ในขณะที่นางกำลังจะหดศีรษะเข้ามาจู่ๆ ก็มีเสียงฝีเท้าดังมาจากประตูวังหลวง

            มู่จื่อหลิงหันไปมองอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวจู่ๆ ก็รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย

            เห็นเพียงกองทหารองครักษ์กลุ่มหนึ่งถือกระบี่วิ่งเหยาะๆออกมาจากประตูวังหลวง พวกเขาแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่สง่างาม ใบหน้าเคร่งขรึมดูมีความสามารถมากกว่าเหล่าทหารยามที่คอยเฝ้าประตูมาก ภาพที่เห็นดูยิ่งใหญ่พวกเขาดูไม่เหมือนทหารยามทั่วไป

            มู่จื่อหลิงเดาว่าคนกลุ่มนี้น่าจะถูกดึงดูดมาโดยเสียงระเบิดนอกวังหลวง

            เบื้องหลังทหารถือกระบี่มีหมอชราสองสามคนติดตามมาด้วยบนไหล่ของพวกเขาแบกล่วมยาเอาไว้ วิ่งสองก้าวหอบสามก้าว [4] ดูเหมือนว่าความกังวลและความเหน็ดเหนื่อยจะมีมากพอๆกัน

            ไม่ว่ากลุ่มคนจะมาช่วยคนหรือเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นที่นี่หรือมาเพื่ออะไรก็ตาม มู่จื่อหลิงไม่สนใจที่จะอยู่ต่ออีกต่อไป

            มู่จื่อหลิงรีบเรียกฝูหลินให้รีบมาคุมรถม้าแต่ฝูหลินกลับจ้องมองนางอย่างอึดอัดทั้งยังไม่กล้ามองตรงๆก่อนจะพูดอย่างยากลำบากว่า “ไม่ ไม่ได้ หวางเฟย ข้าน้อยจะกลับไปเอง ท่าน...”

            ด้วยท่าทีที่ตรงไปตรงมาเช่นนี้มู่จื่อหลิงจึงสามารถเข้าใจโดยไม่ต้องคิด

            นางแอบก่นด่าอยู่ในใจจอมมารหลงเซี่ยวอวี่ผู้นี้จะจู้จี้จุกจิกถึงขนาดนั้นไปเพื่ออะไรกันแม้แต่คนที่คุมรถม้ายังต้องเลือกอีกหรือ

            มู่จื่อหลิงมองไปที่หลงเซี่ยวอวี่ซึ่งดูเหมือนจะหลับไปแล้วจากนั้นจึงหันมองไปทางกลุ่มคนที่กำลังวิ่งเข้ามาบริเวณด้านนอกนั่น

            อยู่ดีๆนางก็รู้สึกลำบากใจขึ้นมาเล็กน้อย นางคิดกับตนเองว่า นี่นางคงไม่ต้องออกไปคุมรถม้าเองใช่หรือไม่?

            หากนางสามารถคุมรถม้าได้ก็ไม่เป็นไรแต่สิ่งสำคัญคือ...นางทำไม่ได้!

            ต้องปลุกหลงเซี่ยวอวี่ขึ้นมาใช่หรือไม่? ความคิดนี้แวบเข้ามาในหัวของมู่จื่อหลิงและเพียงชั่วพริบตานางก็ส่ายหัวอย่างแรง

            ไม่ได้...แม้ว่ายามนี้นางจะมีความคิดนั้นและนางยังมีความกล้าด้วย

            แต่มันเป็นไปได้หรือที่จะให้ฉีอ๋องออกไปคุมรถม้า? ต่อให้ใช้นิ้วหัวแม่เท้าคิด [5] ก็ยังรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้

            แต่ก่อนที่มู่จื่อหลิงจะเถียงกับตนเองเสร็จสิ้นหลงเซี่ยวอวี่ซึ่งกำลังนอนหลับตาอยู่ได้ยกริมฝีปากสีชมพูอ่อนที่สมบูรณ์แบบขึ้นเป็นทรงโค้งเล็กๆ

            ทันใดนั้นก็ได้มีเสียงหวีดดังออกมาจากปากของเขาเบาๆหากไม่อยู่ในที่เงียบและตั้งใจฟังเสียงอย่างจริงจังก็แทบจะไม่ได้ยินเสียงนี้

            ทันใดนั้น ม้าสองตัวตัวหนึ่งสีดำนิลและอีกตัวสีขาวก็ร้องคำรามเสียงดังออกพร้อมๆ กัน จากนั้นพวกมันก็ขยับกีบเท้าและวิ่งควบออกไปตามเส้นทาง

            ---------------------------------------

            เชิงอรรถ

            [1] ลูกกระสุนปืนใหญ่เคลือบน้ำตาล (糖衣炮弹) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่าการแสวงหาประโยชน์ส่วนตนโดยทุจริต หรือชัยชนะที่ได้มาจากการล่อลวง

            [2] หนึ่งคนบอกเล่ากับสิบคน สิบคนนั้นก็ไปบอกต่ออีกร้อยคน (一传十十传百)เป็นสำนวน มีความหมายว่า ข่าวสารถูกแพร่ หรือถูกบอกต่อเป็นทอดๆ ไปอย่างรวดเร็ว

            [3] คนหนึ่งร้องคนหนึ่งรับ(一唱一和) เป็นสำนวน มีความหมายว่า การกระทำสอดรับกันหรือเข้ากันได้เป็นอย่างดี เทียบกับสำนวนไทย ใกล้เคียงกับคำว่าเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย

            [4] วิ่งสองก้าวหอบสามก้าว (两小跑三喘息) เป็นวลี มีความหมายว่าวิ่งเข้ามาอย่างเหนื่อยหอบ หรือเคลื่อนไหวเข้ามาอย่างเชื่องช้า ราวกับจะไม่ไหวแล้ว

            [5] ใช้นิ้วหัวแม่เท้าคิด (用脚指头想) เป็นคำอุปมา มีความหมายว่า สามารถรู้ได้โดยไม่ต้องคิดหรือสิ่งที่เข้าใจได้ง่ายมาก

    คล้ายกับเรื่องทะลุมิติไปเป็นพระชายาแพทย์ผู้มากพรสวรรค์ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    ความโปรดปรานที่ไม่มีใครเทียบ นางสนมแพทย์คนสวยของขุนนางหลวง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    169K 382
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    ไม่เป็นแล้วโสมพันปี เกิดใหม่ชาตินี้ขอเป็นคุณหนูหกที่ได้แต่งงาน! [จบ]

    นิยาย รัก
    421K 828
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    เกิดใหม่ครั้งนี้ต้องมีความสุข

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    85K 247
    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    ภรรยานายพรานตัวน้อยกับระบบร้านค้ามือสอง [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    712K 1023
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    ยามสกุณาหวนคืนขับขาน โผทะยานสู่ยุค 80

    นิยาย รัก
    627K 1276
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808